View Full Version : [G'Story] ฉบับRemake
เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความสนุกสน านและความบันเทิงเท่านั้น
ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีอยู่จริง ถึงแม้ว่ามันจะเหมือนทั้งชื่อและเหตุการณ์ สถานที่
ก็ขอให้คิดไว้ว่ามันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเท่านั้น เอาเป็นว่าเข้าใจตามนี้ก็แล้วกัน
http://img99.imageshack.us/img99/904/007rx9.png
ผู้แต่ง Gsas G'story
[เรื่องวุ่นๆของนายจี ]
[ปฐมบท]
[บุกเบิก หอพัก ซ่อมแซม ทำหมดนี่เลยเหรอเนี่ย!?]
}การบุกรุกของนายจี{
"บ้าเอ๊ย!!ทำไมไม่บอกกันก่อนไอ้พ่อบ้าทำอะไรตามอำเภอใ จทุกที"
ผมอารมณ์อารมณ์ขึ้นสุดๆเมื่อพ่ออยู่ๆก็พูดเรื่องสัญญ า
แต่งงานที่จัดเอาเองตามใจชอบโดยที่ผมยังไม่รู้สึกตัว ซักนิดเลยว่าเรื่องมันเป็นมายังไง
ก็คงไม่คิดจะเล่าอะไรให้ฟังอยู่แล้วละมั้ง
"เป็นพ่อคนจะทำอะไรต้องบอกลูกก่อนขออนุญาติลูกก่อนด้ว ยรึ?"
พ่อของผมที่นั่งจิบกาแฟอย่าใจเย็นบนโซฟาอย่างไม่รู้ร ้อนรู้หนาวอะไร
"ยังไงๆผมก็ไม่แต่งไม่ต้องถามเหตุผลเลยนะไอ้การจัดการ แบบเผด็จการ
เบ็ดเสร็จแบบนี้นะไม่มีใครเขาชอบใจกันหรอก"
"แกจะคิดอะไรอยู่ก็ไม่รู้นะถ้าไม่แต่งก็ไม่ต้องมาใช้ส กุลเดียวกันแล้วจะไปไหนก็ไป"
"หนวกหูน่า บ้านแบบนี้ไม่อยู่มันก็ได้"
พูดจบก็ขึ้นไปเก็บข้าวของเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า แล้วลงมาด้านล่าง
"เดี๋ยวก่อน" "อะไร?คิดจะห้ามผมเหรอยังไงก็จะไป"
"ไม่ห้ามหรอกแต่แกเอาสมุดบัญชีของแกทิ้งไว้ด้วยนั่นมั นก็เงินที่ฉันหามา"
ผมเลยเหวี่ยงสมุดบัญชีใส่หัวพ่อแต่ว่าพ่อก็เอาถาดกาแ ฟ
มารับไว้ได้อย่างใจเย็น "บัตรATMด้วย"พ่อชี้ไปทางประเป๋ากางเกง
"เออ ตูเอาไปแค่เสื้อผ้ากับตัวเปล่าๆนี่แหละฟ่ะลาขาดเลยแล ้วกัน. . . ."
. . . . . .
ผมนายจี ชายหนุ่มผู้เซ็งจิตกับการกระทำของพ่อที่ชอบบ้าอำนาจ
และเผด็จการเกี่ยวกับเรื่องชีวิตของผมไปซะทุกเรื่องก ็เลย...
ทะเลาะกับพ่อออกจากบ้านมาตัวเปล่าๆมีแค่เสื้อผ้าติดต ัวไม่กี่ชุด
ก่อนอื่นผมก็ต้องหาที่ซุกหัวนอน หางานทำ หาเงินไหนๆก็ไหนๆแล้วจะได้ลาขาด
ไอ้พ่อเฮ็งซวยนี่ซะที ตั้งแต่ออกมาจากบ้านแบบนี้รู้สึกว่าเราเป็นอิศระไม่ต ้องมาคอย
ทำตามคำสั่งอะไรใครแล้ว มันแฮปปี้สุดๆ(ถึงแม้หนทางในอนาคตมันมืดมนสุดๆ)
เอาน่ายังไงก็ยังดีกว่ามาคอยทำตามคำสั่งทุกๆอย่างทั้ งๆที่ไม่ชอบ
ผมเดินไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย พอรู้สึกตัวอีกทีก็หยุดยืนอยู่หน้าหอพักเก่าๆโทรมๆ
ข้างในวัชพืชขึ้นเต็มไปหมด เหมือนถูกทิ้งร้างมานานแล้วดูสภาพเหมือนบ้านผีสิงไม่ มีผิด
มองไปที่ป้ายหน้ารั้ว"หอพักลั่นทมสีชาด? คุ้นๆเหมือนเคยมาที่นี่เลยแฮะแต่นึกไม่ออก"
มือขาวซีดข้างหนึ่งก็เอื้อมมาจับไหล่ซ้ายของผม "เธอ. . ." เสียงผู้หญิง
ซวยแล้ว ผี!? ผีเหรอ!? ไม่ใช่หรอกมั้งความรู้สึกนี้ แต่มือมันเย็นเฉียบเลย
จะอะไรเป็นอะไรก็ไม่รู้แล้วทำใจดีสู้เสือหันกลับไปดู
"ใช่จริงๆด้วย ไม่ได้เจอกันนานมากแล้วนะจ๊ะ"หญิงคนนั้นปล่อยมือที่ไหล่ของผมออก
"แม่เองไงจ๊ะจำไม่ได้เหรอ?" นั่งนึกอยู่ซักพักก็นึกออก "อ๋อ คุณน้าเจ้าของห้องเช่า"
"ใช่จ๊ะเรียกแม่แบบเดิมก็ได้นะจ๊ะ ส่วนที่นี่ก็ที่เคยอยู่ยังไงละจ๊ะ"
คุณน้าคนนี้เคยเป็นเจ้าของหอพักที่นี่เมื่อก่อนผมเคย ไปรบกวนที่ห้องบ่อยๆ
เพราะพ่อมักจะอ้างติดงานอยู่เสมอๆผมสนิทชิดเชื้อจนแท บจะเรียกว่าแม่เลยทีเดียว
ก็เพราะผมไม่มีแม่นะสิ คุณน้าเลยคอยดูแลผมเหมือนแม่แท้ๆ
"ที่นี่นะเหรอครับ?มันไม่มีคนแล้วนะครับ!!"
"เมื่อก่อนมันก็เป็นหอพักอยู่หรอกนะจ๊ะแต่พอไม่มีคนดู แลแม่ก็เลยให้ผู้เช่าอาศัยย้ายไปที่อื่นนะจ๊ะ"
"ก็เลยปล่อยทิ้งร้างไว้เพราะไม่มีคนดูแลสินะครับ"
"ตอนนี้แม่มาดูๆก็คิดจะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่แต่ก็ไม่อยากใ ห้คนที่ไม่รู้จักมาดูแลนะจ๊ะ"
"งั้นจ้างผมให้ดูแลได้ไหมละครับ?"
"แต่แม่คิดว่า... "
"ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมจะดูแลให้อย่างดีที่สุดเลยเงิน เดือนก็ไม่ต้องก็ได้ครับแค่ให้ผมอยู่ที่นี่ก็พอ"
"ไม่ต้องหรอกจ๊ะที่จริงแม่ก็คิดจะให้จีเป็นคนรับช่วงต ่อพอดีเลย" "อ้าวเอ๋?"
"เดี๋ยวอีกหน่อยก็รู้เองละจ๊ะฝากดูแลให้ด้วยนะจ๊ะส่วน เรื่องซ่อมแซม..."
"เดี๋ยวผมจัดการให้เองครับ"
"จ๊าๆงั้นแม่ไปก่อนนะจ๊ะมีอะไรก็โทรไปบอกก็แล้วกันนะจ ๊ะ"และแล้วคุณน้าก็เดินจากไป
. . . . . .
สภาพหอพักโทรมสุดๆ จะซ่อมเจ้าตึกนี่ทั้งหลังมันต้องใช้เงินเท่าไหร่ฟะเน ี่ยแถมต้องจัดการเรื่องน้ำไฟใหม่หมดด้วย
ตอนนี้ก็บ่จี๊สุดๆ ออกมาแต่ตัวสมบัติที่มีก็เสื้อไม่กี่ชุด โทรศัพท์ ใช่ๆโทรศัพท์
โทรเรียกเพื่อนๆที่รู้จักกันมาช่วยได้นี่หว่า ". . . . " ". . . ." "...." พระเจ้าแบตหมด
ทำไมตูไม่ชาร์ทมาให้เต็มก่อนออกมาจากบ้านฟะเนี่ยเอาล ะทำยังไงดี
ก่อนอื่นสำรวจความเสียหายกับจุดที่จะต้องซ่อมก่อนจดค ร่าวๆ แล้วค่อยจัดการเองทีละเล็กละน้อยละนะ
อืมๆ น้ำไฟยังใช้ได้แฮะ ชาร์ทแบ็ตเลยดีกว่า ห้องยังไม่มีกุญแจเดี๋ยวค่อยไปเอาทีหลัง
ที่ต้องทำก็มีผนังข้างนอก พวกหญ้า...แอ๊ด เดี๋ยว!? เสียงเปิดประตู!? ใครนะ!? ใครกัน!?
ที่นี่มันควรจะมีแค่เราคนเดียวนี่นาไม่หรอกน่า... อาจจะเป็นแค่ประตูที่ลืมปิดลมเลยพัดเอาก็ได้...
ตึก ตึก ตึก เสียง!? เสียงคนเดิน!? ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วก็สำรวจทั่วแล้วนี่นาว่ามันไม่มี คน!?
แล้วใครกันละ!?ที่มันจะเข้ามาที่นี่ได้!? หรือว่าคุณน้าเค้าจะเอากุญแจมาให้ ไม่ใช่!? แล้วมันใครกันละ!?
ตึก ตึก ตึก เสียงคนเดินค่อยๆ ใกล้เข้ามา
"ใครนะ?" ไม่มีเสียงตอบใดๆผมค่อยเดินๆไปอย่างเงียบๆ หรือว่าขโมย!? มันเข้ามาขโมยของในนี้สินะ
แกมันดวงซวยแล้วที่มาเจอกะผม นั่นไงนั่งหันหลังอยู่พอดีเลย "เฮ้ย นี่แก" ยังไม่ทันที่จะได้รู้ตัวผมก็โดนจับทุ่มข้ามไหล่
กระแทกพื้นสติที่เลือนลอยค่อยๆ หายไป . . .
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[ชายผู้อับโชคและดวงดาวที่ไร้แสง]
}การรุกรานของเพื่อนสนิท!?{
เอ๊ะ!! นี่ผมหลับไปนานแค่ไหนแล้วละเนี่ย มีเรื่องอะไรที่จะต้องทำรึเปล่า....? ในหัวมันขาวโพลนไปหมด
สงสัยผมคงจะตายแล้วละมั้งผมมันไม่มีอะไรค้างคาในใจแล ้วนี่นา . . . เหมือนกับว่าจะนึกอะไรที่มันสำคัญๆ
มากๆออก อะไรนะ ช่างมันเถอะ. . . . เสียงใครนะ? ที่เดินห่างออกไป "ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่มีไอ้ลูกบ้าอยู่ซักคนทำอะไรๆก็ะดวกขึ้นเยอะ"
ไม่สิ ยังเหลือเรื่องให้ทำอีกนี่หว่า จะให้โดนดูถูกแบบนี้ตลอดไปไม่ได้ ว๊าก!! ผมสะดุ้งลุกขึ้นมาแบบยังมึนส์ๆอยู่นิดหน่อย
"คุณน้า?งั้นที่นี่คือ . . ." "จ๊ะบ้านของแม่เองพอดีจีสลบไปนะจ๊ะเค้าเลยพามาส่งที่น ี่ก่อน" "ใครกันที่พาผมมาส่ง?"
"ก็คนที่จับจีทุ่มข้ามไหล่. . ." "นายนี่ไม่เคยระวังตัวอะไรเลยนะ"หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างหลังผมพูดแทรก
"ใครนะ?"ผมหันหลังกลับไปดู "ก็จะใครซะอีกละไม่เจอกันพักเดียวยังงี่เง่าซุ่มซ่ามไ ม่เปลื่ยนเลยนะ"
"เจ๊ลู!!" ผู้หญิงคนนี้เป็นเพื่อนเก่าผมเองครับ เป็นเพื่อนที่สนิทกันมากๆแทบจะรู้ทุกๆเรื่องเลยทีเดี ยวแล้วเค้าก็เป็นลูกสาว
ของคุณน้าเจ้าของหอพักด้วย เธออายุมากกว่าผมปีหนึ่งครับเลยเรียกเจ๊มาตลอด(เจ๊หม ายถึงพี่หรือลูกพี่)ผมมักจะโดนเจ๊แก
ปั่นหัวเล่นอยู่เสมอๆ ในฐานะของเล่นชิ้นหนึ่งที่ใกล้ๆมือละมั้ง เป็นคนประเภทที่ว่า ข้าใหญ่ที่สุดในโลก ใครจะทำอะไรไม่สน
แต่ต้องฟังฉันเท่านั้นเอาง่ายๆขนาด อธิการบดียังต้องฟังเจ๊แกเลย สมัยที่เรียนอยู่ด้วยกัน "แล้วไปไงมาไงไปทำอะไรที่นั่นได้ละ?"
"นั่นมันคำถามของฉันต่างหาก นายนะแหละเข้าไปทำอะไรในหอพักของชั้น" "หอพักของเจ๊ลู?" คุณน้าตบมือให้สัญญาณเรียกให้ฟัง
(เพราะจะพูดตั้งนานแล้วแต่แย่งพูดไม่ทัน)"ก็หอพักของจีนะแหละจ๊ะแม่ยกให้จีเค้าไปแล้ว""ได้ยังไงกัน!?นี่มันกรรมสิทธิของหนู.."
"เอาน่าๆก็แม่ยกให้ทั้งสองคนช่วยกันดูแลยังไงละเพราะถ ้าลูกไม่คิดจะขายที่นี่ทิ้งก็คงจะยกให้อยู่นะ""ก็ทำไมจะต้องเก็บมันไว้ด้วยละค่ะ"
"เอ่อ ตกลงว่าที่นี่..." "จ๊ะก็ลูเป็นคนดูแลที่นี่แต่สถานะสิทธิ์ในการถือครองก ็ให้จีก็แล้วกันนะ" "แบบนี้ได้ยังไงกัน!"
"ลูกห้ามเถียงแม่นะจ๊ะ" ก็ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆคุณน้าก็ทำหน้าน่ากลัวขึ้นมาจนเ จ๊ลู ไม่กล้าต่อปากต่อคำต่อ
"เอาเป็นว่าตกลงตามนี้ก็แล้วกันนะจ๊ะ
ส่วนเรื่องซ่อมแซม..." "จัดการเสร็จหมดแล้วละค่ะ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานแล้วด้วย" "อ้อ มีอีกเรื่องที่แม่ยังไม่ได้บอกนะจ๊ะ"
"อะไรเหรอค่ะ?" "แม่ขายบ้านหลังนี้ไปแล้วเดี๋ยวลูกก็ย้ายข้าวของออกวั นนี้ไปอยู่ที่นู่นได้เลยนะจ๊ะ" "เอ๋? หา!!ขายไปแล้ว!!"
"ก็แม่ไม่มีเวลาดูแลนี่จ๊ะเลยขายให้ญาติๆไปเพราะแม่คิ ดว่าจะหาที่อยู่ใหม่เล็กๆสมตัวจะดีกว่านะจ๊ะ" "แม่นะแม่ทำอะไรไม่ปรึกษากันเลย"
ผมสงสัยว่านิสัยเอาแต่ใจตัวเองนี่คงจะติดต่อกันมาแน่ ๆ "อ้อ อีกเรื่องนะจ๊ะ แม่ลงโฆษณาไว้ แต่เค้าเขียนผิด... เลยกลายเป็นว่า"
"กลายเป็นว่าอะไรละครับคุณน้า.." "กลายเป็นว่าหอพักหญิงแทนนะสิจ๊ะ"เอาแล้วไง... แล้วทีนี้ที่ผมคิดไว้ว่าจะอาศัยพักที่นี่เลย
ก็ต้องย้ายอีกแล้วสิเนี่ย... "แหมๆอย่าทำหน้าแบบนั้นสิจ๊ะ ก็ให้ลูกเป็นผู้ดูแลแล้วก็จะได้พักในหอนี้ไปในตัวเลย ก็ได้นี่จ๊ะ
จะเรียกแม่เหมือนเดิมแม่ก็ว่าดีแล้วนะจ๊ะอย่าเรียกน้ าเลยนะฟังแล้วดูห่างเหินกันยังไงไม่รู้สินะจ๊ะ"
"ขอบพระคุณมากๆเลยครับคุณแม่" "เดี๋ยวๆนะค่ะแม่ว่าไงนะ จะให้อีตาคนไม่ได้เรื่องนี่ดูแลหอพักหญิงเนี่ยนะ!!"
"ตกลงว่าอย่างนี้ก็แล้วกันนะจ๊ะส่วนเรื่องคนที่เช่าเค ้าก็ติดต่อเข้ามากันเยอะแยะแล้วละนะจ๊ะ""นี่แม่แอบวางแผนอะไรรึเปล่าค่ะเนี่ย?"
"เพราะว่าที่นี่ใกล้มหาลัยคนเช่าส่วนใหญ่ก็จะมีแต่สาว ๆนักศึกษาเท่านั้นแหละจ๊ะและก็ถ้าเป็นลูกๆก็คงไม่น่า ห่วงซักเท่าไหร่คงดูแลกันเองได้"
"นี่แม่ค่ะฟังที่หนูจะพูดมั่งสิ" "อุ๊บ ฮะฮะฮะฮ่าฮ่าฮ่า" "ขำอะไรยะ" "เจ๊โตเป็นสาวแล้วนะยังใช้คำแทนตัวว่าหนูอีกเรอะ~"
"ฮะฮ่าฮ่าฮ่า" พลักเสียงสันมือสับเข้าที่ข้างลำคอดังขึ้นพร้อมๆรอยเ ขียวช้ำๆ "ยังมือไวกว่าปากเหมือนเดิมเลยนะ"
"ยังไงก็จะพักที่หอนี้ใช่ไหมละ งั้นฉันก็จะพักที่นี่ด้วยเพื่อควบคุมความประพฤตินายถ ้าเกิดอะไรขึ้นกับพวกผู้เช่าละก็..."
เจ๊ลูยิ้มแสยะกำมือ บ่งบอกเป็นความนัยว่าไม่จบง่ายๆแน่ "ครับๆท่านจอมเผด็จการ แล้วคุณแม่ละครับจะให้ไปส่งด้วยไหม"
"ไม่ต้องหรอกจ๊ะรถน่าจะมารับพอดีนั่นไงมาแล้วแม่ไปก่อ นนะจ๊ะฝากดูแลด้วยนะอย่าเอาแต่ทำงานละนะ" "ค่ะ"
แล้วคุณแม่ก็เดินออกจากหอไปขึ้นรถคันสีดำที่จอดรออยู ่หน้าหอ รถคันนั้นก็ออกวิ่งไป~ "เจ๊ลูทำงานแล้วเหรอ ทำงานอะไรละ?"
"ร้านอินเตอร์เน็ทตรงนั้นไงร้านOzoneนะ นี่ก็จะได้เวลางานแล้วฝากดูทางนี้ด้วยละ" "ไปดีมาดีนะ"
"เกือบลืมไป .. ฝากจัดการทำความสะอาดหอนี้ซะอีกสองวันจะมีคนมาเช่าอย ู่แล้วนะ เริ่มจากทีละห้องเลยจากล่างไปข้างบน
ห้องน้ำรวมข้างนอกก็ซ่อมแล้วไปทำความสะอาดด้วย! แล้วก็ห้องด้านล่างชั้นแรกทั้งหมดเสร็จในวันนี้นะ ห้ามอู้งานเด็ดขาด
งานแรกเอาให้เอี่ยมเหมือนใหม่เลยนะ ฝากด้วยละ ไอ้ผู้ดูแลไปละ" หลังจากสั่งงานใช้แรงงานเป็นหางว่าวเจ๊ลูก็เดินออกไป ช้าๆ
อย่างใจเย็น "โธ่ว๊อยใช้งานอย่างกับทาสไม่ผิดจากสมัยก่อนเลยไม่เปล ื่ยนไปเลยนี่หว่าไม่เจอกันตั้งนานนึกว่าจะเปลื่ยนไปซ ักนิด"
ผมเงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า เพื่อจะหาดวงดาวซักดวงเป็นที่พึ่งทางใจแต่ว่าวันนี้ท ้องฟ้าดันเมฆหนามากเลยมองไม่เห็นดาวซักดวง
แล้วจะทำยังไงกับงานพะเรอเกวียนนี่ดีละเนี่ย.... ผมถามตัวเองทั้งๆที่รู้ว่าคงไม่มีใครตอบให้หรอก
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Mullen
01-21-2009, 06:29 PM
อืมม อ่านแล้วตูสงสารเอ็งฟ่ะ...
sohigh159
01-21-2009, 08:33 PM
มาแล้ว มันกลับมาแย้ววว~~G'Story!!
/me ก้มลงอ่านอย่างตั้งใจ
ปล.อ่านจบแล้ว รุสึกสงสารขึ้นมาจับใจT^T สู้ต่อไปน่ะง้าบบเฮียจี
HaMeaw
01-22-2009, 12:00 AM
มาสมัครใหม่เพื่อตามเรื่องนี้เลยนะเนี่ย:P
shana
01-22-2009, 12:50 AM
สิ้นหวังแล้ววววววววววววววววววววววววว =w=
mastergear
01-22-2009, 01:47 PM
มันคือเรื่องจริง ผมขอฟันสโมคเป็นประกัน !
[สัญญาแค่ลมปากแต่หนี้นั้นชดใช้ชั่วชีวิต]
}การรุกรานของผู้เช่าคนแรก!?{
"เฮ้อ~งานเยอะซะจริงๆเลยนะ แบบนี้ทั้งวันก็คงยังไม่เสร็จแน่ๆเลย"ผมที่กำลังบ่นๆอยู่หน้าหอพัก
ในขณะที่กำลังกวาดใบไม้ที่แทบจะกองสุมท่วมหัวไปกองรว มกันเพื่อที่จะเผาทิ้ง ตอนนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์ดังแว่วเข้ามา~
"โหล จีเหรอเดี๋ยวฉันจะส่งคนไปช่วยทำความสะอาดให้นะไหนๆยั งไงนายก็ทำคนเดียวไม่เสร็จอยู่ดี ทำความสะอาดทุกซอก
ทุกมุมให้เกลี้ยงนะ เข้าใจ? ส่วนคนที่ส่งไปให้ก็ใช้ได้เต็มที่เลยแค่นี้นะ"
"เอ่อ... เจ๊... " สายถูกตัดไปโดยที่ผมยังไม่ทันได้พูดอะไรซักคำ ใช้คนอื่นเยี่ยงทาสอีกแล้วแต่ก็ยังดีกว่าทำแค่คนเดีย วทั้งหมดละนะ
เจ๊ลูก็เป็นซะอย่างนี้แหละนะผมทำได้แค่อย่างเดียวก็ค ือทำใจแล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานที่เจ๊แกสั่งๆไปอย่างห ลีกเลี่ยงไม่ได้
เป็นมาตั้งแต่สมัยเด็กๆแล้วขณะที่ผมกำลังบ่นพึมพำอยู ่คนเดียวนั้น เสียงออดก็ดังขึ้น ผมจึงรีบไปเปิดประตูรั้วให้
คนที่มากดออดนั้นเป็นผู้หญิงท่าทางละล้าละลังคนหนึ่ง เธอคนนั้นถือกระเป๋าใบเล็กๆสีน้ำตาลด้วยสองมือผมยาวส ีน้ำตาลเป็นประกาย
ดวงตากลมโตจ้องมองมาที่ผม ประมาณว่าไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี
"เอ่อ เจ๊ลูส่งมาใช่ไหมครับ ตอนนี้ผมทำความสะอาดด้านล่างเกือบๆจะหมดแล้ว ช่วยรบกวนทำความสะอาดที่ชั้นสองด้วยนะครับ"
"อ๊ะ... เอ๋.... เอ่อ... ค่ะ" เธอตอบตะกุกตะกัก พูดสะดุดๆขานรับอย่างไม่แน่ใจซักเท่าไหร่
ผมยื่นไม้กวาดให้เธอ "ไปทำสะอาดชั้นสองกันดีกว่านะครับ" "ค่ะ" เธอตอบรับอย่างกล้าๆกลัวๆ ผมคิดว่าเธอคงจะอึดอัด
ที่ต้องมาอยู่กับผู้ชายสองต่อสองในที่เปลื่ยวๆแบบนี้
"ฮะ ฮะ ฮะ กลัวผมงั้นเหรอครับ ไม่ต้องกลัวไปหรอก ทำตัวตามสบายเลยครับถ้างั้นผมไปทำความสะอาดอีกห้องก็ แล้วกัน"
แต่ว่าเธอก็ดึงรั้งชายเสื้อของผมไว้ "ไม่ใช่อย่างนั้นนะค่ะ คือว่า... ที่นี่มันดูน่ากลัวนะค่ะ... แบบว่า...อยู่แบบนี้... ดีแล้วแหละค่ะ"
เธอพูดไปพลางกวาดห้องไปแบบอย่างรวดเร็ว "ทำความสะอาดเก่งจังเลยนะครับ" ผมพยายามชวนคุย
เพื่อให้เธอไม่เครียดมากไป "ค่ะ... ก็.. เคยทำงานประเภทนี้มาบ้างแล้วนะค่ะ"
คุยกันไป ทำความสะอาดผลัดกันไปเรื่อยๆโดยที่กว่าที่ผมจะรู้ตัว อีกที ชั้นสองและสามก็ทำความสะอาดเสร็จหมดแล้ว...
ผมเลยเดินลงไปข้างล่างนั่งพักที่ม้านั่งใต้ต้นลั่นทม เพื่อพักเหนื่อย ไม่นานนักเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เบอร์เจ๊ลูนั่นเอง
"โหล โทษทีนะพอดีคนที่จะไปช่วยงานนะวันนี้เขาไม่ว่างนะแต่ พรุ่งนี้เขาบอกว่าจะเข้าไปช่วยแน่ๆ เย็นนี้ฉันไม่กลับหอนะแค่นี้แหละ"
วางสายรวดเร็วราวกับว่าไม่อยากจะสนทนาพูดอะไรกับผมซั กนิดทั้งๆที่ทางนี้เองอยากจะพูดอะไรบ้างแท้ๆ ว่าแต่...
คนที่เข้ามาในหอพักนั่นเป็นใครกันละครับ? แล้วนี่ผมไปรับคนแปลกหน้าที่ไหนมาก็ไม่รู้มาแถมยังใช ้ให้เขาช่วยทำความสะอาดให้อีก
โดยที่เธอคนนั้นไม่ปริปากบ่นซักคำ และดูเหมือนว่าคนที่ผมนึกถึงอยู่นั้นจะลงมาหาผมพอดี "คือว่า..ชั้นสามทำความสะอาดเสร็จแล้วนะค่ะ"
ในขณะที่ผมกำลังสับสนกับความคิดของตัวเองก็ได้ยินเสี ยงเธอฉุดให้ออกจากห้วงความคิดที่สับสน" เอ่อ.. จะให้ฉันทำอะไรต่อดีละค่ะ?"
"ขอถามอะไรหน่อยนะครับ... คุณไม่ใช่พนักงานทำความสะอาดใช่ไหมครับ" เธอพยักหน้าช้าๆ "
แล้วคุณก็ไม่ได้โดนเจ๊ลูวานให้มาช่วยงานด้วย"เธอพยักหน้าช้าๆอีกครั้ง "แล้วคุณมาที่หอพักนี้มีธุระอะไรครับ"
ผมถามอย่างสงสัยเพราะแน่ใจแน่แล้วว่าเธอคนนี้ไม่ได้ม าเพื่อช่วยผมทำความสะอาดหอพักนี่แน่ๆ
"ฉันเอ่อ..คือว่า... นี่ไม่ใช่การรับน้องของหอพักใหม่ใช่ไหมค่ะ? " ผมพยักหน้า "แล้วที่ฉันทำไปทั้งหมดนี่ก็... "
"ขอโทษครับความผิดของผมเอง ผมดันเข้าใจผิดไปว่าคุณเป็นพนักงานทำความสะอาดที่ส่ง มาช่วยผมนะ"
"แล้วหอพักที่นี่ยังไม่เปิดหรอกเหรอค่ะ?" "ยังครับ ตอนนี้ปรับปรุงอยู่นิดหน่อย อีกซักสองวันก็เปิดใช้การได้แล้วละครับ"
"แต่คุณน้าเจ้าของบอกว่าเข้าพักได้เลยนี่ค่ะ" "เข้าใจผิดอะไรไปซักอย่างละมั้งครับ"
"....." ทั้งสองคนต่างเงียบไปซักพักใหญ่ๆ
"แล้วที่ฉันทำงานไปทั้งหมดนี่เพื่ออะไรกัน.." "งั้นเอาเป็นว่าผมจะชดเชยให้..." ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบเธอก็พูดแทรกเสียงแข็งสวนเข้าม า
"มัน ก็ ต้อง เป็น แบบ นั้น อยู่ แล้ว ใช่ ไหม ค่ะ? "
"เอ่อ.. ครับ.."
"งั้นเอาเป็นว่าค่าเช่าเดือนแรกคุณจะต้องชดเชยให้ฉันอ ีกอย่างคุณยังติดหนี้ฉันอยู่นะค่ะที่คิดว่าฉันเป็นพน ักงานทำความสะอาด"
"ครับขอโทษด้วยนะครับ" "คุยกันตั้งนานยังไม่ได้แนะนำตัวเลยค่ะ ฉันชื่อเฟริน์ จะมาเป็นเด็กหอของที่นี่ค่ะ"
"ครับผมชื่อจี เป็นผู้ดูแลหอที่นี่ครับแล้วตอนนี้คุณพักอยู่ที่ไหนล ะครับตอนนี้จะได้ช่วยยกของไปส่ง"
"เรียกเฟริน์เฉยๆก็ได้ค่ะไม่ต้องสุภาพนักหรอกนะ พี่จี แล้วก็เรื่องที่พักก็ขอพักที่นี่เลยก็แล้วกันนะค่ะ"
"คือว่ายังไม่ได้จัดห้องเลยนะครับ ที่ใช้ได้ก็มีเอ่อ..." ตอนนี้ห้องทุกๆห้องถึงจะทำความสะอาดไปแล้วก็เถอะแต่ม ันก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง
คงให้เข้าพักไม่ได้... อ๊ะจริงสิ มีห้องเจ๊ลูที่จัดเสร็จแล้ว ไม่สิเสี่ยงแฮะ... แต่ทำไงได้มันเหลือห้องสุดท้ายแล้ว ไม่งั้นก็ต้องนอนพักที่ห้องเรา
เฮ้ย! ไม่สิไม่ได้ๆ "เอ่อ.. คือว่า.. พี่จีนอนที่หอนี้ใช่ไหมค่ะ" "อ่อ.. ครับ" "งั้นก็พอดีเลยเฟริน์นอนห้องพี่จีก็ได้นะค่ะ ห้องอื่นมันยังรกๆอยู่เลย
"แบบนี้ไม่ดีแน่ !เดี๋ยวก่อนวิธีแบบนี้มันก็มีนี่นา! เราก็ไปนอนห้องข้างๆซะ เฟริน์ก็ไปนอนห้องเราแทนเกิดอะไรขึ้นเราก็ชิ่งไปซะ
ก่อนที่เจ๊ลูจะกลับมาก็พอแล้ว "เอางี้ก็แล้วกันนะเฟริน์ใช้ห้องของผมก็แล้วกัน เดี๋ยวผมจะไปนอนห้องข้างๆมีอะไรก็เรียกได้เลยนะ"
"ค่ะ แล้ว.. พี่จีไม่มานอนกับเฟริน์หรอกเหรอค่ะ"เฟริน์ชายตามองมาทีผมนิดๆ ผมถึงกับสะดุ้งโหยงกับคำพูดเชิญชวนของน้องเค้า
"ล้อเล่นนะค่ะราตรีสวัสดิ์นะค่ะ" "ครับราตรีสวัสดิ์ครับ" เล่นเอาเหนื่อยแทบตายเลยเดี๋ยวก่อนนะเหมือนผมจะลืมเร ื่องสำคัญ
อะไรบางอย่างไป แต่ก็ช่างมันเถอะวันนี้เหนื่อยจะตายชักอาบน้ำแล้วไปน อนห้องข้างๆดีกว่า . . .
เช้าวันต่อมา
ทำไมมันมึนๆหัวแบบนี้นะ หนักด้วย !? ทำไมรู้สึกตัวมันหนักๆผิดปกติ อะไรซักอย่างทับหน้าอกผมอยู่...
ผมเลยดึงผ้าห่มออก เฮ้ย!? จ.. เจ๊ลู ! มานอนอยู่ข้างๆแล้วไอ้ที่หนักๆก็แขนเจ๊ลูที่วางพาดมา บนหน้าอกผมนั่นเอง
เอ่อ.. สภาพการณ์แบบนี้มัน... เกิดอะไรขึ้น? อ๋อ นี่มันคงเป็นแค่ฝันอีกแล้วใช่ไหม ต้องใช่แน่ๆนี่มันคงเป็นแค่ฝัน
แต่มันคงจะเป็นฝันบ้าบอคอแตกที่สุดที่ผมเคยฝันมาเลยก ็ได้ ... เดี๋ยวนะ ความรู้สึกหนักๆนี่มัน..นี่มัน..
ไม่ใช่ฝันแน่ๆ เอาละผมจะเอาตัวให้รอดจากสถานการณ์อย่างนี้ยังไงดี? เอามือที่วางพาดอยู่ออกไป แล้วก็จรลีหนีไป
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็คงจะดีสินะ เอาละค่อยๆเอามือที่วางพาดไว้ ออกไปช้าๆ ช้าๆ วางลง โอเคปลอดภัยแล้ว ...
ดีนะเนี่ยที่เจ๊แกยังไม่ตื่น ไหนเจ๊แกบอกจะไม่กลับมานอนห้อง ไหงกลับมานอนไม่รู้เรื่องได้ยังไง ตกลงห้องข้างๆ
ผมนี่มันห้องเจ๊ลูสินะ หวิดเอาชีวิตไปทิ้งง่ายๆซะแล้วยังดีที่ ไหวตัวทันชิ่งหนีออกมาได้ก่อนนะเนี่ย ไม่งั้นมีหวัง
ได้เป็นกระสอบทรายตั้งแต่เช้าแน่ๆเลย บ่นไปพลางเดินกลับห้องตัวเอง "อ๊ะ อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่จี นอนหลับสบายดีไหมค่ะ"
"ก็นะ..."เจ๊ลูที่ยืนอยู่ข้างหลังผมก็ส่งเสียงเย็นยะเยือกพร้อ มรังสีฆ่าฟันออกมาอย่างรุนแรง "อ้อ กล้ามากนะไปหิ้วสาว
มานอนในหอพัก ทำงามหน้ามากนะ" ผมรู้สึกว่าแกจะไม่รู้เรื่องที่เมื่อคืนไปนอนห้องเดี ยวกันแต่ต่างคนต่างไม่รู้เรื่องทั้งคู่แน่ๆ
แต่สภาพผมที่อยู่หน้าห้องตัวเอง กับน้องเฟริน์ ในชุดนอนที่กำลังเปิดประตูออกมาจากหน้าห้องของผมเนี่ ย มันชวน
ให้เข้าใจผิดชัวร์ๆ ถึงแม้สุนัขที่มันเดินผ่านมามันยังเข้าใจเลยว่า ผมเพิ่งจะออกมาจากห้องของผมมาได้ไม่นาน
ทั้งๆที่เรื่องจริงมันไม่ใช่แบบนั้นซักหน่อยก็แค่ หนีออกมาจากห้องเจ๊ลู แล้วน้องเฟริน์ที่เพิ่งตื่นออกมาจากห้องผมแล้วก็ทักท าย
ก็แค่นั้นเอง แต่ผมคิดว่าเจ๊แกคงไม่ทันฟังคำอธิบายของผมหรอกนะ ดูจากน้ำเสียงแล้วก็แววตาแล้ว... ผมรู้สึกเหมือนโลก
มันหมุนๆอยู่ได้ครึ่งรอบก็ลงไปนอนหงายวัดพื้น "เอ่อ... เจ๊ลูคือว่าเรื่องนี้มันมีเหตุผลนะใจเย็นๆก่อน..."
"ได้แต่ขออัดแกให้ใจมันหายร้อนก่อนก็แล้วกัน" หลังจากนั้นก็โดนเล่นงานซะอ่วมจนพอใจ ถึงมานั่งฟังน้องเฟริน์อธิบาย
เรื่องราวทั้งหมด "งั้นก็เข้าพักซะเลยก็ได้นี่ห้องของเฟริน์ห้องนั้นนะจ ัดไว้แล้วทำความสะอาดเสร็จก็เข้าพักได้เลยนะ"
"ขอบคุณมากๆเลยนะค่ะ เอ่อ.." "เรียกลูก็ได้จ๊ะ" "งั้นขอเรียกเจ๊ลูก็แล้วกันนะค่ะเรียก พี่ลูฟังดูแหม่งๆ"
ด้วยประการละฉะนี้ สาวน้อยคนแรกได้เข้ามาพักที่หอพักลั่นทมสีชาติ แค่คนแรกก็เกิดเรื่องยุ่งๆวุ่นวายซะขนาดนี้
แล้วชะตาของผมจะเป็นยังไงต่อไปกันละเนี่ย...
------------------------------------------------------------------------------------
Mullen
01-22-2009, 06:49 PM
เจ๊ลูช่างโหดร้าย นายแค้นเจ๊ลูขนาดนี้เลยเรอะจีเอ๋ย
พยายามลงไล่ให้ทันก่อนถึงตอนวาเลนไทน์
[ถึงแม้บรรณารักษ์จะหลับเฝ้าห้องสมุดแต่คนอ่านไม่ได้ห ลับ]
}การรุกรานของหมอ!?{
ทั้งๆที่เปิดให้บริการมาอาทิตย์กว่าแล้วแต่จำนวนผู้เ ข้าพัก
นอกจากเฟริน์แล้วก็ไม่มีใครเข้ามาพักอีกเลยมาอาทิตย์ กว่าๆได้แล้ว
ทั้งๆที่นี่ก็ใกล้กับมหาลัยแท้ๆราคาก็ถูกแสนถูกคนน่า จะนิยมเข้าพักกัน
แต่ทำไมจนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครมาเข้าพักเพิ่มเติมจ ากเดิมเลย
"ทำงานๆได้แล้วเจ้าผู้ดูแล"เสียงตวาดที่คุ้นหูจากม้านั่งใกล้ๆไม่ไกลนัก
"เจ๊ลู ไม่รู้สึกแปลกใจบ้างหรือไงทำไมนอกจากเฟริน์แล้วไม่มี คนมาเข้าพักที่หอพักนี้มั่งนะ"
เจ๊ลูอ่านหนังสืออยู่บนม้านั่งตอบอย่างไม่ใส่ใจ
"ที่นี่คนยังรู้จักไม่เยอะละมั้งคงต้องลงโฆษณาให้มากก ว่านี้ซะแล้วสิ อ้อวันนี้ช่วงเย็นๆจะมีคนที่จอง
ห้องไว้มาเข้าพักแล้วนะ ถ้าเขามาก็เอานี่ให้เค้าไปซะนะ"
เจ๊ลูพูดจบก็โยนกุญแจดอกหนึ่งให้
"เดี๋ยววันนี้ต้องไปกะดึกคงไม่กลับหอนะ"
"งานยุ่งน่าดูเลยนะ"
"แล้วก็อีกข้อ~... รู้ใช่ไหมถ้าแกทำเรื่องไม่ดีไม่งามละก็ต้องเจอกับซับ มิชชั่นนรกเรียกพี่ได้เลยคอยดู"
ฟังจากน้ำเสียงแล้วคงไม่ใช่เรื่องเล่นๆแน่ๆ"คนที่จะมาเข้าพักเย็นนี้ออกจะเป็นคนแปลกๆซักหน่อยนะ"
เจ๊ลูพูดจบก็เดินขึ้นหอพักไป ปล่อยให้ผมที่ทำความสะอาดสวนอยู่ ยืนนึกสงสัยอยู่คนเดียว
คนแปลกๆงั้นหรือ?ในนิยามของเจ๊ลูคำว่า แปลกๆนี่มันประมาณไหนกันละ
ช่างเถอะมันก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับผมมากนักหรอกก ับผมที่ต้องทำงาน
ทำความสะอาดหอพักโทรมๆนี่เยื่ยงทาส... กว่าที่ผมจะรู้สึกตัวอีกที ผมก็ทำความสะอาดอยู่จนเย็น
จนลืมนึกถึงเรื่องคนที่จะเข้ามาพักไปซะสนิท เลยมานั่งพักเหนื่อยที่ม้านั่งในสวน
แต่ว่ากลับมีคนมานั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงม้านั่งนั่นก ่อนอยู่แล้ว
เธอเป็นคนที่ผมยาวถึงหลังผูกผมม้าใส่เสื้อกาวน์ คล้ายๆกับนักศึกษาแพทย์ที่ออกจากห้องแล็ป
มาใหม่ๆประมาณนั้น กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่อย่างไม่สนใจใยดีผมที่เดินม าขอนั่งพักเหนื่อยด้วยข้างๆ
"ขอนั่งด้วยคนนะครับ"
เธอไม่ตอบคำถามผมใดๆ ทำสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ราวกับว่าไม่ได้ยินเสียงที่ผมพูด
"เอ่อ.. คือว่าขอนั่งด้วยคนนะครับ"
เธอพยักหน้าช้าๆแต่ยังคงอ่านหนังสือเล่มใหญ่ของเธอต่ อไป ผมเลยคิดว่าเธอคงได้ยินผมแล้วละมั้ง ....
"เอ่อ..."
"กุญแจห้อง"เธอเอ่ยช้าๆด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
กุญแจห้อง? อะไรเนี่ย คำพูดแรกที่เธอเอ่ยออกมาทำให้ผมถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ
"ผู้ดูแลขอกุญแจห้องด้วย"
เธอเป็นคนแปลกๆที่เจ๊ลูบอกว่าจะมาเข้าพักที่นี่นั่นเ อง ก็ไม่เห็นแปลกเท่าไหร่เลยนี่นา
แค่หนอนหนังสือที่ชอบอ่านหนังสือมากเท่านั้นเอง
"นี่ครับกุญแจ ส่วนสัมภาระละครับเดี๋ยวผมช่วยยกให้อยู่ไหนละ"
"ไม่ต้อง... จะถูกส่งมาทีหลัง" เธอคงจะหมายถึงข้าวของจะถูกส่งมาทีหลังเอง
แล้วเท่าที่เห็นผมเห็นแค่ตัวเธอกับหนังสือแค่เล่มเดี ยว
"แถวๆนี้มีห้องสมุดไหม"
"มีอยู่ที่หนึ่งไม่ไกลมากหรอกแต่... มันของมหาลัยนะ"
"ไม่เป็นไร... นำทางไปที"
"นี่มันเย็นแล้วนะ"
"แต่ยังไม่ปิดใช่ไหม"
ผมไม่รู้จะเถียงยังไงต่อเลยต้องจำยอมพาเธอ
ไปยังห้องสมุดของมหาลัยใกล้ๆ พอไปถึงห้องสมุดเธอคนนั้น ก็เดินหายเข้าไปกับชั้นหนังสือ
ซักพักก็หอบกองหนังสือออกมา
"ก็...ไม่อยากจะว่าอะไรหรอกนะแต่เธอคิดจะอ่านทั้งหมดน ี่เลยงั้นเรอะ?"
เธอเลิกหน้าจากหนังสือที่อ่านมามองหน้าผม แล้วกลับไปอ่านต่ออย่างไม่ใส่ใจ
เวลาผ่านไปประะมาณสองช.ม.เศษๆ ผมที่เริ่มเบื่อกับการอ่านหนังสือก็หันไปมองนาฬิกา ...
ทุ่มกว่าๆแล้วใกล้จะได้เวลาปิดห้องสมุด ผมเลยบอกกับเธอที่กำลังง่วน อยู่กับหนังสือกองโต
"นี่ เธอมันใกล้จะได้เวลาปิดห้องสมุดแล้ว อีกครึ่งช.ม.เขาจะปิดให้บริการแล้วนะ"
เธอเลิกหน้าจากหนังสือเล่มโตแล้วจ้องมองผม แล้วหยิบหนังสือ 4-5 เล่มให้ผม
"ยืมหมดนี่" เธอพูดราวกับว่าเธอรู้ล่วงหน้าว่าผมมีบัตรห้องสมุดที ่นี่แล้วก็บังเอิญพกมาซะด้วย
"ทั้งหมดนี่เลย?งั้นรึ"ผมจ้องมองไปที่ กองสมุดเล่มโตๆ ประมาณ4-5เล่มที่วางเรียงซ้อนกันอยู่
"งั้น.. เล่มเดียว" เธอชูหนังสือเล่มเล็กๆปกสีน้ำเงินอ่อนๆขึ้น
"รีบไปยืมเถอะนะเย็นมากแล้วใกล้จะได้เวลาปิดห้องสมุดแ ล้ว"
เธอคนนั้นหลังจากที่ผม ยืมหนังสือให้แล้ว ก็เดินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับหอพัก
"เอ่อ.. หอพักกลับไปทางนี้นะ"ผมชี้นิ้วไปทางกลับหอพัก
"นายกลับไปก่อน ฉันมีธุระ"เธอพูดโดยที่ไม่เหลียวหลัง แล้วเดินต่อไป...
"ถ้างั้นผมกลับก่อนนะ" ถึงปากผมจะพูดออกไปแบบนั้นก็เถอะนะ แต่ว่านี่มันก็จะมืดแล้วด้วย
แถมทางที่เธอเดินไปตรงนั้นมันก็ป่าดีๆนี่เอง ผมที่แอบเดินตามเธอไปห่างๆโดยไม่ให้รู้ตัว
ไม่ใช่ว่าผมเป็นสโตกเกอร์นะ แต่เพื่อสวัสดิภาพของเด็กสาวคนหนึ่งยามวิกาลแล้ว
การตามปกป้องอยู่ห่างๆก็เป็นเรื่องพึงกระทำไม่ใช่เหร อ? เรื่องนั้นนะช่างมันเถอะว่าแต่ทำไม
เธอต้องมาที่ชายป่าวังเวงยามวิกาลแบบนี้ด้วยละผมที่แ อบเดินตามเธอไป
อย่างเงียบๆเลียบชายป่าที่ทั้งมืดสนิทวังเวงและบรรยา กาศชวนสยองว่าอาจจะมีตัวอะไรโผล่ออกมาเมื่อไหร่ก็ไม่ แปลกใจเลย
ภายใต้ความมืดสนิทที่เห็นเงาหลังของเธอลางๆผมค่อยๆเด ินไปตามทางที่ลาดชันสูงขึ้นไปเหมือนกับไต่เขายังไงอย ่างงั้น
ในความมืดสนิทที่แทบจะมองไม่เห็นรอบข้าง ผมเห็นดวงไฟสีเหลืองนวลขนาดใหญ่มหึมาสองดวงที่สว่างข ึ้นจนตราพร่า
ผมเห็นเพียงแค่แสงไฟและเงาของเธอคนนั้น ผมพยายามจะปีนขึ้นไปให้สูงกว่านี้อีกสักนิดเพื่อที่จ ะได้เข้าไปดูให้ชัดกว่านี้
ว่าแสงไฟสีเหลืองนั่นคืออะไร แต่เท้าของผมที่เหยียบลงไปบนพื้นที่ไม่มั่นคงและลาดช ัน จนเซลื่นไถลลงไปข้างล่าง
หัวกระแทกเข้ากับต้นไม้จนสลบไป
หัวผมที่ยังมึนๆอยู่รู้สึกเหมือนได้นอนอยู่บนเตียงแข ็งๆของเตียงผ่าตัด ในห้องสลัวๆ ถึงจะเวียนหัวอยู่บ้างแต่ผมก็ได้สติ
กลับมาแล้ว มองไปรอบๆก็เห็นเธอคนนั้น นั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้ๆที่นี่มันสภาพเหมือนกับคลีน ิค ผ้าม่านยาวสีขาว เตียงบุนวมสีขาว
แล้วยิ่งเธอที่ใส่ชุดกาวน์สีขาว ดูเหมือนหมอไม่มีผิด... "เอ่อ.. ที่นี่มันที่ไหนกัน?" เธอคนนั้นตอบทั้งๆที่ยังอ่านหนังสืออยู่"หอพัก"
"ส่วนไหนของหอพักกันละเนี่ย มีห้องพยาบาลตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?" "ห้องฉัน" "หรือว่าเธอเป็นแพทย์ฝึกหัด?"ผมถามพลางเอามือ
คลำหัวที่มีผ้าพันแผลพันอยู่ "ประมาณนั้น"เธอตอบโดยที่ยังอ่านหนังสืออยู่ "แล้วผมเป็นอะไรมากไหมแล้ว... เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น?"
"แค่หัวแตกนิดหน่อย ฉันทำแผลให้แล้วส่วนที่อยู่บนโต๊ะเป็นยาแก้อักเสบกับ แก้ปวดทานหลังอาหารเช้าเย็น" ปกติเธอเป็นคนพูดน้อย
แต่พอเป็นเรื่องของหมอ ก็พูดได้ตามปกตินี่นา "ขอบคุณนะที่ช่วยผมเอาไว้" เธอวางหนังสือแล้วเดินไปหยิบถุงยาบนโต๊ะยื่นให้
"หมดธุระก็ไปได้แล้ว" เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆอย่างเคย สงสัยว่าผมจะมารบกวนเวลาอ่านหนังสือของเธอละมั้ง
ผมที่กำลังจะเดินกลับห้องของตัวเองก็เดินสวนกับเจ๊ลู "ไปทำอะไรมาละนั่นนะสำลีแปะหัวมาเชียว"
ผมที่กำลัง งงๆกับเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อกี้ก็เลยตอบไ ปแบบไม่ทันคิดไปว่า
"ไปห้องของคนที่มาอยู่ใหม่มานะ"
"ไปทำอะไรนะ" ผมเลยตอบแบบไม่คิดอะไรเลย "ไปนอน..."
ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดคำต่อไปผมก็รู้สึกตัวว่า โลกหมุนกลับหัว รู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้วแถมไปนอนอยู่บนเตียงแข็งๆ
เตียงเดิมแต่ทีนี้มีรอยช้ำเขียวแล้วก็ความรู้สึกปวดต ามตัวอีก
"นี่มันไม่ใช่ย้อนกลับมาที่ห้องหมออีกครั้งใช่ไหม?"
ผมรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเล่นเกมส์แล้วกดย้อนกลับม าจุดเซฟยังไงยังงั้นเลย
"โทษทีรู้สึกว่าจะเข้าใจผิดไปหน่อยนะ"
"เจ๊ลูก็หัดฟังอะไรๆให้มันจบซะก่อนสิ" ผมบ่นอย่างเซ็งๆกับตัวเอง
"นายก็อย่าพูดอะไรให้มันกำกวมชวนให้เข้าใจผิดสิ!" เจ๊ลูเลยพาลกลับมาซะอย่างนั้น
ถึงเถียงไปยังไงผมมันก็ผิดอยู่ดีนะแหละ ถึงไม่ผิดก็เจ๊แกก็จะเถียงจนผมรู้สึกผิดอยู่ดีผมเลยไ ม่อยากจะเถียงต่อ
ก็เลยเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
"แต่ก็นึกไม่ถึงเลยนะว่าเธอคนนั้นนะเป็นหมอฝึกหัดอย่า งนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องไปหาหมอไกลๆแถมไม่ต้องเสียค ่ารักษาด้วย"
เจ๊ลูพูดขณะที่มองกวาดสายตาไปรอบๆห้องเหมือนจะบ่งบอก ว่าเตรียมพร้อมจะรื้อค้นห้องของคนที่มาอยู่ใหม่
พร้อมแสยะยิ้มเหมือนโจรโรคจิตมองมาทางผมที่อาจจะเป็น พยานรู้เห็นเพียงคนเดียวที่เห็นการกระทำของเจ๊ลู
"หวังว่านายคงจะไม่โพล่งออกไปใช่ไหมว่าฉันจะทำอะไรต่อ ไป? "
ผมที่รู้ทั้งรู้ว่าถ้าเจ๊แกอยากจะทำอะไรขึ้นมาซักอย่ างละก็ต่อให้เป็นช้างมาฉุดหรือระเบิดนิวเคลียร์กำลัง จะลง
ก็หยุดเจ๊แกไม่อยู่หรอกนอกจากว่าหาเรื่องอื่นๆให้เจ๊ แกไปสนใจกับสิ่งอื่นๆนั้นแทน
"ผมรู้นะว่าเจ๊ลูคิดจะทำอะไรแต่ผมว่า อย่าดีกว่ามั้ง" เจ๊ลูแกมองมาแบบเซ็งๆ "นี่นายไม่อยากรู้เรื่องเธอคนนั้นบ้างเลยหรือไง
ไม่รู้สึกแปลกใจบ้างเลยหรือ?ที่อยู่ๆ ก็ย้ายเข้ามาพักในหอพักที่มีคนพักอยู่แค่ 3 คนนะ"
ผมก็เห็นด้วยกับเจ๊ลูเป็นครั้งแรกนี่แหละ เธอคนนั้นพวกเราไม่รู้จักกระทั่งชื่อ และเหตุผลที่มาเข้าพักที่นี่
และข้อมูลส่วนใหญ่ของผู้เข้าพักก็อยู่ที่นายหน้าที่จ ัดหาคนมาพักซึ่งก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลคุณน้าแม่ของเจ๊ล ูนั่นแหละ
"แต่นั่นมันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะเที่ยวค้นห้องของคน อื่นได้ตามใจชอบนะ"
ผมอยากจะพูดคำๆนี้ออกมาเหลือเกินแต่ถ้าพูดออกไปคงไม่ พ้น โดนโวยวายกลับมาแน่ๆ
"ตายละตอนนี้หกโมงกว่าแล้วได้เวลาไปทำงานแล้ว "เจ๊ลูที่อารมณ์แปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้จู่ๆก็โพล่ง ออกมา
"เดี๋ยวฉันจะไปทำงานแล้วถ้าลุกได้ก็กลับไปนอนที่ห้องต ัวเองซะนะ แล้วก็ฝากถามเรื่องชื่อกับเรื่องอื่นๆด้วยฉันไปละ"
ผมมองไปรอบๆห้องที่สีขาวเรียบๆที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเล ย ผ้าม่านยาวสีขาว เตียงบุนวมสีขาว
โต๊ะตัวเล็กๆที่อยู่ติดหน้าต่างบนโต๊ะมีหนังสือปกสีน ้ำเงินอยู่ข้างใต้นั้นมีกระดาษโน๊ตสีขาวเล็กๆอยู่
ผมเดินไปหยิบมาอ่าน "ฝากเอาไปคืนด้วย" ผมรู้สึกว่าคนในหอพักนี้มันชักจะเอาแต่ใจตัวเองเกินไ ปหน่อยแล้วละมั้ง
แต่ก็เอาเถอะ เธอคนนั้นอุตส่าห์ช่วยผมไว้ตั้งสองครั้ง แค่ยืมคืนหนังสือผมก็ทำให้ได้อยู่หรอกนะ
ผมที่หลังจากจัดการงานการทั้งหมดที่หอพักเสร็จก็เอาห นังสือปกสีน้ำเงินเล่มเล็กๆนั้นไปคืนที่ห้องสมุด
ก็ไปสะดุดตาเข้ากับกองหนังสือกองโต "ถ้ายัยนั่นอยู่ที่นี่ก็คงอยู่หลังกองหนังสือแบบนี้ละ มั้ง"
ซึ่งผมก็คิดไม่ถึงหรอกนะว่ายัยนั่นที่ผมว่าก็อยู่หลั งกองหนังสือนั่นจริงๆ หนังสือที่อ่านก็รู้สึกจะเยอะกว่าเมื่อวานซะอีก
"ขอบใจนะสำหรับเรื่องเมื่อวาน"
"....." เธอไม่พูดไม่ตอบแค่พยักหน้าอันเย็นชาของเธอแล้วอ่านห นังสือตรงหน้าต่อ
"เธอชื่ออะไรนะ"ที่ผมถามเธอไม่ใช่เพราะอยากจะรู้หรอกนะ แต่เจ๊ลูเขาฝากถามมาก็เท่านั้น
"เรียกฉันว่าอะไรก็ได้เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก" ผมเองก็แค่ถามไปอย่างนั้นไม่คิดว่าเธอจะตอบผมหรอก
ผมเหลือบไปเห็นคู่มือการแพทย์จำนวนมาก"เรียกว่าหมอก็คงได้สินะ"
"....." เธอไม่พูดไม่ตอบแค่พยักหน้าอันเย็นชาของเธอแล้วอ่านห นังสือตรงหน้าต่อ
ผมที่เริ่มจะฉุนกึกกับตุ๊กตาที่ได้แต่พยักหน้าเต็มแก ่แล้วก็เริ่มบทสนทนาเหมือนผู้คุมสอบถามผู้ต้องหา
"แล้วเธอมาพักที่นี่ทำไม? มีจุดประสงค์อะไรกันแน่!?"
"ที่นั่นใกล้ สะดวก ต่อการที่ฉันจะไปช่วยงานที่มหาลัย" "งานอะไรงั้นหรือ?"
"เรื่องนั้นไม่จำเป็น" ผมที่เริ่มจะชินกับการตอบคำถามของเจ้าหล่อนแล้วได้แต ่ถอดถอนหายใจ
ผมที่นั่งพูดเหมือนคุยอยู่คนเดียว ก็ถูกสายตาคนในห้องสมุดจ้องมาเป็นสายตาเดียว
สงสัยเพราะผมอาจจะพูดเสียงดังไปละมั้ง เลยจำยอมต้องสงบปากสงบคำ หยิบหนังสือเล่มหนึ่งตรงหน้ามาอ่านบ้าง
"สนใจเล่มนั้นเหรอ" คราวนี้เธอกลับเป็นคนเอ่ยปากออกมาก่อนเอง "ก็งั้นมั้ง" ผมที่ตอบกลับไปห้วนๆ
จากนั้นพวกเราก็นั่งอ่านหนังสือโดยที่ไม่ได้คุยอะไรต ่ออีก จะเป็นเพราะว่าผมทำงานหนักเกินไป
หรือว่ายาคอเฟนิรามินที่กินไปมันสำแดงอาการก็เลยรู้ส ึกง่วงขึ้นมาซะได้ ผมหลับไปทั้งๆที่อ่านหนังสืออย่างนั้น
เพิ่งรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนใกล้ๆจะได้เวลาปิดห้องสมุดแ ล้ว เธอก็ยังคงอ่านหนังสืออยู่อย่างไม่สนใจอะไรตามเคย
"ตอนนี้มันกี่โมงแล้วนะ" ผมถาม "สิบแปดนาฬิกายี่สิบสามนาที"เธอตอบผมทั้งๆที่ไม่ได้หันหน้าจากหนังสือที่อ่านอยู่ สักนิด
"งั้นเหรอ?" ผมยังมีงานช่วงเย็นอีกเป็นพะเรอเกวียนให้ทำเลยคิดจะก ลับซะเลยตอนนี้ "งั้นผมกลับก่อนนะ"
เธอคนนั้นก็ดึงชายเสื้อผมไว้ "เล่มนี้กับนี่" เธอหยิบหนังสือปกสีขาวอ่อนๆกับเล่มปกสีฟ้าเล่มเดิมให ้ผม
"จะอ่านเล่มนี้อีกเหรอ?" "นายเอาเล่มนี้ไปอ่านซะ" ผมที่ไม่ค่อยจะเข้าใจการกระทำอะไรของเธอซักเท่าไหร่
อาจจะต้องการบอกอะไรผมซักอย่างก็ได้ หลังจากพวกเรายืมหนังสือแล้วต่างก็แยกย้ายกันกลับห้อ งของตัวเองไป
หลังจากที่ผมทำงานเสร็จครบหมดแล้ว ก็กลับมาห้องของตัวเองแล้วหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา อ่านเล่นๆ
หนังสือเล่มนั้น ถึงแม้ว่ามันจะเขียนด้วยภาษาที่ผมรู้จักดี แต่เนื้อความข้างในผมแทบจะไม่เข้าใจกับมันเลยซักกะนิ ดเดียว
ข้างในนั้นเขียนเกี่ยวกับการศึกษา ร่างกายมนุษย์ด้วยยาผมพอจะตีความคร่าวๆได้แค่นี้ละมั ้ง.... ขณะที่ผมกำลังนอนเล่น
อ่านหนังสือเล่มนั้นอยู่ เสียง เคาะประตูเป็นจังหวะก็ดังขึ้น นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ยังจะมาเคาะประตูเรียกซะได้
ผมคิดว่าคงจะเป็น อาเจ๊ไฮเปอร์ที่คิดโครงการอะไรออกซักอย่างแล้วอยากให ้ช่วยรับฟังซะละมั้ง ผมตีหน้าเซ็งๆเดินไปเปิดประตู
ผิดจากที่คาดไว้ลิบ ประมาณว่า ม้ามืดตัวที่ท่าทางร่อแร่ดันวิ่งเข้าวินแบบทิ้งห่างท ี่สองแบบไม่เห็นฝุ่นซะได้
คนที่มาเคาะประตูห้องของผม กลับเป็นคนที่ผมเพิ่งจะยืมหนังสือให้เมื่อตอนเย็นนี่ เอง
"....." เธอจ้องมองผมด้วยสีหน้าไร้อารมณ์อย่างเคย "เอ่อ... มีอะไรหรือไงดึกดื่นป่านนี้แล้ว?"
"ตามมา" ผมที่ทำหน้าสงสัยกับคำพูดของเธอผู้ไร้ซึ่งอารมณ์ตอบส นองใดๆยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าห้องของตัวเอง
ด้วยความสับสนระคนสงสัย "มีเรื่องที่จะต้องให้นายช่วย" เธอพูดจบก็เดินนำไป ผมที่ยังยืนนิ่งอยู่ก็ขยับตัวเดินตามเธอไปอัตโนมัติ
เหมือนกับหนูที่โดนเสียงขลุ่ยฮาเมรูน ชักนำออกไปยังไงอย่างงั้น รู้สึกตัวอีกทีก็เดินออกจากหอพัก ขึ้นทางลาดชัน
แล้วไปยืนอยู่หน้าศูนย์วิจัยแห่งหนึ่ง ข้างหน้าผมนั้นเต็มไปด้วยรถตัก เครน และติดป้ายว่า'ห้ามเข้ากำลังก่อสร้าง'
แต่นั่นนะเธอกลับไม่ได้สนใจป้ายที่ว่านั่นเลย แถมยังเปิดประตูเข้าไปในศูนย์วิจัยที่ทำท่าจะพังแหล่ มิพังแหล่นั่นอีก
"ถึงแล้ว" เธอเอ่ยปากท่ามกลางความมืด ดึงหนังสือออกมาจากชั้นข้างในมีสวิตช์ พอกดลงไปชั้นหนังสือก็แยกออกเป็นสองส่วน เป็นบันไดทางเดินลงไป...
มาตอนนี้ถ้าผมเป็นตัวละครในเกมส์ก็คงจะมีสองคำสั่ง คือตามเธอลงไป
หรือไม่ก็ หนีไป แต่ผมดันเลือกข้อแรกซะงั้น พวกเราสองคนเดินลงบันไดไปจนสุดทางเดิน ที่ทั้งมืดและแคบ
เธอกดสวิตช์ไฟที่ผนัง ห้องทั้งห้องก็สว่างขึ้น ข้างในห้องนั้นก็ดูเหมือนห้องวิจัยอะไรซักอย่าง
"........" เธอยังคงไม่ปริปากอะไรออกมาซักนิด นี่ผมกำลังบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคลของใครก็ไม่รู้แล้ว ไอ้ห้องลับใต้ดินนี่อีก
นี่มันอะไรกันแน่!? ศูนย์วิจัยลับที่เธอพาผมมานี่มันมีความหมายอะไรอย่าง นั้นเหรอ?
เธอคนนั้นที่หยุดนิ่งอยู่ซักพักก็หยิบเอาเอกสาร บนโต๊ะเก่าๆ จำนวนหนึ่ง แล้วก็เดินไปยกกรงที่มีหนูขาวส่งให้ผม
"ที่หอพักห้ามเลี้ยงสัตว์นี่นะ"ถึงผมจะพูดไปลอยๆอย่างนั้น เธอกลับจ้องหน้าผม นั่นคงเป็นใบหน้าสงสัยในแบบของเธอ
ผมที่เริ่มจะจับสังเกตุอารมณ์ต่างๆในใบหน้าที่ไร้อาร มณ์นั้นได้บ้างแล้ว "รีบไปกันเถอะเพราะที่นี่จะพังแล้ว"
ที่นี่จะพังแล้ว? นี่มันเรื่องตลกอะไรกันนะ? หรือว่าเป็นมุขตลกแบบใหม่? เสียงดังครืนๆห้องทั้งห้องสั่นสะเทือนเหมือนกับว่าจะ พังลงมา
"ได้เวลาพังที่นี่ทิ้งแล้ว" เธอตอบผมด้วยสีหน้าไร้อารมณ์เหมือนไม่ใช่เรื่องของตั วเอง
"หา!?" อะไรนะที่นี่กำลังจะถล่มลงมางั้นรึ? แล้วทีนี้พวกเราจะออกจากที่นี่ได้ยังไงกันละเนี่ย ถ้าออกไปทางเดิมก็กินเวลานานโข
ยังไงก็กลับออกไปไม่ทันแน่ๆ ขณะที่ผมกำลังลนลาน เธอก็เดินไปกดสวิตช์ที่ผนัง ก็มีช่องเล็กๆขนาดคนลอดได้
เธอมุดช่องนั้นเข้าไป ผมที่เห็นเธอหายเข้าไปในช่องนั้นก็ ทำได้อย่างเดียวคือต้องตามเธอไปเท่านั้น ช่องนั้นที่เรามุดผ่าน
ก็ไปโผล่หลังเนินนั่นพอดี "มีทางออกก็ไม่บอกกันบ้างเลยนะ"ผมเปรยออกมาอย่างเซ็งๆ "ก็นายไม่ได้ถาม"
ผมทำได้แค่ถอนหายใจที่รอดจากการถูกตึกถล่มทับมาได้ พวกเรานั่งพักกันที่หลังเนินเขานั่น
"ขอบใจมาก" ผมไม่นึกไม่ฝันเลยว่าคนที่มีสีหน้าไร้อารมณ์เหมือนตุ ๊กตา นั่นจะพูดอะไรทำนองนี้เป็นด้วย
"ไม่เป็นไรถ้ามีอะไรให้ช่วยอีกก็บอกกันได้เลยนะ" ผมที่บิดขี้เกียจเพราะตามเนื้อตัวปวดเมื่อยไปหมด
ผมสังเกตุเห็นที่ขาของเธอเป็นรอยช้ำๆม่วงๆ โดยบังเอิญ "ที่ขาเป็นอะไรมากไหม?"
"แค่เคล็ดเพราะก้อนหินที่ตกลงมาใส่ไม่ต้องใส่ใจ" ผมที่ดูรอยช้ำขนาดนั้นแล้วมันไม่ใช่แค่ไม่ต้องใส่ใจแ ล้วละ
แค่เดินยังลำบากเลยไม่ใช่หรือไงกัน ผมก้มลงนั่งยองๆ "ขี่หลังมาสิจะได้กลับหอกันซะที"
"ไม่เป็นไร"เธอยังคงตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์อย่างเคย "ขึ้นมาเถอะน่าไม่งั้นกว่าเธอจะถึงหอพักก็คงอีกนานใช่ ไหมละ"
"......" เธอไม่ตอบอะไรแต่ก็ยอมขึ้นขี่หลังผมมาดีๆ ตอนนี้ผมเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าเธอทำสีหน้ายังไงอยู่
แต่ก็คงจะแสดงสีหน้าไร้อารมณ์อย่างเคยนะแหละ
"ตกลงว่าเธอชื่ออะไรกันแน่นะ"ผมบ่นพึมพำกับตัวเองไม่คิดว่าเธอจะตอบหรอก
"เรียกว่าหมอก็ได้"เธอพูดแบบนั้นแล้วก็ไม่พูดอะไรอีกเลย
พอไปถึงหน้าหอพัก ผมก็รู้สึกถึงอะไรแหลมๆที่คอหันไปมองก็เห็นเข็มฉีดยา ที่หมอปักลงไปสติค่อยๆเลือนหายไป...
เช้ามาผมที่รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่บนเตียงของตัวเองแล้ ว เอ... รู้สึกหัวมันโล่งๆโหวงๆ ยังไงชอบกลนั่นเป็นเรื่อง
ที่ฝันหรือว่าเป็นความจริง!? ตัวผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะมองลงไปที่สวน หมอก็ยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่
ที่ขาตรงที่เคยช้ำก็ไม่มีร่องรอยอะไรเหมือนไม่เคยเป็ นอะไรมาตั้งแต่แรกแล้ว
ผมที่รีบวิ่งไปที่เนินที่เคยมีสิ่งก่อสร้าง ตรงนั้นก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยเป็นแค่เศษซากของสิ่ง ก่อสร้าง
ที่ทิ้งร้างไปนานแล้วทางลับที่มุดผ่านในตอนนั้น ก็มีก้อนหินขนาดใหญ่วางทับไว้และดูเหมือนจะวางทับไว้ นานมาแล้วด้วย เอ... สงสัยว่าเรื่องทั้งหมดจะคงเป็นเพียงแค่ฝันไปสินะ มันคงเป็นแค่ความฝัน
อย่างน้อยผมก็พยายามจะเชื่อนะว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิ ดขึ้นนั่นนะ เป็นเพียงแค่ความเฟ้อฝันยามหลับตื่นหนึ่งเท่านั้นเอง
ผมที่ทำได้ก็แค่หัวเราะกับตัวเองที่คิดว่าทั้งหมดนั้ นคือความฝันเป็นตุเป็นตะไปเองบนเนินเขา
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
sohigh159
01-23-2009, 08:36 PM
ลึกลับ. . มืดมน. . . คงเป็นคำที่เหมาะกับตอนล่าสุดระหว่าง เฮียจีกะ พี่หมดน่ะนั่น -w-
]สินค้าไทยนำเข้าจากต่างประเทศคือของนอก]
}การรุกรานของพี่สาว!?{
ผมหลังจากที่ทำงานเยื่ยงทาสจนครบหมดทุกอย่าง หลังจากนั้นก็จะถือว่าเป็นเวลาที่เป็นอิสระที่จะทำอะ ไรก็ได้ตามใจ
เพราะว่าเจ๊ลูก็ไปทำงานแล้วคงไม่มีใครเข้ามาที่ห้องข องผมอีกแล้วทีนี้ผมก็จะเล่นเกมที่ซื้อมานานแต่ไม่ได้ แตะซักที
"เกมส์ใหม่ล่าสุดของ สแควร์ อี เชียวนะ แค่นี้ก็อดใจเล่นไม่ไหวแล้ว"ผมที่ยินดีปรีดาสุดๆ กับเกมส์ใหม่แกะกล่องที่เพิ่งซื้อมาแต่
ไม่มีเวลาเล่นซะที จะเพราะอะไรก็ไม่ทราบได้เวลาจะเล่นเกมส์นี้ทีไร มันต้องมีเหตุบังเอิญให้อดเล่นทุกที วันนี้แหละจะต้องเล่นให้ได้
เสียงออดด้านล่างดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมที่ยืนมองไปนอกหน้าต่างก็เห็นลีมูซีนสีดำสนิท จอดที่หน้าหอพัก สาวผมบรอน
ในชุดสูทสีดำใส่แว่นกันแดดก็เดินลงมาจากรถสีดำสนิทนั ่น "เจ้าแม่มาเฟียที่ไหนกันละนั่น"ผมได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเอง
แล้วจ้องมองไปยังแผ่นเกมส์ที่ต้องร่ำรากันไป เพราะอดเล่นอีกแล้ว แล้วก็ลงไปเปิดประตู รั้วถามให้แน่ใจว่าเธอคนนั้นมีเหตุผลอะไรให้มาที่นี่
อาจจะเป็นคนรู้จักกับเจ๊ลูก็ได้ละมั้ง เพราะรายนั้นนะ มีอิทธิพลแล้วก็เป็นพวกที่คบคนแบบไม่เลือก ขอแค่ใช้งานได้ก็พอแล้ว
อาจจะเป็นเจ้าแม่มาเฟียที่ไหนก็ได้ แต่ก็คงจะมาหาเจ๊ลูนะแหละ คงไม่ใช่ใครอื่นอีก
"สวัสดีครับมาหาใครเหรอครับ" ผมที่อยู่ๆก็โดนพี่สาวคนนั้นพุ่งหลาวเข้ามากอดซะจนแท บหายใจไม่ออกซะได้
"แหมๆ โตขึ้นตั้งเยอะเลยนะจ๊ะ จีคุง~กลายเป็นหนุ่มน่ารักน่ากอดขึ้นกว่าตอนเด็กๆขึ้ นจมเลย"
"ขอโทษทีนะครับคุณเป็นใครกันนะผมไม่รู้จัก"ผมที่พยายามดันพี่สาวคนนั้นออกไปเพราะแทบจะหายใจไม่อ อกอยู่แล้ว
"โอ้โห ใครกันอีกละเนี่ย"เจ้าของเสียงที่คุ้นเคย เจ้าของสายดำเทควันโด้ แล้วผมก็โดนเจ๊ลูแกทุ่มซะจนตัว งออยู่กับพื้น
ทีนี้พี่สาวคนนั้นเลยหันไปกอดเจ๊ลูแทน "แหมๆลูจังก็สวยขึ้นผิดหูผิดตาเลยนะ หุหุ" พี่สาวคนนั้นกอดเจ๊ลูพลางยิ้มร่า
แล้วถอดแว่นกันแดดออก "พี่เองๆ พี่เอเองไง~ย้อมผมเลยจำไม่ได้สินะ ฮะฮะฮะ" พอเผยให้เห็นแววตาสีน้ำตาลเข้ม
และรอยยิ้มที่แทบจะไม่เคยหุบเลย ความทรงจำลางๆมันก็ค่อยๆแจ่มชัดขึ้นมา "เมื่อก่อนสมัยเด็กๆเราก็เล่นกันบ่อยๆนี่นะ"
"พี่เอนี่ละก็จะมาหาทั้งทีทำไมไม่ส่งข่าวมาบ้างเลยละ" พี่เอยังสวมกอดเจ๊ลูทั้งๆอย่างนั้น
"ก็มันกะทันหันนะ พี่เพิ่งจะกลับมาจากยูโรป ก็ว่าจะมาอยู่ที่เมืองไทยนี่ซักพักจนกว่าจะมีงานใหม่ เข้ามา"
"ลำบากแย่เลยนะแล้วพี่เอหาที่อยู่ได้รึยังละ?" "ยังเลยพี่ก็กะจะมาถามคุณน้าอยู่พอดีว่าพอจะมีห้องว่า งบ้างไหม"
"ห้องว่างนะมีเยอะแยะแต่ว่า ช่วยพยุงผมขึ้นมากันก่อนได้ไหมละครับ คอจะหักอยู่แล้ว"
"แหมๆยังปากว่ามือถึงอย่างเคยเลยนะลูจัง มือไปไวกว่าความคิดเหมือนเคย หุหุ" พี่เอพูดพลางช่วยฉุดผมลุกขึ้น
ผมปัดฝุ่นตามตัวออก มันทำให้ภาพความทรงจำเก่าๆที่ไม่ค่อยอยากจะนึกถึงเท่ าไหร่ผุดขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย
เจ๊ลูในจังหวะที่อยากจะทำอะไรซักอย่างจนหยุดไม่อยู่แ ล้วก็ลากผมไปมีเอี่ยวด้วยทุกที แล้วก็พี่เอที่หัวเราะร่าพลางยุแยงเจ๊ลู
อย่างสนุกสนานที่เห็นผม ในสภาพที่มักจะต้องซวยทุกๆครั้งที่มีส่วนไปยุ่งกับเร ื่องวุ่นๆที่เจ๊ลูก่อขึ้น
"พี่คิดว่าจะมาขออาศัยอยู่ที่นี่ซักหน่อยนะ ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ" "แล้วรถลีมูซีนสีดำนั่นของใครเหรอครับ"
ผมพูดพลางมองไปทางรถสีดำราคาแพงที่จอดอยู่หน้ารั้วหอ พักคงราคาแพงมากพอดู "รถของลูกค้านะเขาอาสาพามาส่ง"
พี่เอพูดจบก็เดินไปโบกไม้โบกมือลา รถคันหรูก็แล่นออกไป ทิ้งไว้เพียงสัมภาระนิดหน่อยของพี่เอ
"ยังไงก็ขอรบกวนหน่อยนะ" พี่เอพูดพลางเดินลิ่วๆเข้าหอพักไป ผมก็ต้องไปทำหน้าที่ยกสัมภาระให้พี่เอไปไว้ที่ห้องเจ ๊ลู
พอไปถึงห้องเจ๊ลู ไม่รู้ว่าคุยกันอีท่าไหน จะขอเข้าพักที่ห้องเจ๊ลูซะงั้น "ก็ห้องของลูจังกว๊าง~กว้างออกนะ
จะเพิ่มพี่ไปอีกซักคนก็ไม่เห็นจะไปไรไปเลยเน๊อะ" "นั่นนะสินะ แล้วห้องของฉันก็มีห้องในตัวอีกตั้งเยอะ"
ก็นั่นสินะ~ก็เจ๊ลูเที่ยวทุบฝาผนังห้องข้างๆออกแล้วย ึดเป็นห้องเดียวแถมจ้างคนมาทำตกแต่งเพิ่มเติมอีกตั้ง เยอะแยะ
แต่ผมไม่ค่อยห่วงเรื่องนั้นมากนักหรอกนะห่วงแต่ว่าพี ่เอมีจุดประสงค์อะไรอื่นรึเปล่านอกจากมาเที่ยวหรือแค ่นั้นจริงๆ
เพราะพี่เอนะเห็นยิ้มแย้มอย่างนั้นนะเจ้าคิดเจ้าแผนก ารซะ แล้วส่วนใหญ่เรื่องยุ่งๆที่ผมต้องไปมีเอี่ยวด้วยประจ ำๆ
ต้นเหตุก็มันจะเป็นเพราะพี่เอ เอ่ยขึ้นมาลอยๆกับเจ๊ลู แล้วเจ๊แกก็ลากผมเข้าไปคอยตามล้างตามเช็ดให้ทุกที
หลังจากที่ผมยกสัมภาระของพี่เอมาไว้ในห้องเจ๊ลู พี่เอก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรซักอย่างออก
"พี่อยากจะไปเจอคุณน้าซักหน่อยนะแล้วจะกลับมาเย็นๆนะ" พี่เอคงอยากเผาพลาญพลังงานส่วนเกินที่มีเหลือเฟือ
จนแทบจะล้นออกมา กระตุ้นคนรอบๆข้างให้เผลอตื่นตัวตามไปด้วยแต่ถ้าใครไ ด้ลองบ้าจี้ทำตามไปด้วย
มีหวังหมดสภาพเอาได้ง่ายๆแน่ๆ "ไปก่อนละนะ" พี่เอพูดจบก็เดินออกไปจากห้องเจ๊ลู ระบบการทำงานของพี่เอ
ก็คงเหมือนกับหนูถีบจักรที่ไม่มีวันเหนื่อยละมั้ง ถ้าคิดจะทำอะไรซักอย่างก็จะทำทันทีเดี๋ยวนั้นเลย
"แล้วเจ๊ลูไม่ไปทำงานเรอะวันนี้นะ" ผมถามด้วยความสงสัย เพราะส่วนใหญ่เจ๊ลูมักจะโผล่มาตอนที่
มันชวนให้เข้าใจผิดซะทุกทีจะว่าไงดีละ มันดูเหมือนจงใจไปนิด แต่ผมก็ไม่มีหลักฐานอะไรหรอกเพราะงั้นก็ช่างมันเถอะ
"พอดีจะกลับมาเอาเอกสารนะ แต่เห็นนายกอดอยู่กับพี่เอก็นึกว่าไปลวนลามสาวที่ไหน อยู่นะสิ"
"เห็นผมแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ" "ไม่รู้สิ" เจ๊ลูพูดขึ้นลอยๆอย่างไม่ใส่ใจแล้วก็ลากผมออกไปจากห้ อง
"กลับไปห้องของนายได้แล้วฉันจะเปลื่ยนชุด" ผมที่ถูกเจ๊ลูโยนออกมานอกห้องก็ได้แต่ปัดฝุ่นออกจากต ัว
ผมคิดว่ากลับไปนั่งเล่นเกมส์ต่อดีกว่า ผมสาบานได้เลยว่าแค่คิดเองนะ "มาด้วยกันหน่อย"
หมอที่ไม่รู้โผล่มาจากไหน มาอยู่ตรงหน้าผมแล้วขอให้ไปด้วยกัน? คงจะเป็นงานอะไรซักอย่างละมั้ง
หมอหันหลังแล้วเดินนำผมไปข้างล่าง แล้วก็มีพัสดุประมาณ 4-5 ลังส่งมาที่หน้าหอ คงอยากจะให้ช่วย
ยกขึ้นไปไว้ที่ห้องละมั้งจากนั้นหมอก็ไม่พูดอะไรแล้ว ก็เดินกลับห้องไป ผมว่าถ้าเธอจะพูดมากกว่านี้อีกสักนิด
ก็คงไม่มีใครว่าอะไรหรอกหลังจากที่ผมต้องไปเป็นคนยกก ล่องของขึ้นไปไว้ที่ห้องของหมอเสร็จ
หมอก็ให้ช่วยจัดยาเข้าชั้นแล้วก็หายหัวไปไหนก็ไม่รู้ นี่ไม่เคยคิดจะล็อกห้องบ้างเลยหรือไงนะ
สงสัยไว้รอรับผู้ป่วยฉุกเฉินละมั้ง ผมก็แค่คิดเล่นๆแค่นั้นเองนะ ก็ไม่ได้คิดอะไรจริงจังนักหรอก
ผมกำลังจะออกไปจากห้องของหมอพอดี ผู้ป่วยฉุกเฉินที่ว่าก็เข้ามาพอดี
"พี่หมออยู่ไหมค่ะ พอดีเฟริน์สะดุดล้มนะค่ะ มี..." ผมที่สบตากับเธอเข้าพอดี "หมอเพิ่งจะออกไปได้เมื่อกี้เอง"
"งั้นพี่จีก็ได้ค่ะ เฟริน์หกล้มนะค่ะ ว่าจะมาขอยาของพี่หมอซักหน่อย" ผมก็เดินไปหยิบขวดทิงเจอร์ใส่แผลสด
ที่เพิ่งจะเอาไปวางเรียงใส่ชั้น ที่นี่มันสถานีพยาบาลย่อมๆหรือยังไง มียาทุกประเภทเลยแฮะ
"แล้วเฟริน์ไปรู้จักกับหมอได้ยังไงนะ?" ผมที่ค่อยๆหยอดยาบนสำลี แล้วทาเบาๆลงบนหัวเข่า
"เจ็บนะค่ะ พี่จีทาเบาๆหน่อยสิ" เธอมองผมแบบเคืองๆ "ขอโทษทีนะงั้นทาเองก็แล้วกัน" ผมเลยยื่นสำลีให้
"ก็ไม่ได้สนิทกันมากหรอกค่ะแค่ตอนนั้นเฟริน์เป็นไข้หน ้าตาซีดๆหมอเค้าก็เลยเอายามาให้
แล้วก็บอกว่าถ้าไม่สบายให้มาหาที่ห้องได้ทุกเวลาเลย เป็นคนแปลกๆแต่ก็ใจดีจริงๆนะค่ะ" "งั้นเหรอ"
"แล้วพี่จีละค่ะมาทำอะไรกับหมอถึงได้มาหาถึงที่ห้อง "ผมที่กำลังหยิบผ้าก๊อซ ถึงกับทำหลุดมือ
"เฮ้ย! เปล่านะพี่แค่ช่วยยกของมาส่งให้ที่ห้องก็แค่นั้นเอง" เฟริน์ทำหน้าตาเหมือนไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่นัก
"ที่เหลือฉันจัดการเองนายไปได้แล้ว" หมอที่เดินกลับมารีบเข้ามาดูแผลของเฟริน์ "พี่หมอกลับมาแล้ว"
"ตามจริงต้องล้างแผลด้วยแอลกอฮอลทำความสะอาดก่อนแล้วค ่อยใส่ยา แผลจะได้ไม่อักเสบ"
ครับๆ ผมจะไปตรัสรู้เรื่องการแพทย์ได้ยังไงเล่าผมไม่ใช่คนท ี่รอบรู้เรื่องอะไรต่อมิอะไรมาก เหมือนหนอนหนังสือนี่นะ
"ระวังตัวเรื่องพี่เอไว้บ้างก็ดีนะ" นั่นเป็นคำเตือนงั้นหรือ!? ผมมองกลับไปที่หมออีกครั้ง สงสัยเหมือนจะหูฝาดไปเอง
ซะมากกว่า ก็พี่เอเพิ่งจะมาวันนี้เอง หมอจะไปรู้จักได้ยังไง ตัวผมก็คงจะหูฝาดไปเองนะแหละ เพราะหมอก็ทำเหมือนกับ
ว่าเมื่อกี้ไม่ได้พูดอะไรออกไปนี่นะ ผมกลับไปที่ห้องหวังว่าจะกลับไปเล่นเกมส์ซักหน่อยกลั บเจอพี่เอ กำลังค้นห้องผมอยู่
อย่างสนุกสนาน "พี่เอนี่มันอะไรกันนะ?" พี่เอที่รู้สึกตัวว่าผมกำลังจ้องมองอยู่ก็หยุดแล้วกร ะโดดเข้ามาหาผม
"~ก็มันว่างนี่นาไม่มีอะไรทำเลย จีคุงไม่มีพวกหนังสืออย่างว่าเลย น่าเบื่อจังนี่ๆพาพี่ไปเที่ยวหน่อยสิที่ไหนก็ได้นะๆ"
เฮ้อ~ผมได้แต่ถอนหายใจเงียบๆ คนที่จะต้องมาเก็บกวาดข้าวของที่พี่เอรื้อออกมาเดี๋ย วก็คงจะเป็นผมแล้วก็ผมอีกนะแหละนะ
"พี่เอ ไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ จะให้ผมพาไปเที่ยวนะไปคนเดียวก็ได้นี่นา" พี่เอมองมาด้วยแววตาเหมือนลูกสุนัขโดนทิ้ง
"ก็พี่เหงานี่นา ลูจังก็เอาแต่ทำงานๆ จีคุงก็ไม่สนใจพี่เลย งั้นขอแค่จีคุงไปเป็นเพื่อนพี่ดื่มแถวๆนี้ก็ได้นี่นา นะๆ"
"ไปก็ไป แต่ต้องกลับก่อนเวลาปิดหอพักนะ" พี่เอโดดเข้ามายกไม้ยกมือยิ้มแป้นดีใจสุดขีด "งั้นๆไปที่ไหนดีละมีที่ไหนดีๆมั่ง"
สุดท้ายผมก็พาพี่เอไปร้านของรุ่นพี่ที่รู้จักกัน เป็นร้านสวนอาหารธรรมดาๆที่หาได้ทั่วไปนะแหละ มีโต๊ะไม้กาง อยู่ 8-9 โต๊ะมีวงดนตรี
เล่นบรรเลงเพลงคลอ รายล้อมไปด้วยต้นไม้ก็แค่สวนอาหารนี่แหละ พอผมพาพี่เอไปถึงก็เรียกเด็กเสริฟไปเรียกรุ่นพี่ผมมา
"โอ้~นึกว่าใครเรียกมาที่แท้ก็จีนี่เองลมอะไรพัดมาละเ นี่ย" "ลมเพลมพัดละมั้งพี่ นี่พี่เอญาติๆผมเอง"
"สวัสดีค่ะ"พี่เอยิ้มทักทายแบบเป็นกันเองสุดๆ "สวัสดีครับผมทศครับมีอะไรก็บอกได้นะครับนี่ร้านผมเอง พอดีติดธุระนิดหน่อยขอตัวนะครับ"
แล้วรุ่นพี่ผมก็เดินกลับเข้าไป หลังจากที่ผมต้องนั่งฟังพี่เอเล่าเรื่องไปได้ซักพัก ก็มีเหล้ามาเสริฟที่โต๊ะทั้งๆที่ผมไม่ได้สั่ง
"น้องๆ เอามาส่งผิดโต๊ะรึเปล่าโต๊ะนี้ไม่ได้สั่งนะ" "ไม่หรอกค่ะผู้จัดการให้เอามาให้นะค่ะบอกว่าเดี๋ยวมื้ อนี้เลี้ยงเองแล้วก็ฝากบอกมาด้วยว่า
ขอโทษด้วยที่ไม่สามารถมาร่วมวงด้วยได้" "ฝากบอกด้วยนะว่าขอบคุณมากๆ" ไอ้ความกรุณาของรุ่นพี่ผมนะ
พอจะเข้าใจหรอกนะ แต่ว่าผมไม่ดื่มเหล้านะสิรุ่นพี่คงจะรู้อยู่แล้วแน่ๆ เพราะว่าผมนะคออ่อนสุดๆ ส่วนพี่เอนะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
"อ๊ะ นี่เหล้าไทยเหรอ ยี่ห้อนี้ในเมืองนอกไม่มีนี่นา" พูดเสร็จไม่รอช้าริน ซดรวดเดียวหมดแบบเพียวๆ เอ่อ ผมกำลังจะบอกพี่เอแล้วนะ
ว่านั่นนะปกติเค้าต้องเจือจางด้วยโซดาก่อนดื่ม... "ฮ้า~สุดยอดไปเลยแรงใช้ได้เลยนะนี่ น้องๆขอแบบนี้อีกสองขวดนะ"
แต่ดูเหมือนพี่เอจะยังไม่มีทีท่าว่าจะเมาซักนิด ยังคงเฮฮาตามปกติผมก็เลยไม่ได้เอะใจอะไรพอขวดที่สามห มดก็เริ่มที่จะหน้าแดงนิดๆ
"พี่น่ะนะ ที่กลับมาเมืองไทยก็หวังไว้ว่าจะได้เจอหน้าเค้าซักนิ ด~แต่ตานั้นนะ ตานั้นนะ ฮึก~ฮือ" พี่เอเริ่มฟูมฟายออกลายแล้ว
"พี่เอผมว่าพี่เอนะเริ่มจะเมาแล้วนะผมว่ากลับกันดีกว่ า" ผมไม่รู้ว่าอีตอนไหนที่พี่เอหยิบแก้วเหล้าของตัวเองย ัดเข้าปากผมซะได้
"ก็ใช่นะสินายนะมันไม่ดื่มเลย ลูกผู้ชายนะดื่มเหล้าไม่เป็นเค้าเรียกบ่มีไก๊นะ เอ๊าๆดื่มลงไปให้หมดซะอย่างนั้นๆดีๆ หุหุหุ"
ก็เลยกลายเป็นว่าผมเริ่มจะเมาบ้างแล้ว แทนที่จะพาพี่เอกลับหอกลับกลายเป็นว่ากลายเป็นเพื่อน ดื่มพี่เอไปซะอย่างงั้น
"ทั้งๆที่แต่งงานกันแล้ว ไอ้พี่ก็นึกว่าจะได้อยู่ด้วยกันซะอีก แต่ต่างคนต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปทำงานคนละประเทศ
พี่ยอมรับไม่ได้หรอกนะ"พี่เอ ฟุบหน้าลงบนโต๊ะตะแคงมองแก้วเหล้าแล้วหมุนควงไปมา"พี่ก็ต้องเข้าใจหน่อยสิว่าแค่อยู่ห่างไกลกันจะเจอกัน เมื่อไหร่
ก็ได้ ไม่เหมือนแบบผมหรอกแค่อยากจะเจอมันก็ มันก็ ... " คราวนี้กลับเป็นผมเองที่ฟุบหน้าไปกับโต๊ะ รอบข้างๆก็คนเริ่มกลับบ้านกันไปหมดแล้ว
เหลือเพียงโต๊ะของพวกเราที่ยังดื่มเหล้ากันไปไม่สนใจ เวลา พี่เอเห็นว่าท่าทางร่าเริงสดใสเหมือนเด็กๆ
ตอนนี้ดูเหมือนกับเป็นคนละคนกันเลย ท่าทางที่ดูสิ้นหวังเศร้าสร้อยและจมอยู่กับความทนทุก ข์ที่ไม่ได้อยู๋กับคนที่ตนเองรัก
ความรู้สึกนี้ผมเองก็เข้าใจดีเพราะตัวผมเองก็เคยเผชิ ญหน้ากับเหตุการณ์แบบเดียวกันมาแล้ว แต่สำหรับพี่เอแล้วยังไม่สายไปหรอกนะที่จะแก้ไข
"พี่เอก็แค่ทำให้เค้ากลับมาสนใจก็พอแล้วนี่นา" ผมพูดพลางมองไปที่แก้วเหล้าและขวดเหล้าที่ว่างเปล่า
"งั้นจีคุงจะช่วยเป็นกำลังให้พี่ได้รึเปล่าละ" พี่เอมองผมด้วยดวงตาที่เศร้าสร้อยเหม่อลอยและเต็มไปด ้วยคราบน้ำตา
"ก็ถ้าผมช่วยได้ผมก็จะช่วยเต็มที่เลย...." เท่าที่ผมมีสติจำได้อย่างเลือนลางเรื่องมันก็มีอยู่แ ค่นี้ แล้วผมก็เมาหลับไปทั้งๆอย่างนั้น
. . . . . ผมตื่นนอนตอนเช้าด้วยสภาพที่โทรมสุดๆ บนเตียงของตัวเอง หัวฟูยุ่งรุงรังไปหมด ทั้งปวดหัว เย็นวูบๆวาบๆไปทังตัว
คงเป็นเพราะผมเมาก็เลยถอดเสื้อทิ้งไว้เหลือเพียงกางเ กงบ็อกเซอร์ตัวเดียวละมั้ง เห... เดี๋ยวนะ บ๊อกเซอร์ตัวเดียว แล้วพี่เอละ
ไม่ได้กลับมาด้วยกันหรือยังไง หรือว่าผมทิ้งพี่เอไว้ข้างทางแล้วกลับมาคนเดียว ชิบหายแล้ว! แล้วพี่เอจะเป็นยังไงบ้างละเนี่ย
"พี่ก็อยู่นี่ไงละจ๊ะ หุหุ" พี่เอยิ้มแป้นโบกมืออยู่บนเตียงของผม "แล้วไปผมนึกว่าทิ้งพี่เอไว้ข้างนอกซะแล้ว" แต่เดียวนะพี่เอ
อยู่บนเตียงของผมในสภาพที่ผมกึ่งเปลือยก็หมายความว่า ผมนอนเตียงเดียวกันกับพี่เอ... เฮ้ย ซวยแล้วไง
แล้วทำไมคอมพ์ของผมยังเปิดอยู่ด้วยละ แล้วกล้องดิจิตอลที่ต่อสายพ่วงเข้าไป ภาพนี่มัน ... เสื้อสูทสีดำของพี่เอที่วางกอง
ไว้บนพื้น ภาพผมที่นอนหลับเป็นตาย ภาพพวกนี้นี่มันอะไรกันเนี่ย "โทษทีนะเมื่อคืนพี่ส่งเมลล์เสร็จแล้วลืมปิดนะ"
ที่ผมกำลังกลุ้มใจอยู่มันไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกนะ แต่มันเป็นเรื่องที่พี่เอส่งภาพพวกนี้ไปให้ใครต่างหา ก
"โถๆ จีคุงน้องรักของพี่~เรื่องแค่นี้เองคิดซะว่ามดกัดก็แ ล้วกันนะ หุหุหุ" พี่เอยิ้มกรุ้มกริ่มพลางแต่งตัว
"มดกัดผมไม่ว่าหรอกแต่นี่มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วเมื่อคืนผมโดนทำอะไรไปบ้าง ผม.... ผมจำอะไรไม่ได้เลย"
"แหมๆ ทำอะไรลงไปไม่คิดจะรับผิดชอบเลยหรือไงจ๊ะ ก็จีคุงเสนอตัวเองนะว่าจะยอมช่วยพี่ทุกๆอย่าง"
"พี่เอก็ไม่เห็นจะต้องทำถึงขั้นนี้เลยนี่นา แค่จะประชดแฟนพี่ที่ไม่ติดต่อมาบ้างเลยแค่นั้นเอง"
"พี่ก็แค่แอบลอกคราบจีคุงตอนเมา ถ่ายรูปเก็บไว้แล้วเซฟส่งไปหาแฟนพี่โชว์ความน่ารักขอ งจีคุงก็แค่นั้นเอง~"
"หะ เดี๋ยวนะ ตกลง.... มันไม่มีอะไรมากกว่านั้นใช่ไหม" ผมที่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เพราะนึกสภาพศพตัวเองยามที่ถูกเจ๊ลูกระทืบตายไม่ออกว ่าเป็นยังไง "หรือว่าจีคุงอยากให้มีอะไรมากกว่านั้นเอ่ย?
พี่สอนให้ก็ได้นะ หุหุ" "พอเถอะพี่เอเลิกล้อเล่นได้แล้วน่า" พอผมเข้าไปแต่งตัวในห้องน้ำเสร็จ ออกมาพี่เอก็หายไปแล้ว
แล้วนี่พี่เอจะไปก่อเรื่องยุ่งอะไรให้ผมปวดเศียรเวีย นเกล้า อีกซักเท่าไหร่ถึงจะพอใจนะ
ผมก็พยายามที่จะทำตัวไปตามปกติ รดน้ำต้นลั่นทมรอบๆหอพัก กวาดใบไม้ไปทิ้ง เรื่องเมื่อวานถ้าเป็นไปได้
อยากจะลืมๆเรื่องเมื่อวานมันไปซะทำเหมือนไม่มีอะไรเก ิดขึ้น .... แล้วก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ ปกติ...
ถึงยังไงพี่เอก็คงไม่บอกใครหรอกมั้ง... มั้ง... ไม่สิ ประมาทเกินไปแล้วคนอย่างพี่เอมีหรือเล่นสนุกแค่นี้จะ ยอมหยุดง่ายๆ
พอจะกลับขึ้นไปที่ห้องก็เห็นพี่เอกับเจ๊ลูกำลังคุยกั นอยู่อย่างสนุกสนานเลย พี่เอก็คงจะสังเกตุเห็นว่าผมอยู่ข้างหลังพอดี
เลยส่งยิ้มให้ "แล้วก็นะเมื่อวานนี้นะพี่ไปดื่มที่ร้านอาหารกับจีคุง ด้วยนะ แล้วก็พอพี่เริ่มจะเมานะ... จีคุงเค้าก็..."
เอาแล้วไงพี่เอเริ่มจะปั้นเรื่องโกหกเจ๊ลูอะไรอีกละเ นี่ย "พากลับมาทีหอทันทีเลยไม่ได้ไปแวะเที่ยวที่ไหนต่ออีกน ะ"
ผมรีบชิงพูดก่อนพี่เอ เพื่อกันท่าไม่ให้พี่เอเล่าเรื่องหลังจากนั้น "อ้อ...เหรอแล้วเมื่อวานพี่เอไปนอนที่ไหนกันละ?"
พระเจ้าเอาแล้วไง ผมที่เหงื่อแตกซิกเพราะว่าคำถามที่ถ้าตอบผิดมีสิทธิ์ ตายได้ "ก็นอนในรถนะซิ"
"แล้วไหนนายบอกว่าหลังจากที่ไปดื่มกันก็พากลับมาที่หอ ทันทีเลยไง?" เจ๊ลูยังคงคาดคั้นเหมือนตำรวจ
สอบสวนคนร้ายยังไงยังงั้น"ก็ มันก็นะ..." ผมที่จนปัญญากับทางรอดที่น้อยนิดเหงื่อที่แตกอยู่แล้ วยิ่งมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ
แต่แล้วพี่เอก็ทำในเรื่องที่ผมกลัวซะได้เลยเล่าเรื่อ งที่ผมกับพี่เอนอนเตียงเดียวกันบวกกับเนื้อเรื่องที่ แต่งเสริมเพิ่มเข้าไปอีก
ตายแล้วตายแน่ๆตายอย่างกบที่โดนรถสิบล้อทับผมจินตนาก ารถึงสภาพศพตัวเองหลังจากนี้
"พี่เอนี่ละก็จะล้อเล่นก็ให้มีขอบเขตหน่อยสิ แล้วเรื่องพี่ชัยละเป็นยังไงบ้าง" รอดตายไปอยางฉิวเฉียด
ความรู้สึกโล่งอกของผมประมาณรถสิบล้อเบรคแตกฟุ่งเฉี่ ยวไปประมาณนั้นเลย ส่วนพี่ชัยที่เจ๊ลูว่าก็คือแฟน
ของพี่เอนั่นแหละ "รับเมลล์จากพี่เสร็จนะรีบตาลีตาเหลือกโทรมาง้อทันทีเ ลยนะแหละ แต่พวกพี่ก็คุยตกลงกัน
ไปแล้วนะ ว่าพี่จะขออยู่ที่นี่ต่ออีกซักพักใหญ่ๆ ยังไงก็ฝากตัวด้วยนะจ๊ะ" พี่เอยิ้มแย้มอย่างมีเลศนัยยังไงไม่รู้
ผมคงคิดไปเองมากกว่าละมั้งนะ "แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งจีคุงมาทำกับข้าวให้กินหน่อยสิน ะๆ คุณน้าเค้าเล่าให้ฟังแล้ว
ว่าจีคุงนะทำกับข้าวอร่อยเพราะคุณน้าฝึกฝีมือมากับมื อเอง" "พี่เอก็ไม่ซื้อกับข้าวแถวนี้มากินเองละ"
"ก็พี่อยากกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันนี่นา ลูจังก็คิดว่ามันสะดวกดีใช่ไหมละมีคนมาคอยทำอาหารให้ กิน"
"อืมมันก็จริงอยู่นะ สะดวกเวลาเรียกใช้งานแล้วก็ประหยัดดีด้วย" "ห้องครัวก็มีอยู่ในตัวอยู่แล้วด้วยนี่นา"
"เป็นอันว่าตกลง เริ่มงานเย็นนี้เลย!ฉันอยากกินน้ำพริกหนุ่มอยู่พอดี" เอ่อพวกๆอาเจ๊ครับ . . . .
ไม่คิดจะถามความเห็นผมบ้างเลยหรือไงกันครับว่าอยากจะ ทำไหม? นี่ผมจะต้องเพิ่มงานที่มีเยอะแยะ
ไปอีกเท่าไหร่ถึงจะพอใจกันนะ ถึงผมจะพูดไปยังไงมันก็ไม่มีสิทธิ์ปฎิเสธอยู่ดี ในฐานะผู้อยู่อาศัย
ตราบใดที่สัตว์กินพืชยังเป็นเหยื่อสัตว์กินเนื้ออยู่ ผมก็ไม่อาจจะขัดขืนความต้องการของสองคนนี้อยู่ดีนะแห ละ
เย็นวันนั้นผมต้องรีบวิ่งไปตลาดเพื่อซื้อผักและวัตถุ ดิบมาเติมเต็มตู้เย็นขนาดใหญ่ในห้องเจ๊ลู
แล้วก็โชว์ฝีมือการทำอาหารที่เป็นความลับสุดยอดของผม และคุณน้า ถามว่าทำไมผมถึงทำอาหารเก่งนะเหรอครับ
ก็เพราะว่าไอ้พ่อไม่เอาอ่าวของผมมันทำเป็นแต่งานและธ ุรกิจเท่านั้นเอง อาหารประจำวันผมส่วนใหญ่จึง
ต้องไปฝากท้องที่ห้องคุณน้าเป็นประจำ เพราะทำอาหารเก่งผมเลยเรียนทำอาหารจากคุณน้าซะเลย
เผื่อทำกินเองได้ไปในตัว มื้อเย็นวันนั้นเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและแรงงานของผม แต่เจ๊ลูกลับไม่ชมซักคำ
แถมยังพูดมาอีกว่า"งั้นๆแหละนะ" แต่พี่เอที่กินอย่างเอร็ดอร่อยกลับพูดชมไม่หยุดปากเล ย
ตกลงว่าอาหารของผมมันอร่อยหรือไม่อร่อยกันแน่นะ แต่สำหรับตัวผมเองก็ถือว่าอร่อยละนะ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Mullen
01-25-2009, 10:55 AM
ชะตากรรมเอ็งมันคุ้นๆนะจีเอ๋ย
HaMeaw
01-25-2009, 03:31 PM
มันเป็นแค่เรื่องแต่งจริงๆใช่ไหมเนี่ย
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[เสียงที่ก้าวเกินมาและวิญญาณเด็กสาวยามค่ำคืน]
}การรุนรานของน้องสาว!?{
วันนี้ก็เหมือนวันปกติทั่วไปทุกๆวันอย่างเคยที่ผมถอด ถอนหายใจ แล้วใช้ชีวิตไปอย่างเบ๊ที่ถูกเรียกจิกหัวใช้ได้อย่าง ง่ายๆ
เสียงเคาะประตูดังต่อเนื่อง เป็นจังหวะคุ้นเคยประมาณว่า ถ้าไม่เปิดออกมาละก็จะพังประตูเข้าไปประมาณนั้น คงไม่ใช่ใครที่ไหน
หรอกที่กล้าเคาะประตูห้องคนอื่น ด้วยเรื่องน้อยนิดได้อย่างหน้าตาเฉย "เฮ้ เจ้าเบ๊อยู่ไหมถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ออกมาเปิดประตูหน่ อย"
แน่นอนว่าเป็นเสียงของคนที่คุ้นเคยดี ไอ้ตัวผมเองก็ได้รู้ซึ้งดีว่าถึงจะเป็นตอนตีสามกว่า เจ๊แกก็เรียกออกผมออกมาได้หน้าตาเฉย
ราวกับว่าเพิ่งจะเป็นเวลาบ่ายสามอย่างนั้นแหละ "มีอะไร? คนกำลังจะหลับจะนอนอย่ามาเที่ยวปลุกได้ไหม" ผมที่กำลังเพลิดเพลิน
กับรายการบอลแมทช์สำคัญ บ่นออกมาอย่างเซ็งๆ "นอนเนิน อะไรกันวันนี้มีแข่งบอล อย่างนี้จะ นอนแน่เหรอ?"
พูดพลางมองไปทางทีวีในห้องของผม ที่กำลังตัดเข้าโฆษณาอยู่ "ถ้ารู้แล้วก็กลับไปนั่งดูที่ห้องตัวเองสิ เจ๊ก็เชียร์อยู่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ"
"มันก็ใช่อยู่หรอก แต่ตอนนี้มันพักครึ่งอยู่!! เพราะงั้นจงอย่าใช้เวลาที่มีอย่างสูญเปล่า! แวะซื้อเสบียงที่เซเว่นมาให้ที"
พูดจบเจ๊แกก็ยื่นเงินยัดใส่มือมาให้แล้วเดิน กลับเข้าห้องไปโดยไม่ทันที่ผมจะอะไรพูดซักคำ "ใช้งานคนอย่างกับทาส"
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมต้องถอนหายใจออกมายาวๆ และได้แต่ทำใจกับนิสัยเสียเอาแต่ใจตัวเองของเจ๊ลูแล้ วก็ตองทำตามซะทุกทีซิน่า
กว่าจะถึงเวลาแข่งบอลก็อีกตั้งนาน ไปแวะเซเว่นอีกที่ดีกว่า ถึงแม้ว่ามันจะไกลกว่าเดิมนิดหน่อยก็เถอะ
ขณะที่จะไปถึงเซเว่นระหว่างทางนั้นก็ได้ยิน!! เสียงที่มันไม่น่าจะได้ยินเข้า!! เสียงอะไรกัน.... เสียงเหมือนกับฝีเท้า...
แต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกเท้าของผมก็มีแค่สองเท้าระ ยะก้าวก็เหมือนทุกๆที แถวๆนี้ก็เปลื่ยววังเวง ไม่มีคนมีแค่ตัวผมที่เดินมา
เพียงคนเดียวเท่านั้น เสียงก้าวเดิน.. จังหวะที่มันแปลกประหลาดนี่มันอะไรกัน จังหวะก้าวเดินที่มัน...เกินมาหนึ่งก้าว!!
มันเป็นไปได้ยังไงกัน!? ข้างหลังเราก็ไม่มีใครตามหลังมาเพราะนี่มันก็ตีสามกว ่าแล้วแถวนี้สองสามทุ่มก็เริ่มไม่มีคนมาเดินอยู่แล้ว
หันหลังกลับไปดู....
(...........) ว่างเปล่า (..........)
สุนัขซักตัวยังไม่มีเฮ้ยนี่มันอะไรกันเนี่ย!!งงไปหมด แล้วสงสัยจะอ่านนิยายมากไปประสาทอาจจะหลอนหรือไม่ก็
อาจจะโดนหมอแกจับฉีดยาแปลกๆตอนไหนก็ไม่รู้ สติเลยเริ่มหลอนแปลกๆ หรือว่ายังฝันไป?! ใช่ๆฝันไปนั่นเองแล้วทำไมยังรู้สึกตัวอยู่ได้!?
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันฟะเนี่ย ขณะที่เดินไปก็ได้ยินเสียงก้าวเดินที่เกินมาตลอด ระยะทาง20เมตรเหมือน20กิโล อะไรกันทำไม? ทำไม?
เหมือนเซเว่นมันอยู่ไกลออกไป ห่างไกลมากๆ เสียงก้าวเดินเริ่มกระชันชิดเข้ามา พอหยุดเดินก็มีเสียงดังกึกอยู่ข้างหลังเสมอๆ
จนแน่ใจแล้วว่ามีคนตามหลังมาจริงๆ ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นก็เถอะแต่ "ใคร"คนหนึ่งตามหลังมาจริงๆ
มันมีเหตุผลอะไร? แล้วตามมาทำไม?อาจจะสัตว์อะไรซักอย่างก็ได้แต่นั่นมั น.. เสียงก้าวเดินของคนชัดๆแถวนี้ที่หลบอาจจะเยอะเกินไป
ลองแกล้งเดินไปทางที่มันโล่งๆดีกว่าใจดีสู้เสือไงๆมั นก็ต้องคนละถ้าไม่ใช่ก็เตรียมใส่หลวงพ่อโกยได้เลย วัดดวงจะมนุษย์หรืออะไรก็ตามแต่เถอะ
คิดได้แบบนั้นก็ค่อยๆเดินช้าๆฟังเสียงก้าวเดินไปอย่า งหวาดหวั่น ผมเพิ่งจะรู้จากประสบการณ์เองว่าความรู้สึกของคนที่ก ลัวอะไร"บางอย่าง"
ที่มันมองไม่เห็นมันเป็นยังไง พอไปถึงกลางทางที่ไม่มีที่หลบก็หยุดเดินตัดสินใจหันห ลังกลับไปดูอย่างรวดเร็ว!?~
เงา !? เงาของ ใครบางคนอยู่ตรงนั้น เงาเล็กๆ ที่ไม่มีแม้แต่แสงไฟสาดส่อง ดวงตา ดวงตาเล็กๆคู่นั้นในเงามืด จ้องเขม็ง
ราวกับว่าจะดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่าง ให้หายไป เหงื่อเริ่มผุดพรายออกมา แววตาและสีหน้าหวาดกลัว ค่อยๆผุดขึ้นมาบนใบหน้า
ความกล้าทั้งหลายในตอนแรก มลายหายไปจนสิ้น กลัว!? ความกลัวทำให้ไม่กล้าแม้แต่ที่จะก้าวขาได้...กลัวจนแ ม้กระทั่งไม่กล้า
ที่จะละสายตาไปจากดวงตาและเงานั้นในเงามืด ความมืดและความเงียบนั้นกลืนกินทุกสิ่งภายในบริเวณนั ้นทุกอย่างราวกับ
อยู่ในภวังค์ เงียบสงัด ... ไร้ซึ่งเสียงใดๆ ถ้าหากนี่คือความฝันแล้วละก็อยากจะตื่นจากฝันร้ายนี้ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่นี่มันไม่ใช่ความฝัน?!ความรู้สึกที่รับรู้ได้ เม็ดเหงื่อทไหลริน เสียงก้าวเดินที่ไม่คุ้นหูนั้น เงาดำนั้นค่อยๆ ใกล้เข้ามาทีละนิด...
ทีละนิด...เงาเล็กๆนั่นใกล้เข้ามา แต่เพราะความมืดหรือทำให้มองได้ไม่ชัดนักชุดสีเทาโทร มๆปิดถึงเข่า ผมยาวสีดำสนิทจนถึงหลัง
เด็กผู้หญิง!?อายุไม่น่าจะเกิน 14-15 เธอคนนั้นก้มหน้า ผมตกลงมาปรกใบหน้าจนปิดใบหน้าจนมองไม่เห็นหน้าราวกับ ว่าเธอคนนั้น
ค่อยๆลอยเข้ามาหาอย่างช้าๆใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องเขม็งมาอย่างไม่ลดละ ราวกับว่าจะมองทะลุเข้าไปเธอค่อยๆใกล้เข้ามา...
ใกล้เข้ามา... เสียงก้าวเดินที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ใกล้เข้ามา เสียงนั้นชัดเจนและกระชั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆ
มนุษย์?! หรือว่า วิญญาณ!? แถวนี้ขึ้นชื่อเรื่องทางเปลื่ยว ที่มีวิญญาณโผล่มาบ่อยๆ จนได้ชื่อว่า"ทางเปลื่ยวมรณะ"ซะด้วยสิ
ท่าทางวันนี้ดวงคงซวยถึงที่สุดแล้วสินะ เจอวิญญาณเดินตามหลอกหลอน จนก้าวขาก็ไม่ออก จะตะโกนร้องให้ใครช่วยก็ไม่ได้
เหมือนกับว่ามีอะไรมันอุดอยู่ที่ลำคอ หายใจไม่สะดวก หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะก้าวเดินที่กระชั้นชิดใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
~กึก เสียงก้าวเดินนั้นหยุดลงที่ระยะไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดท ี่ยืนอยู่นัก ... เด็กผู้หญิง คนนั้นค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาอย่างช้าๆ ...
น้ำตา?! เด็กผู้หญิงคนนั้นกำลังร้องให้อยู่ "พี่ค่ะ วิ่งหนีอะไรมาเหรอ หนูกลัวนะ"
เวรกรรม คนนี่หว่านึกว่าผีแถมยังมีหน้ามาถามอีกว่าวิ่งหนีใคร มา(ถามมาได้ก็แล้วใครมันวิ่งตามมาละ...)
"เอ่อ... พี่... กำลังวิ่งออกกำลังกาย ตอนกลางคืนนะ กำลังจะ...ไปเซเว่น"พูดพลางเช็ดเหงื่อตัวเอง รักษามาดไว้ เด็กผู้หญิงคนนั้นเช็ดน้ำตาออก
"เราตกใจแทบแย่ ว่าจะมาถามทางพี่พอดี อยู่ๆพี่ก็ออกวิ่งเหมือนกับวิ่งหนีใครมาอย่างนั้นเลย สีหน้าตื่นตกใจออกขนาดนั้นทำให้เรากลัวไปด้วยเลยค่ะ"
"ขอโทษทีนะ ที่ทำให้ตกใจ พอดีพี่มีคู่อริเยอะนะ" (ที่จริงผมต่างหากที่ตกใจแทบตายอยู่ๆโผล่มาจากไหนไม่ รู้ดึกๆดื่นๆมาเดินตามหยั่งกะสโตกเกอร์)
"พี่ชายค่ะ พี่รู้ทางไปหอพักลั่นทมสีชาดไหมค่ะ" "เอ่อ ... พอดีพี่... ก็พักที่นั่น... พอดี ... แบบว่า..."
พูดอ้ำอึ้งได้ไม่เต็มปากเต็มคำเพราะมันเป็นหอหญิง ไม่มีไอ้ตัวผู้ที่ไหนไปอาศัยได้หรอกนะครับ
"ที่นั่นเป็นหอพักหญิงไม่ใช่เหรอค่ะ"เด็กสาวถามด้วยความสงสัย "พี่เป็นผู้ดูแลหอนะ... เอ่อคือ... เอ่อเดี๋ยวพี่จะไปส่งก็ได้นะ
แต่ขอแวะซื้อของก่อนนะ" ระหว่างทางเด็กหญิงตัวเล็กๆคนนั้นก็ยิงคำถามมาเป็นชุ ดราวกับปืนกล
"พี่ชายอยู่ห้องคนเดียวเหรอค่ะ" "พี่ชายมีแฟนรึยัง?" "หอพักอยู่อีกไกลไหมค่ะ?" "พี่ชายอยู่คนเดียวเหรอ?"
"อยู่ที่นั่นสบายดีไหม?" จนความอดทนของผมเริ่มจะหมดลง หันกลับไปคิดจะตวาดใส่ว่าให้หยุดซักซะทีแต่ว่า ... เห็นหน้าเด็กผู้หญิง
ท่าทางไร้เดียงสาแล้วทำไม่ลง (เหมือนกับว่าภาพตอนน้ำตานองหน้า เมื่อกี้มันซ้อนขึ้นมาเลย)
ผมสงสัยอยู่อย่างหนึ่งเด็กสาวตัวเล็กๆที่อยู่ตรงหน้า ผมนี้ ทำไมจะต้องมาในเวลากลางคืนดึกดื่นที่อันตรายขนาดนี้ไ ด้
แล้วเธอจะไปหาใครที่หอพักอย่างนั้นหรือ? มันสำคัญและเร่งรีบที่จะต้องตามหาซะจนต้องเป็นเดี๋ยว นี้ตอนนี้เลยงั้นหรือ?
"เอ่อ น้อง จะไปหาใครเหรอ?" ผมเลยหันกลับไปถามเธอแทน "ความลับค่ะ " เธอยิ้มยียวน แบบเด็กๆ
ว่าแต่ เด็กคนนี้ นิสัยเหมือนเอาแต่ใจไม่ยอมใคร เหมือนใครบางคนเลย แฮะ รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
หรือว่าเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนแต่... จำไม่ได้ ช่างเถอะนะมันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรที่สำคัญกว่าคือบ อลจะเริ่มเตะต่อแล้ว
"ข้างหน้าก็เซเว่นแล้วละ เดี๋ยวพี่ซื้อของเสร็จ จะพาไปส่งนะ รอแป๊ปนึง" เสียงท้องร้องเจ้ากรรมดังสนั่น ที่แน่ๆไม่ใช่ของผมแน่ๆ
เพราะพึ่งกินมา และแน่นอนว่าถ้าไม่ใช่ของผมก็ต้องเป็น ของเด็กสาวที่คุยไม่หยุดนี่ละมั้ง
"แฮะๆ คือ ว่า... เรามาถึง ที่นี่ยังไม่ได้กินอะไรมาเลย... แบบว่า..."เธอทำแววตาเศร้าๆ แล้วก็มองมาที่ผมด้วยความหวังอะไรบางอย่าง
"เฮ้อ~ช่วยไม่ได้ แวะหาอะไรกินที่เซเว่นก่อนแล้วกันนะ " พอถึงเซเว่น เหมือนจะหิวมาเต็มที่เลย ทั้งโจ๊ก ติ๋มซำ ขนมปัง เรียกได้ว่า
ชนิดแทบถือเต็มสองมือเลย "เอ่อ... แวะกินที่นี่ให้เรียบร้อยก่อนก็ได้นะ" "ไม่ค่ะ เราจะกลับไปกินที่หอ รีบๆไปกันเถอะค่ะ นะ "
แต่เมื่อกี้ท้องร้องซะเสียงดังเชียวนะ"ว่าแต่ทำไมน้อง ถึงต้องเดินทางมาที่หอพักนี่คนเดียวด้วยละ บ้านอยู่ไหนเหรอ?"
"อยู่เชียงใหม่ค่ะ" เชียงใหม่... ไกลน่าดูเลยแฮะ "แล้ว... คุณพ่อ คุณแม่ ไม่เป็นห่วงบ้างรึไงเดินทางไกลๆมาคนเดียวแบบนี้นะ"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ" เธอยิ้มด้วยแววตาเศร้าๆกลบเกลื่อน "หรือว่าน้อง.. หนีออกจากบ้าน..." เด็กสาวส่ายหน้า
"ไม่ใช่นะค่ะ เราไม่ได้หนีออกจากบ้านนะค่ะ" "ถ้างั้นพ่อกับแม่ละยอมให้มาตัวคนเดียวได้ยังไง"
"พ่อกับแม่ของเราเสียไปแล้วละค่ะ เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ เราก็เลย... คิดจะมาขอความช่วยเหลือจากคนๆ หนึ่งนะค่ะ"
"ไม่เป็นไรแล้วนะ เดี๋ยวพี่จะพาไปหาคนๆนั้นเอง"ผมลูบหัวน้องเค้าอย่างแผ่วเบา ถ้ามีน้องสาวน่ารักๆแบบนี้ซักคนก็คงจะดีสินะ...
"คนๆนั้นก็อยู่ข้างหน้าเรานี่เองยังไงละค่ะ.. พี่จี.."หันไปสำรวจคนที่อยู่ด้านหลัง ไม่มีคน . . .
(ตรงหน้างั้นหรือ เอ... เฮ้ย... งั้นก็... ผมนะสิ!)
ผมที่กำลัง สับสน งุนงง อย่างที่สุดเท่าที่เคยเจอมา แม้ว่าผมจะเคยเจอกับเหตุการณ์แปลกๆมาเยอะแยะแล้วก็เถ อะนะ
"เอ่อ น้องเข้าใจอะไรผิดรึเปล่า รู้สึกว่าพี่จะไม่เคยเจอน้องมาก่อนเลยนะ "คลับคล้ายคลับคลาแต่ว่าไม่น่าจะใช่เรานี่นา
"แหม พี่ชายจำเราไม่ได้เหรอค่ะ ให้โอกาสอีกครั้งนึง ถ้าบอกว่าองค์หญิงละจำได้ไหมละค่ะ?"
องค์หญิง ...องค์หญิง องค์...หญิง... เกี่ยวอะไรกันหว่า งงสุดๆ ผมจำอะไรเกี่ยวกับคำใบ้นี้ไม่ได้เลย "ขอโทษทีนะ พี่เอ่อ..จำไม่ได้ลืมไปแล้ว.."
เด็กสาวเริ่มน้ำตาปริ่มๆ "พี่ชายจำ ไม่ได้จริงๆเหรอ..? ฮึก งั้นพี่ ก็จำสัญญา ที่ให้ไว้กับหญิงไม่ได้ละซิ ฮึก ฮึก "
น้ำตานองหน้าอีกแล้ว ผมที่ยังไม่ทันพูดอะไรออกไป พี่เอ ก็เดินผ่านมาเห็นเข้าพอดีกับที่ ผมยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก
"จีคุง ทำอะไรเด็กน้อยคนนั้นนะ ข่มขู่เหรอ ? น้ำตานองหน้าเชียว อ๊ะ หรือบังคับ ขืนใจ?ว่าแต่เด็กคนนี้หน้าคุ้นๆแฮะ"
"เฮ้ย เจ๊ พูดไรหมาๆ แบบนั้นน้องหญิงแป๊ปนึงนะ รีบหนีจาก ตรงนี้ก่อนละกัน"
ไม่งั้นขืนอยู่ต่อ คงโดนกล่าวหาว่าพรากผู้เยาว์ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรแหง ๆ คว้ามือน้องหญิงแล้วจรลีชิ่งหนีพี่เออย่างรวดเร็ว
"พี่ชาย จำไม่ได้จริงๆเหรอ?"เด็กสาวถามทั้งๆน้ำตาปริ่มๆ เอาแล้วไงงานเข้าแล้ว หาเรื่องซวยไม่เว้นว่างได้ตลอดสิน่า
"มันก็ไม่เชิงนะพะยะค่ะ องค์หญิง ตอนนี้ รีบเช็ดน้ำตาก่อนเถอะพะยะค่ะ" เอาละวะ มั่วๆไปก่อนองค์หญิง ก็องค์หญิง
"อ๊ะพี่จี จำหญิงได้ด้วยเหรอ..งั้นเรื่องสัญญา ก็จำได้ใช่ไหม?"
สัญญาอะไรหว่าไปสัญญาอะไรไว้ตอนไหน แล้วไปรู้จักน้องเค้าตอนไหนด้วยเหรอเนี่ยหลอกตะล่อมถ ามแล้วกัน
"เอ่อคือว่า..ข้ากระหม่อม..สูญเสียความทรงจำ..นะพะยะค ่ะองค์หญิงแต่ก็..พอจำได้ลางๆ..ส่วนเรื่องสัญญาไม่ลื มแน่ๆพะยะค่ะ"
เด็กสาวเช็ดน้ำตาที่นองหน้าอยู่ออก"สูญเสียความทรงจำนี่เองมิน่าละ งั้นหญิงยกโทษให้ก็แล้วกันนะแต่สัญญาวันนั้นนะไม่ลืม แน่นะ"
เด็กสาวเหล่ตามองด้วยความสงสัย ปากพาจนแล้วไงละเนี่ย "เอ่อ เรื่องนั้นมันก็..." เดินไปคุยไปเดินมาถึงหน้าห้องพอดี
"เอ่อ ขอเวลาข้ากระหม่อมเตรียมห้องซัก10นาทีนะพะยะค่ะองค์ห ญิง" เข้าห้องไปเก็บข้าวของที่ระเกะระกะ+ของที่ไม่สมควรให ้เด็กเห็น
+การ์ตูนกองใหญ่ยัดขึ้นหิ้งเอ้ยชั้นหนังสือแล้วก็เดิ นออกมาเปิดประตู "เชิญเสด็จพะยะค่ะองค์หญิง"
"พี่จีก็ยังเป็นพี่จีของหญิงอยู่เหมือนเดิมนะแหละ ไม่เปลื่ยนไปเลยจากห้าปีก่อนเลย"
---------------------------------------------------------------
ห้าปีก่อน...นึกได้ลางๆว่า..เคยเจอเด็กคนนี้..ที่ไหน นะ....
อ้อ!!นึกออกแล้วน้องหญิงลูกสาวน้าสองที่เคยไปเล่นด้ว ยกันบ่อยๆสมัยอยู่ที่เชียงใหม่ก่อนย้ายมาอยู่ที่นี่
เมื่อก่อนไอ้เราก็บ้าหนังชอบเรียก องค์หญิงแล้วก็เล่นให้เป็นองค์หญิงอยู่บ่อยๆ "นึกออกแล้ว องค์หญิงบุตรีเสด็จน้าสอง"
นี่ผมจะต้องพูดภาษาลิเกแบบนี้อีกนานไหมเนี่ย "จำได้แล้วหรือค่ะแล้วจำเรื่องสัญญากับหญิงละค่ะ พี่จีจำได้ไหมค่ะ?
"ใช่แล้วๆ องค์หญิง หิวอยู่ไม่ใช่เหรอพะยะค่ะ ข้ากระหม่อมเตรียมเครื่องเสวยไว้ให้แล้ว"
ว่าแล้วก็รีบกุลีกุจอหยิบขนมนมเนยที่ซื้อมาจากเซเว่น ใส่จานประเคนให้หวุดหวิดไปรอดตัวไปเปลาะหนึ่ง
หลังจากที่เด็กสาวจัดการกับของกินที่อยู่ตรงหน้าจนเร ียบ ถุงเซเว่นที่เคยมีของกินตอนนี้เหลือแต่ถุงพลาสติกเปล ่าๆ
ไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์ก็ได้ค่ะฟังดูตลกๆแปลกๆพูดผิดๆ ถูกๆเรียกองค์หญิงอย่างเดียวก็พอแล้วละค่ะ
เธอหัวเราะคิกคักแทนก็ยังดีกว่าร้องให้น้ำตานองหน้าล ะนะตอนนี้ต้องรีบนึกให้ออกว่าสัญญาอะไรไว้
ว่าแต่องค์หญิงทำไมไม่อยู่ที่เชียงใหม่ละลำบากลำบนมา หาพี่ทำไมตั้งไกลแล้วก็อันตรายด้วย
พูดถึงตรงนี้ใบหน้าของเธอรอยยิ้มนั้นจางหายไปแล้ว
"ก็.. ที่นั่นนะ.. คุณแม่คุณพ่อ.. ไม่อยู่แล้ว..แล้วก็..พวกคุณป้าคุณอาก็แย่งตัวหญิงกั น..ว่าจะให้ไปอยู่ด้วย..
ทั้งๆที่เกลียดหญิงกันขาดนั้นฮึก..หญิงก็เลย..ฮึก.. ฮือฮือ" เธอพูดจบก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
เธอคงจะเจออะไรที่มันเลวร้ายมาเยอะสินะระหว่างที่เสี ยทั้งพ่อแล้วก็แม่ไป ผมลูบหัวเธออย่างแผ่วเบา
เพราะว่า พ่อของหญิงเป็นเจ้าของกิจการ และทำประกันชีวิตไว้เธอจึงไม่ลำบากเรื่องเงินเลย ก็มีแต่เพียงญาติ
ผู้ใหญ่หลายๆคนรอบข้างเท่านั้นที่หวังเพียงแต่จะครอบ ครองสิทธิ์ในการเลี้ยงดูและสมบัติของพวกคุณน้า
ไม่ต้องกลัวนะองค์หญิง ไม่เป็นไรแล้วข้าพเจ้าจะอยู่ข้างๆคอยปกป้ององค์หญิงเ อง
"พี่จี..ยังไม่ลืมสัญญาจริงๆด้วย"เธอพูดพลางเช็ดน้ำตา "องค์หญิงขี้แยเอาแต่ใจ ถ้าพี่ไม่เป็นบอดี้การ์ดให้แล้วใครจะเป็นกันละ"
"ฮึ.. อะไรกันคนเค้าอุตส่าห์มาตั้งไกลยังมาพูดแบบนี้อีกเดี ๋ยวก็ร้องให้คนช่วยหรอก"
"ง่ะ ป่านนี้แล้วละนี่ก็จะเที่ยงคืนแล้วนอนที่นี่ก็จะดูไม ่ดีเอานะ องค์หญิงนอนกับเพื่อนพี่(เจ๊ลู)ได้ไหม?"
"ไม่เอาหนูจะนอนที่นี่อะถ้าไม่ใช่ที่นี่ไม่นอน"เธอโดดขึ้นไปบนเตียงแล้วหยิบหมอนมากอดไว้กับตัวพร้อม ส่งสายตาเย็นชาใส่
"หรือว่าพี่จีมีผู้หญิงคนอื่นแล้ว" ผมยังไม่อยากจะโดนกล่าวหาว่าพรากผู้เยาว์ตอนนี้หรอกน ะ
"ปะเปล่าซักหน่อยนะองค์หญิงเพียงแต่ว่า..มันไม่เหมาะน ะเด็กผู้หญิงมานอนในห้องผู้ชายแถมยังเป็นถึงองค์หญิง ด้วย"
แล้วทำไมผมต้องแก้ตัวด้วยละเนี่ย แต่สัญชาติญาณมันบอกว่าถ้าเจ้าหล่อนยังอยู่ในห้องนี้ ละก็เกิดเรื่องใหญ่แน่ๆเลย
ถึงผมมันจะโลลิค่อนซิสค่อนโอตาคุบ้าเครื่องแบบชอบเกม โป๊แอบจิตแค่ไหนก็ตามทีเถอะแต่มัน..
นี่มันคนจริงๆนะเฟ้ย!!
มันไม่เหมือนกันกับเกมที่ทำอะไรลงไปแล้วมันก็จบเริ่ม ใหม่กี่ทีก็ได้ แต่ชีวิตคนจบแล้วจบเลยนะทำอะไรคิดให้ดีๆไว้ก่อน
....
มารความคิด1:ทำไปเลยมีตัวเป็นๆมาสนองตัญหาให้ถึงที่ท ำไปรับรองไม่มีใครรู้
มารความคิด2:อย่าทำเลยเก็บไว้เลี้ยงต้อยให้โตๆใช้งาน ได้มากกว่านี้หน่อยจะสั่งให้ทำนู่นนี่นั่นโน่นได้ตาม ใจเอ็งเลยนะ
มารความคิด3:อย่าทำเลยเอาไว้เลี้ยงต้อยแต่งคอสดูเล่น ดีกว่า
สะบัดหัวสองทีตบหัวตัวเองทีหนึ่งเพื่อให้คืนสติจากคว ามคิดบ้าๆที่ผุดขึ้นมาแบบไม่ขาดสาย
(แล้วทำไมมันมีแต่มารออกมากันละฟะเนี่ย)
"เอางี้ละกันวันนี้นอนที่นี่ไปก่อนก็แล้วกันนะองค์หญิ งแต่องค์หญิงต้องนอนบนเตียงส่วนบอดี้การ์ดคนนี้จะนอน ข้างล่างเอง"
"วันนี้อนุญาติเป็นกรณีพิเศษเพราะยังจำเรื่องสัญญาได้ องค์หญิงมีรับสั่งให้มานอนด้วยกันบนนี้"เธอตบบนเตียงแปะๆให้สัญญาณ
เอาแล้วไงหายนะเริ่มส่อแววรำไรละ เหมือนกับว่าสวรรค์กับนรกกั้นแค่กระดาษแผ่นเดียวศีลธ รรมกับมโนธรรมเริ่มตีกันตามันเริ่มลายๆ
ใจกระวนกระวาย "ยังไงก็ไม่ดีแน่ๆองค์หญิงนอนบนเตียงเถอะนะ พี่ชอบนอนติดพื้นนะฮะๆ"พูดกลบเกลื่อน
"พิลึกคนงั้นจะซื้อเตียงมาไว้ทำไมละค่ะถ้าชอบนอนพื้นน ักละก็..ไม่เป็นไรหญิงนอนคนเดียวก็ได้""
นะนั่นสินะฮะๆรู้สึกเหมือนกับว่าโดนเด็กมันยั่วให้อย ากแล้วจากไปเลยแฮะ "หญิงจะปิดไฟละนะค่ะ"
เธอเอื้อมมือไปดับไฟหัวเตียง ตอนนี้รู้สึกว่า..
วันนี้มันเหนื่อยสุดๆเลยแฮะของีบหน่อยก็แล้วกัน..
แล้วก็หลับตาลงนอนที่พื้น...
---------------------------------------------------------------
เช้าวันใหม่...
อืมเช้าแล้วเหรอ ทำไมตัวมันหนักๆหว่าหรือว่า.. ผีอำ!! อะไรกันนักหนาเนี่ยเมื่อยไปทั้งตัว
แล้วก็ขยับไม่ได้แบบนี้มันผีอำชัวร์ๆผีอำแน่ๆ
ประสบการณ์นอนที่ห้องนี้มันก็นานมากแล้วนะยังไม่เคยเ จออะไรแบบนี้เลยนี่หว่า หรือว่า...
ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย "ว่าแล้วองค์หญิงนอนนอนละเมอตกเตียงมาทับอยู่นี่เอง.. ."
แอ๊ด~เสียงประตูเปิดยามเช้ามีคนเดียวที่เข้าออกห้องช าวบ้านโดยพละการแบบไม่เคาะประตูแล้วก็ไม่สนใจใคร~
เจ๊ลูลู่ผู้เอาแต่ใจนั่นเอง "อรุณสวัสดิ์ อย่างนายมันต้องสายันต์สวัสดิ์สินะ นี่มันจะเที่ยงแล้วนะตื่นได้แล้ว"
ภาพที่เจ๊ลูเข้ามาเห็นพอดีคือ...น้องหญิงนอนคร่อมอยู ่บนตัวอย่างงัวเงีย ก็เพิ่งตื่นได้ไม่เต็มตา
แต่พอเห็นหน้าเจ๊ลูถึงกับนิ่งไปกับภาพที่เห็น ก็พอจะนึกว่าอะไรเป็นอะไรได้
"เอ่อ..เจ๊ฟังผมก่อนนะภาพที่เห็น..กับสิ่งที่เป็นมันอ าจจะไม่ใช่แบบที่คิดก็ได้นะ..แบบว่า.."
"โธ๋ จีคุงผู้น่าสงสาร ถึงจะเป็นโอตาคุโลลิค่อนซิสค่อนบ้าเครื่องแบบชอบเกมโ ป๊แอบจิตแค่ไหนก็ตามทีเถอะ"
เจ๊ลูกุมขมับเดินออกจากห้องไป "แต่ตอนนี้หนักถึงขั้นพรากผู้เยาว์เชียวเหรอ"
"เฮ้ยฟังก่อนเด้ เจ๊จะไปหนาย..." โครม!!เสียงปิดประตูไล่หลังไป
กรรมแล้วไงละพี่ท่านไม่ฟังอะไรเลยเข้ามาบ่นแล้วก็ไปเ ลยยังไม่ทันอธิบายเรื่องอะไรเลยนะเนี่ย พระเจ้าทำไมทำกับข้าแบบนี้
"พี่จีเมื่อกี้ใครเหรอ?"น้องหญิงตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงียๆ "เอ่อ..ไม่มีอะไรหรอกองค์หญิง ยังไงๆก็รีบลงไปก่อนเถอะนะตัวพี่ชาไปหมดแล้ว"
"อ๊ะ!ขอโทษทีคะ แฮะๆนอนตกเตียงซะได้"เธอยิ้มกลบเกลื่อน แล้วก็ลงไปโดยดี "ห้องน้ำอยู่ทางขวาจากครัวนะ"
พูดพลางชี้นิ้วไปทางห้องน้ำ "ค่า แฮะๆได้อยู่กับพี่จีแบบนี้รู้สึกเหมือนได้เป็นครอบคร ัวกันเลยนะค่ะ"เธอยิ้มแล้วก็เข้าห้องน้ำไป
แบบนี้ก็ไม่เลวแฮะ มีลูกสาวน่ารักๆแล้วก็ภรรยา ผู้หญิงน่ารักๆเอาอกเอาใจเก่งขี้งอนนิดๆ...
เฮ้ยเฟ้อไปกันใหญ่แล้วแล้วไอ้ภาพในความคิดนั่นมันอะไ รกันฟะไงๆก็ไม่ใช่ยัยนั่นเด็ดขาด
โครม ~!พลั่ก รอยเท้าขนาดใหญ่ประทับกลางใบหน้าพอดี เจ๊ลูนั่นเองโดดลอยมาถีบเข้าเต็มหน้า
จินตนาการได้ถึงไอ้พวกมดเขียวเวลากระโดดเตะพวกศัตรูป ระมาณนั้นเลย
"ไอ้ศัตรูของเด็กผู้หญิง เอาเด็กคนนั้นไปซ่อนที่ไหนนะหา?"
... จีคุงได้รับความเสียหาย ติดสถานะมึน งง และ สลบไป ..
ได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่แว่วๆนี่..สงสัยว่ากำลังฝันอ ยู่ใช่ไหมเนี่ยมันต้องเป็นฝันแน่ๆเลยสินะ
สงสัยจะอ่านการ์ตูนมากไปเลยเห็นเจ๊ลูเป็นv3ซ้อนเป็นอ อร่าอยู่ข้างหลังโดดไรเดอร์คิกใส่หน้า
ไอ้นั่นมันต้องเป็นฝันแน่ๆไอ้นั่นนี่มันอยู่ในคุโรมา ตี้นี่หว่า เอ่อแล้วไอ้นั่นมัน..มันอะไรหว่า...
...
ภาพเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งอยู่บนบ้านต้นไม้ที่กำลัง หวาดกลัวจนตัวสั่นที่มีงูตัวใหญ่กำลังเลื้อยเข้ามาหา
เด็กผู้ชายคนหนึ่งโดดเข้ามาขวามตรงกลางระหว่างงูกับเ ด็กผู้หญิงเอาไม้เขี่ยงูตัวนั้นตกลงไป
"ไม่ต้องกลัวนะองค์หญิง ไม่เป็นไรแล้วข้าพเจ้าจะอยู่ข้างๆคอยปกป้ององค์หญิงเ อง"เด็กผู้ชายคนนั้นพูด
"สัญญานะไม่ว่าเมื่อไหร่จะอยู่ข้างๆหญิงไม่ว่าเมื่อไห ร่ก็ตาม" "สัญญาสิด้วยชีวิตของข้าพเจ้าเลย"
"ไม่กลัวแล้วละเราไปกันเถอะ"
"......"
---------------------------------------------------------------
"พี่จีค่ะพี่จี..ไม่เป็นไรนะ"
"จีคุง....จี....คุง.....ได้ยินไหม...."
"ตาจี..จี..จี.."
ผมค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆบนหัวมีผ้าชุบน้ำปิดอยู่แต ่หัวยังเจ็บไม่หายเลย โดนถีบที่หน้าแล้วทำไมเจ็บที่หลังหัวได้หว่า?
"ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้วละจีคุงตกใจแทบแย่แหนะ ตอนลูมาบอกพี่ว่าล้มหัวกระแทกพื้นสลบไป...ไปโรงพยาบา ลดีไหม?"เจ๊เอนั่นเองที่คุยอยู่ข้างๆ
"พี่จีไม่เป็นไรนะค่ะยังเจ็บอยู่ไหม?"เธอพูดพลางลูบหัวผมทั้งๆที่หน้าตาสีหน้าเป็นกังวลมาก กว่าตัวผมเองซะอีก
"ไม่เป็นไรก็รีบๆลุกขึ้นมาได้แล้วอย่ามาทำสำออยนะ..รู ้ไหมว่ามีคนเค้าเป็นห่วงกันมากแค่ไหน..มีอะไรก็ไม่ปร ึกษากันบ้างเลยนะ"
เจ๊ลูยังบ่นอุบๆอิบๆ
"ก็เจ๊ลูอะ ไม่เปิดช่องให้ผมพูดเลยจู่ๆก็เข้ามาแล้วก็โดดถีบมาซะ ได้"เอามือกุมหลังหัวที่ยังปวดตุบๆอยู่
"จีคุงสลบไปตั้งนานแหนะ นี่น้องหญิงเค้าเล่าเรื่องให้ฟังหมดแล้วละว่าเมื่อคื นทำอะไรกันไปมั่ง รสนิยมเด็กด้วยเหรอเรานะไม่เลวนะ"
เจ๊เอพูดพลางยิ้มเหน็บแนมแล้วเหล่ตามองมา
"เฮ้ย ผมเปล่าทำอะไรนะ"หน้าซีดเป็นไก่ต้มเอาละหว่าองค์หญิงน้อยเราเล่าอะไรไ ปมั่งละหว่าเนี่ย=A =""
"เจ๊เอละก็ ไปอำคนป่วยไปทำไมกันน้องหญิงเค้าเล่าให้ฟังหมดแล้วละ เกี่ยวกับที่น้องเค้าหนีออกจากบ้านมาแล้วก็เรื่องเมื ่อคืนด้วย"
เจ๊ลูมองด้วยสายตาท่าทีเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
"โธ่...เสียแผนหมดลูซังละก็..แล้วไอ้คนที่ทำให้ป่วยมั นก็เธอไม่ใช่เหรอไง?"
เจ๊เอมองเจ๊ลูอย่างเคืองๆที่ทำให้แผนที่วางไว้เล่นสน ุกต้องล่มกลางคัน"
ไม่เป็นไรก็ดีแล้วละถือว่าหายกันไป แล้วเอาไงกะน้องหญิงดีให้รับเป็นบุตรบุญธรรมนะเหรอ?. ." เจ๊ลูถามด้วยความสงสัย
"หนูยังไงก็ได้ขอแค่ว่าให้อยู่ที่นี่ ที่หอพักนี้ไม่ต้องกลับไปที่นู่นก็พอใจแล้วละค่ะ"
"ให้ผมรับเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้นิครับพี่เอ"มองไปทางเจ๊เอที่พอมีความรู้ด้านกฎหมายมาบ้างอย่างมี ความหวัง
"แหมๆ อยู่ๆจะรับเป็นบุตรบุญธรรมเลยนะ ไม่ได้หรอกนะจีคุง เพราะตามกฎหมายในประเทศไทยการที่จะรับบุตรบุญธรรมนะ
ต้องเป็นบุคคลที่แต่งงานแล้วหรือว่ามีสิทธ์บางอย่างห รือตามกฎข้ออื่นๆที่สอดคล้องกันตามกฏหมาย แต่ก็มีวิธีหนึ่งที่พอจะทำได้
แต่ต้องขอความร่วมมือกับจีซังละนะ"
"อะไรเหรอครับพี่เอ?"
"ก็.. แต่งงานกะลูลู่ซังที่น่ารักของพี่ไงละจ๊ะแล้วทีนี้ก็ จะสอดคล้องกับแต่งงานแล้วๆก็รับน้องหญิงเป็นบุตรบุญธ รรมได้ด้วยนะ"
เจ๊เอพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจมาก"อืม..นั่นสินะถ้าตามนั้นมันก็เอ๊ะ เดี๋ยวๆนะเมื่อก็ว่าไงนะ"
"ก็..จีคุงก็แต่งกะลูซังแล้วก็จะรับน้องหญิงเป็นลูกได ้ไงชัดพอไหม?"
"ไม่ตลกแล้วนะพี่เอ"เจ๊ลูปฎิเสธทันควัน "จริงด้วยพี่เอให้ตายผมก็ไม่สิ้นคิดไปแต่งกะผู้หญิงเจ ้าอารมณ์เอาแต่ใจขี้โมโห.."
พลั่ก...พูดไม่ทันจบโดนหลังหมัดเข้าเต็มปาก
"ชั้นก็ไม่สิ้นคิดไปแต่งกะโอตาคุโลลิค่อนซิสค่อนบ้าเค รื่องแบบชอบเกมโป๊แอบจิตเหมือนกันยะ ว่าแต่พี่เอก็รับไว้ซะเองเลยสิไหนๆก็ไหนๆแล้ว"
เจ๊ลูพูดอย่างเคืองๆ"เอ่อนั่นสินะลืมคิดไปซะสนิทเลย"(บ่นอุบอิบ)"ว๊า~ยุไม่สำเร็จแฮะ"
"ได้ยินนะเมื่อกี้นะ"(พูดประสานเสียง)
"ก็ถ้างั้นพี่เอก็รับน้องหญิงไปอุปการะแล้วกันเป็นอัน จบเรื่องนะ"
"พี่ก็ว่ารู้สึกคุ้นหน้าอยู่แล้ว ก็นึกออกตั้งแต่จีคุงพามาเมื่อคืนแล้วละแต่อุบเงียบไ ว้เผื่อมันจะเกิดเรื่องสนุกๆซะอีกเซ็งเลยเนี่ย"
"ง่า~พี่รู้อยู่แล้วอุบเงียบไว้ทำไมใจร้ายจริงๆไม่บอก ผมซักคำ"บ่นอย่างเคืองๆ
"ก็ เพราะ มัน น่า สนุก นี่ นา~"(ประโยคยอดฮิตติดปากเจ๊เอที่ทำให้หลายๆคนหัวปั่น)
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Mullen
01-26-2009, 12:12 AM
ตูว่าแม่งจริงครึ่งไม่จริงครึ่งหรือไม่ก็อาจจะจริงทั ้งหมด
HaMeaw
01-26-2009, 12:27 AM
คนยังเข้าหอไม่ครบเลยข้ามมาตอนนี้แล้วหรอ
sohigh159
01-29-2009, 07:35 PM
ทำรวมเล่มไปขายดีไม่ดี ขายดี น่ะเนี่ยเฮียจี =w=" สุดยอด เมพขิงๆ
http://img511.imageshack.us/img511/1857/666zn6.jpg
HaMeaw
02-01-2009, 09:38 PM
ข้างบนคงเป็นภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นซินะ
sohigh159
02-04-2009, 09:20 AM
ถ้าถูกเปิดเผยจิงๆ เฮียจี จะโดนเจ๊ลูฆ่าไหมนั่น=w="
ปล.ช่วยบอกที่จิพี่จีว่า หน้าแรกอ่ะ ใครเปนใครมั้ง รุแค่ 2-3คนเองง่ะ=w=
[ถึงจะเป็นนักเขียนโนเนมแต่ก็มีชื่อนะ]
}การรุกรานของนักเขียนการ์ตูน{
ตั้งแต่ที่พี่เอมาอยู่ด้วย ชีวิตอันแสนสงบสุขของผมก็มักจะถูกรบกวนอย่างต่อเนื่อ ง ผมละอยากรู้จริงๆพี่เอแกทำงานอะไร
ใครเป็นคนจ้าง แล้วเมื่อไหร่จะได้ไปทำงาน จะว่าโดนพักงานอยู่ก็ไม่ใช่แต่ดูเหมือนกับว่าจะว่างง านซะมากกว่า
เวลาว่างส่วนใหญ่ของพี่เอคือการออกไปเที่ยวที่ต่างๆถ ึงจะบอกว่าหาข้อมูลก็เถอะนะแต่ไปหาข้อมูลนี่มันก็เที ่ยวดีๆนะแหละ
มีทั้งถ่ายรูปสถานที่ต่างๆแล้วก็ซื้อของฝากแปลกๆมาให ้ พอว่างจากไปเที่ยวเอ๊ยไปหาข้อมูลมาแล้วพี่เอก็มักจะม ากวนผม
ให้หาอะไรทำซักอย่างทุกที ไอ้เกมส์ที่ผมคิดไว้ว่าจะเล่นเมื่อนานมาแล้ว พี่เอแกก็ประเดิมเล่นจบไปก่อนผมซะอีกแถมเคลียร์
จบทุกแบบแล้วซะด้วย ตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนาให้พี่เอที่ยืมเครื่องเกมส์ของผม ไป เล่นเกมส์ไม่ผ่านด่านซักเกมส์
ผมจะได้มีเวลาว่างเป็นส่วนตัวในห้องบ้าง คุณน้าก็โทรมาบอกไว้ว่าวันนี้จะมีผู้เช่าหอคนใหม่มาเ ข้าพักพอดี
แต่ตั้งแต่เช้าแล้วนอกจากรถบรรทุกตู้ขนาดใหญ่ที่มาจอ ดอยู่หน้าหอพักแล้ว ผมก็ไม่เห็นใครซักคนที่ดูเหมือนผู้เช่าหอพักซักนิด
ผมที่กวาดกองใบไม้ในสวนลั่นทมเสร็จกำลังจะขึ้นไปก็มี เสียงออดดังพอดี ผมจึงต้องไปเปิดประตูรั้วหอพัก
เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่แว่นตาหนาเตอะท่าทางดูเหมือนเด็กเรียนกำลังยืนท่า ทางอารมณ์เสียสุดๆ
"นี่ฉันรอมาตั้งแต่เช้าแล้วนะ!รู้ไหมมันเสียเวลามากขน าดไหนนะหา!" มาถึงก็พาลใส่ผมซะอย่างงั้นเลย
"ขอโทษทีนะครับ น้องมาตอนไหนผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย?" "ใครเป็นน้องนายอย่ามาตีสนิทให้มากนะ แล้วฉันก็มาตั้งแต่เช้าแล้ว
แค่ไปเดินเล่นแถวๆนี้เอง" ผมก็ไม่ได้กะตีสนิทหรอกนะแต่ที่ว่าเธอนะออกไปเดินเล่ นแถวๆนี้ใครจะไปรู้ได้ละครับ?
"เรื่องนั้นช่างมันเถอะ" แล้วเธอคนนั้นก็เดินเข้ามาในหอพัก "นี่กุญแจห้องของเธอรู้แล้วใช่ไหมว่าอยู่ห้องไหน"
"นำทางไปทีซิจะได้ให้พวกคนงานขนของเข้าไป" ผมถึงได้รู้ว่าไอ้รถบรรทุกขนาดใหญ่นั่นนะขนพวกชั้นวา งหนังสือ
มาเพียบท่าทางจะหนักไม่ใช่เล่น แล้วก็ลังกระดาษที่ติดป้ายว่าหนังสืออีกประมาณสิบกว่ ากล่องได้
สงสัยคิดจะเอามาเปิดร้านเช่าหนังสือละมั้ง ทั้งชั้นวางหนังสือ กับหนังสือจำนวนมากพวกนี้ "นี่ตรงนั้นนะขนของระวังหน่อยเซ่"
ยัยเด็กคนนี้ไม่มีสำมาคารวะกับผู้ใหญ่บ้างเลยหรือไงน ะ เที่ยวสั่งผู้ใหญ่แบบนั้นความเกรงใจนะมีบ้างไหมเนี่ย
"นายก็ด้วยช่วยยกกล่องพวกนี้ไปวางเรียงตรงโน้นทีห้ามเ ปิดดูละ!" หนังสือพวกนั้นคงจะเป็นของสำคัญมากเลยสินะ
"กล่องนี่นะจะให้เอาไปวางไว้ตรงไหนละ?" ผมที่ช่วยทยอย ยกกล่องขึ้นมาให้เหมือนกับเป็นคนงานที่โดนจ้างมาซะงั ้น
"ตรงนั้นมั้ง"ห้องโล่งๆที่ไม่เคยมีอะไรมาก่อนนอกจากเตียงตอนนี้เต็ มไปด้วยชั้นวางหนังสือโต๊ะเขียนแบบแล้วก็ชั้นวางของ
"เธอเรียนสถาปัตย์งั้นเหรอ?"ผมถามเพราะเห็นว่ามีโต๊ะเขียนแบบกับพวกอุปกรณ์วาดรูป ด้วย "เรื่องนั้นนายไม่จำเป็นต้องรู้"
"หมดธุระแล้วก็ไปได้แล้ว" เป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวเองขี้โวยวายเหมือนใครบางคนเล ยแฮะ แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก
ผมที่บังเอิญเดินไปเตะกล่องๆหนึ่งเข้า "ระวัง!" กล่องกระดาษใบนั้นล้มคว่ำลงกระดาษแบบร่างตัวการ์ตูนก ็ล้นออกมาจากในนั้น
"ขอโทษทีจะเก็บให้" "ไม่ต้องเข้ามายุ่งเลย!ห้ามอ่านนะ!" ช้าไปแล้วมือผมที่หยิบขึ้นมาสายตาก็มองไปเห็นเข้าพอด ี
"วาดสวยดีนะแต่เนื้อเรื่องมันออกจะ..."ผมที่หน้าเริ่มจะเปลื่ยนเป็นสีแดงๆเพราะมันเป็นการ์ต ูนสำหรับผู้ใหญ่ซะมากกว่า
"เอาคืนมาได้แล้ว!แล้วจะไสหัวไปไหนก็ไปเลย" เด็กสาวคนนั้นพูดจบก็เดินไปสะดุดกล่องอีกใบล้มเหมือน กัน
"ช่วยกันเก็บดีกว่ามั้งไหนๆพี่ก็เห็นหมดแล้ว"ผมยื่นมือไปฉุดเธอขึ้นมา "ห้ามบอกใครเด็ดขาดละ!สัญญานะ!"
"สัญญาเลย"จากนั้นพวกเราสองคนก็ช่วยกันเอาหนังสือการ์ตูนเข้าชั ้น "นายต่อช่องสัญญาณโทรทัศน์เป็นไหม"
"ก็พอจะเป็นนะ" เธอก็ยื่นสายAVสีขาว-แดงที่พันกันมั่วมาให้"ต่อให้ทีซิ" หลังจากผมต่อสายAVเสาสัญญาณเข้ากับDVD
ก็ลองเทสด้วยการหยิบDVDการ์ตูนใกล้ๆมือมาลองเปิดดู "แผ่นนั้นไม่ได้นะ!" เธอบอกผมช้าไปแล้ว...
หน้าจอเล่นไปเรื่อยๆ "ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่เปิดได้ก็โอเคละนะ" "แต่แผ่นนั่นมัน..."
ซักพักเนื้อหาของการ์ตูนมันเริ่มจะไม่ใช่การ์ตูนไปเร ื่อยๆผมเลยรีบกดหยุดแผ่นทันที "ขอโทษทีนะไม่นึกว่าจะเป็นอย่างนี้"
"ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรแล้วก็ออกไปได้แล้ว" พอใช้งานคนเสร็จคำพูดจะขอบคุณซักคำก็ยังไม่มีเลย แถมยังไล่ส่งไปอีก
"เดี๋ยว... พรุ่งนี้ว่างไหม?" เด็กสาวรั้งแขนไว้ "ว่าง...ว่าแต่ทำไมเหรอ?" "พรุ่งนี้มาที่ห้องที แล้วก็อย่าลืมสัญญาละ"
วันต่อมาหลังจากที่ผมจัดการเรื่องงานต่างๆเสร็จก็ไปท ี่ห้องของเด็กคนนั้นอีก "เข้ามาซิ..."
คราวนี้ห้องของเธอดูเหมือนร้านเช่าหนังสือการ์ตูนขนา ดย่อมๆได้เลย "ช่วยถมดำช่องที่เขียนxเอาไว้ให้ทีนะ"
"อะไรอีกละเนี่ย?" "ช่วยหน่อยเถอะน่านะ!ไหนๆก็เห็นหมดแล้วนี่นา" ผมก็จะช่วยรักษาความลับให้ได้อยู่หรอกนะ
แต่ว่าให้มาช่วยงานวาดการ์ตูนแล้วผมจะได้อะไรขึ้นมาอ ีกละ? "นี่คงไม่ได้คิดจะหลอกใช้พี่หรอกใช่ไหม?"
"ถ้างั้นอยากได้อะไรตอบแทนละ? ค่าจ้าง?หรือว่า..." เธอมองมาทางผมแล้วก็ส่งสายตาเชิญชวน
"แก่แดดจริงๆนะเรานะ พี่ไม่สนเด็กอย่างเธอหรอก" คราวนี้กลับทำให้เธอฉุนกึกซะได้ "เด็กอะไรกันฉันนะโตแล้วนะ!"
"ดูยังไงก็เด็กชัดๆ คนที่เอาแต่ใจไม่มีสัมมาคารวะแล้วก็ทำอะไรแก่แดดแบบเ ธอนะ" ผมไม่ได้คิดจะชวนทะเลาะกับเธอ
จริงๆเลยนะแต่ดูเหมือนผมจะแทงเข้าใจดำเธอเต็มๆ "คำก็เด็กสองคำก็เด็กมันจะมากไปแล้วนะ!"เธอค่อยๆปลดเสื้อคลุม
ออกทีละชิ้น"เฮ้ย!นี่เธอจะทำอะไรนะ!" "แบบนี้ยังจะว่าเด็กอีกไหม?แล้วก็ถ้าฉันตะโกนร้องให้ค นช่วยตอนนี้จะเป็นยังไงนะ?"
ผมนึกสภาพตอนที่เจ๊ลูวิ่งพรวดเข้ามา แล้วผมก็มีสภาพหลังจากนั้นไม่ต่างจากศพซักเท่าไหร่ "เข้าใจแล้ว..."
"งั้นก็ถอนคำพูดที่ว่าฉันเป็นเด็กซะด้วยนะ!" "ยังไงก็แล้วแต่เธอก็ควรจะรีบใส่เสื้อผ้าซะก่อนเถอะนะ"
คราวนี้กลับเป็นเธอซะเองที่เขินซะจนหน้าแดงเป็นลูกพล ับ "อย่ามองแบบนั้นซิ คนลามก!" คราวนี้ผมเลยแกล้ง
จ้องมองซะเต็มที่เลย "ผู้ใหญ่นะเรื่องแค่นี้เขาไม่อายกันหรอกนะ" "ลามก! คนลามก!" คราวนี้ผมทำเธอจะร้องให้ซะแล้ว
"ขอโทษทีนะเมื่อกี้ล้อเล่นนะล้อเล่นแล้วทำไมเด็กอย่าง เธอถึงต้องมาเช่าหอพักอยู่คนเดียวละ?" เธอตอบผมทั้งๆที่ยังโมโห
อยู่อย่างนั้น "ไม่ใช่เด็กซักหน่อยปีหน้าฉันก็จะเข้ามหาลัยแล้วนะ!แล ้วก็ที่มาเช่าหอพักอยู่คนเดียวเพราะฉันนะไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะซิ"
"ก็เลยหนีออกมาจากบ้าน ด้วยเงินเก็บแล้วก็มาเจอที่นี่เข้าสินะความรู้สึกแบบ นี้ก็เหมือนพวกคุณหนูที่ไม่เคยผจญ
กับความยากลำบากแล้วอยากมาลองใช้ชีวิตตัวคนเดียวใช่ไ หมละ?"พี่เอพูดไปพยักหน้าไปทำท่าเหมือนเข้าใจทุกๆอย่าง
แล้วพี่เอเข้ามาที่ห้องน้องเขาตอนไหนกันละเนี่ย "แล้วพี่สาวคนนี้เป็นใครเข้ามาในห้องฉันได้ยังไง?" อย่าถามพี่เลย
พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าเข้ามาตอนไหน "ถ้าจะถามว่าพี่นะหรือคือใครกัน? พี่ชื่อพี่เอเป็นพี่สาวของจีคุงยังไงละ
แล้วเด็กน้อยน่ารักคนนี้ละชื่ออะไรเอ่ย?" "ชื่อมินท์ค่ะถ้ารู้แล้วก็เชิญออกไปนอกห้องได้แล้วคนจ ะทำงาน"
ผมก็ว่าจะทำตัวเนียนเดินตามพี่เอ ออกมาด้วยซักหน่อยแต่ก็โดนรั้งแขนเอาไว้ "จะหนีไปไหนละคุณผู้ช่วย?"
"หนุ่มสาวสองคนในห้องปิดนะ ไว้ใจไม่ได้หรอกนะเพื่อสวัสดิภาพของน้องๆที่น่ารักขอ งพี่ พี่จะอยู่เฝ้าให้เอง"
"งั้นก็อย่ารบกวนการทำงานละ" เนื่องจากว่าพี่เอเป็นคนที่สมาธิสั้นมากๆละมั้ง อยู่นิ่งๆได้ซักพักก็เริ่มที่จะค้นDVD
มานั่งดูแล้วแต่ว่าDVDแผ่นนั้นมัน... "พี่เอเรื่องนั้นอย่าดูเลยจะดีกว่านะ..." ห้ามไม่อยู่แล้วพี่เอเปิดเสียงดังซะจนผมไม่เป็น
อันทำงานเลย "โอ้โหนี่มันการ์ตูนแน่เหรอเนี่ย เล่นกันพิศดารเหลือเกินนะ" แต่พอมองไปอีกด้านหนึ่งน้องมินท์ที่พยายาม
เร่งเขียนงานเป็นบ้าเป็นหลังแทบจะไม่ได้สนใจเสียงDVD นั่นซักนิด สงสัยคงจะเคยดูเอาไว้ใช้เป็นข้อมูลในการเขียนละมั้ง
"จีคุงไม่สนใจจะเล่นแบบ3Pบ้างเหรอไงจ๊ะองค์ประกอบก็พร ้อมแล้วนะ หุหุหุ" ผมคิดว่าตอนนี้ผมอยู่ในช่วงวิกฤตซะแล้ว
ผมทำไมถึงไม่เอะใจบ้างเลยนะว่าที่พี่เอหน้าแดงๆนะเพร าะไปดื่มเหล้ามาอีกแหงๆ แล้วไอ้น้ำส้มที่พี่เอส่งให้น้องมินท์
ดื่มเมื่อกี้นี้มันก็คงจะเหล้าอีกนะแหละ ถึงได้ทำตาเคลิ้มๆแล้วนั่งปั่นงานแบบไม่สนใจเสียงที่ ได้ยินซักนิด
"น้องมินท์ๆพี่จะสอนวิธีเป็นผู้ใหญ่เร็วๆให้เอาไหม?"น้องมินท์ที่ได้ยินถึงกับหยุดวาดงานแล้วหมุนเก้าอี้ห ันกลับมาฟัง
"ทำยังไงละพี่เอ?" ดูจากสายตาตอนนี้ผมเดาได้เลยว่าน้องเค้าเมาเหล้าแล้ว ชัวร์ๆ "ไม่เห็นยากเลยก็ต้องมีครั้งแรกก่อนนะสิ"
เอาแล้วไงครับพี่ท่านตอนนี้สัญญาณเตือนภัยซึนามิของผ มดังขึ้นมาแล้ว พร้อมๆกับที่พี่เอไปยืนขวางประตู แล้วน้องมินท์
ก็ค่อยๆปลดกระดุมเสื้อออก "ต่อจากเมื่อกี้เลยใช่ไหมค่ะ" จะมาต่อจากเมื่อกี้อะไรกันอีกเล่า!? สภาพแบบนี้มันชวนให้เขาใจผิดสุดๆ
กับคนเมาสองคนแล้วคนที่มีสติก็ควรจะหลีกเลี่ยงจริงไห ม? แต่ตอนนี้ข้างหน้าผมมีคนเมาเหล้าที่คิดจะลอกคราบผมแล ะข้างหลัง
ผมก็มีคนเมาเหล้าที่กำลังจะลอกคราบตัวเองอยู่ ผมจะผ่านคนเมาเหล้าสองคนนี่ยังไงดีละเนี่ย? แอ๊ด เสียงเปิดประตู
ที่เหมือนกับเสียงสวรรค์ที่จะช่วยฉุดให้ผมออกจากฝันร ้าย .... "ทำอะไรกันอยู่นะ หืม?" เสียงที่คุ้นหู แต่น้ำเสียงนั้นเป็นเสียง
ที่ราวกับว่าดังมาจากก้นบึ้งของนรกที่ไร้ก้นเลยทีเดี ยว "อ้อ กล้ามากนะกระทั่งเด็กใหม่ก็ยังไม่เว้น?กล้าลองมาเจ๊จ ัดให้ได้"
นั่นเป็นเสียงที่ผมได้ยินเป็นเสียงสุดท้ายที่ผมจำได้ ก่อนที่จะรู้สึกวูบพร้อมๆกับหมดสติไป...
เหตุการณ์หลังจากที่ผมหมดสติไป
จนมาตื่นบนเตียงบุนวมในห้องหมอเนี่ยผมจำไม่ได้เลยซัก นิดเดียวแต่ที่แน่ๆคือผมระบมไปหมดทั้งตัว มีรอยฟกช้ำตามตัว
และเป็นอันเข้าใจได้เลยว่าถ้านี่เป็นเกมส์ ห้องของหมอก็คือจุดเซฟสำหรับผมไปแล้ว หลังจากที่ผมมักจะชะตาขาดเกมส์โอเวอร์เสมอๆ
หลังโดนบอสเจ๊ลูใช้ท่าไม้ตายใส่ "เลิกเฟ้อได้แล้วละมั้ง?" หมอมองมาทางผมที่ สายตาเลื่อนลอยออกไปกับจินตนาการแบบกู่ไม่กลับ
"สงสัยจะได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองจนทำให้เอ๋อใช่ ไหมค่ะ ไม่นะผู้ช่วยที่สำคัญของฉัน!" น้องมินท์พูดพลางกังวล
แล้วผมกลายมาเป็นผู้ช่วยน้องเขาไปตั้งแต่เมื่อไหร่กั นละเนี่ย "ไม่หรอกตานั่นนะเอ๋อมาแต่กำเนิดแล้ว"หมอพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
เจ๊ลูมองมาพลางทำตาเขียวใส่ แล้วก็กระซิบที่ข้างหูผม "น้องคนนี้นะไม่ชอบให้ถูกเรียกว่าเด็กนะ เป็นเด็กหนีออกจากบ้านแต่ทางบ้าน
เขาก็รู้กันหมดแล้ว ลุงเขาก็ฝากฝังมากับทางนี้ไว้แล้วด้วย ก็เด็กจริงๆนะแหละ แต่จะย้ำไว้อีกสักรอบก็แล้วกันนะ... เรื่องนั้นนะห้ามเด็ดขาด!"
ดูเหมือนร่างกายของผมที่ถูกทำให้จดจำความโหดร้ายของเ จ๊ลู ถึงกับสั่น แต่ผมก็พยายามระงับไว้ไม่ให้ผิดสังเกตุ "เข้าใจแล้วเจ๊"
เรื่องนั้นที่ว่าก็คงเรื่องความสัมพันธิ์ฉันท์ชู้สาว นั่นแหละแต่นั่นมันก็ข้อตกลงแรกๆเลยที่ทำผมสามารถใช้ ชีวิตอยู่ในหอพักนี้ได้
"ดีมาก!" เจ๊ลูพูดสั้นๆ แล้วก็ไปคุยอะไรนิดหน่อยกับน้องมินท์ "เจ้าหมาหื่นตัวนั้นนะจะใช้งานอะไรก็สั่งได้เต็มที่เล ยนะไม่ต้องเกรงใจ"
แล้วผมกลายเป็นสุนัขรับใช้เจ๊ลูไปตอนไหนกันละเนี่ย "ฉันไปก่อนละนะอ้อ เย็นนี้กินสเต็กก็แล้วกันนะ" คนที่ไปไวมาไวเหมือนพายุ
แล้วก็เดาใจไม่ออกเอาซะเลยว่าคิดอะไรอยู่กันแน่ ผมคิดว่าชาตินี้ยังไงก็คงไม่เข้าใจอยู่ดีนะแหละ เพราะงั้นอย่าพยายามในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ดีกว่า
"มาที่ห้องสมุดด้วย" หมอพูดแล้วก็เดินออกไปจากห้อง โดยที่ผมยังไม่ทันได้พูดอะไรซักคำ "นี่นายนะมาปั่นงานให้เสร็จๆซะด้วยนะ!"
"นั่นเป็นคำขอร้องต่อผู้ใหญ่อย่างงั้นเหรอ?" ผมละเอือมละอาจริงๆกับเด็กไร้มารยาทคนนี้กับคนในหอนี ่ที่ทำอะไรตามใจตัวเองกันมากเกินพอดี
นี่แหละนะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเกลียดเด็กๆด้วยะละมั้ ง "ไม่ใช่คำขอร้องแต่เป็นคำสั่ง! เดี๋ยวนี้" น้องมินท์ดูท่าจะไม่ยอมง่ายๆซะแล้ว
"ก็ถ้าพี่ไม่ไปละเธอจะทำอะไรพี่ได้?" ผมคิดว่ามินท์คงจะถูกเอาใจมามากเกินไปจนมีนิสัยเอาแต ่ใจแล้วก็ชอบเอาชนะตามประสาลูกเศรษฐีละมั้ง
เหมือนกับว่าผมมองเห็นเจ๊ลูตอนเด็กๆยังไงยังงั้น "ก็ถ้านายไม่ยอมมาทำงานดีๆละก็ฉัน..." "จะทำไม? ก็ถ้าไม่ไปซะอย่าง
เธอก็ทำอะไรไม่ได้หรอก" ผมยิ้มเยาะเย้ย"ฉันจะฟ้องเจ๊ลูว่านายลวนลามฉัน!"งานเข้าละครับ ถ้าน้องมินท์พูดไปแบบนั้นจริงๆ
ผมคงต้องกลับจุดเซฟง่ายๆอีกแน่ๆ "คิดเหรอไงว่าเจ๊ลูจะยอมเชื่อเด็กๆอย่างเธอง่ายๆรึไง" ผมพยายามทำใจดีสู้เสือ
"เชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามแต่ ยังไงถ้าฉันทำแบบตอนนั้นคิดว่าเจ๊ลูจะยอมเชื่อไหมละ. ... ว่าไหม... "ถอดแบบกันมาเลยนี่มันเจ๊ลูสมัยเด็กๆชัดๆ
"ตกลงจะยอมช่วยหรือไม่?" เธอจ้องมองผมด้วยสายตาที่ต้องการคำตอบ "เฮ้อ ช่วยได้เท่าที่ช่วยละกันแต่ไม่เกินห้าโมงเย็นนะยังมี งานอีกเยอะ"
ผมก็ช่วยเธอลงเส้นถมดำก็ทำงานผู้ช่วยทั่วๆไปนั่นนะแห ละ แต่ดูเธอที่ทำงานด้วยความตั้งใจอย่างใจจดใจจ่อแทบไม่ สนใจอะไรรอบข้างเลย
ทำให้ผมอดถามไม่ได้ "มินท์การวาดการ์ตูนมันสนุกมากขนาดนั้นเลยหรือ?" เด็กสาวยังคงก้มหน้าก้มตาเขียนต่อพลางพูด "ก็ฉันชอบมันนี่นา"
"มันน่าสนใจตรงไหน" ผมพูดพลางหยิบต้นฉบับการ์ตูนของมินท์ ขึ้นมาดู "ก็ในนั้นนะเราสามารถเป็นอะไรก็ได้อย่างที่อยากจะเป็น"
"แค่นั้นเองนะเหรอ?" มินท์ดึงต้นฉบับไปจากมือของผม "ถามเซ้าซี้อยู่ได้รีบๆทำเร็วๆเข้าเถอะ!" ทุกๆอย่างที่เราจะเป็นงั้นเหรอ?
เนื้อหาของการ์ตูน ของมินท์นั้นตัวเอกพยายามรวบรวมพรรคพวก มีทั้งเพื่อนสนิทและพรรคพวกมากมาย ร่วมเดินทางผ่านชะตากรรม
ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อฟันฝ่าอุปสรรค์... "มัวแต่อู้อยู่นั่นแหละ " ท่าทางของเธอตอนที่กำลังพยายาม กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย
จากความพยายามและความตั้งใจของเธอในตอนนี้แล้ว ดูแล้วเหมือนราวกับว่าเป็นคนละคนกับเด็กสาวเอาแต่ใจค นเมื่อกี้ลิบลับ
"นายเคยมีความฝันอะไรซักอย่างไหม?" จู่ๆเธอก็พูดขึ้นมาในขณะที่มือก็กรีดลายเส้นลงบนกระด าษสีขาวออกมาเป็นรูปภาพ
"เคยมีแต่มันก็ครั้งหนึ่งนานมาแล้วละนะ"ผมนึกถึงภาพคนที่จากผมไปชั่วนิรันดร์และความฝันที่สิ ้นสุดลงไปแล้ว "ฉันอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูนนะ"
"ยะ อย่าหัวเราะนะ! นี่มันเป็นทางที่ฉันเลือกเองด้วยตัวของฉันเอง..ฉัน.. ก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกจริงไหมละ?"
"พี่ไม่ได้ยิ้มดูถูกมินท์เพราะเห็นว่ามันเป็นเรื่องตล กหรอกนะ" "งั้นก็อย่าหัวเราะแล้วทำหน้าแบบนั้นสิ!"
ผมเข้าใจดีว่าเธอหมายถึงอะไร แต่ผมก็ยังอยากจะแกล้งเธอต่ออีกซักหน่อย "ถ้าเธอมีเพื่อนเยอะแยะเหมือนในการ์ตูนก็คงจะดีสินะ"
เธอวางมือจากโต๊ะงาน "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายด้วย!" รู้สึกว่าที่ผมพูดไปแทงใจดำของเธอเข้าให้อย่างจัง เธอพูดทั้งน้ำตาคลอเป้า
"ก็แล้วจะทำไมละ..ฉันนะ..อยู่ตัวคนเดียว..ได้นะ..ไม่จ ำเป็นหรอกคนพวกนั้นนะ..ไม่จำเป็นเลยซักนิดกะอีแค่เป็ นลูกคนใหญ่คนโต
แล้วไงละ.. แค่ชอบคุยเรื่องการ์ตูนแล้วทำไมละ.. ก็แค่ฉันมีความฝันไม่เหมือนคนอื่นเค้ามันผิดนักหรือย ังไงกันละ?"เธอเช็ดน้ำตาออก
"คนเรานะอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้หรอก...ถ้าเธอไม่มีเพื่อ นพี่จะเป็น..." ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคผมก็รู้สึกได้ถึงคลื่นพล ังแปลกประหลาด
ที่อยู่ด้านหลังของผม "ทำไมนายไม่มาที่หอสมุด..." เสียงของหมอทั้งราบเรียบเชื่องช้าและเย็นยะเยือกราวก ับเสียงของวิญญาณยังไงอย่างนั้น
"พะ พอดีมันติดงานมากไปหน่อยนะขอโทษทีนะคราวหน้าจะพาไปทำ บัตรหอสมุดให้นะ ขอโทษด้วยจริงๆ" หมอขยับแว่นตาแล้วขยับหน้ามาใกล้ๆผม
"งั้นรึ" แล้วหมอก็เดินออกไปจากห้อง มินท์ทำเหมือนไม่มีอะไรเคยเกินขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งหน้าตั้งตาเขียนการ์ตูนตรงหน้าเธอต่อไป
เธอเหลือบไปมองนาฬิกาแล้วหันเก้าอี้กลับมา "นี่มันสองทุ่มแล้วนะที่เหลือฉันจัดการเองได้" แย่แล้วละซิงานเข้าแล้วไง!?ผมลืมเรื่องทำข้าวเย็นไปซ ะสนิท
ตายละหว่าเนื้อก็ยังไม่ได้ซื้อมา สเต็กก็ยังไม่ได้หมักเอาไว้ แถมยังไม่ได้เตรียมอะไรเอาไว้เลย... ผมพยายามที่จะไม่นึกถึงปีศาจสองตน
ที่อาจจะอาละวาดเพราะไม่ได้กินสเต็ก จนสามารถฉีกเนื้อผมกินแทนสเต็กก็ได้ ผมเดินกลับไปที่ห้องของเจ๊ลูด้วยสภาพที่เหงื่อกาฬไหล พลั่กทั้งๆที่อากาศไม่ร้อนเลยซักนิด
"โอ้ท~กลับมาแล้วเหรอจีคุง~รีบๆมากินสเต็กกันเถอะ อุ่นเสร็จเรียบร้อยแล้วนะ~" พี่เอยิ้มเริงร่าเข้ามาเรียกไปที่โต๊ะอาหารที่เจ๊ลูน ั่งตีหน้าบึ้งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
"เอาเถอะถึงจะเป็นสเต็กที่สั่งร้านมาก็เถอะนะ ยังไงสเต็กก็คือสเต็ก รีบๆกินก่อนที่มันจะเย็นซะละ" ผมยัง งง ไม่หายอย่างคนงกอย่างเจ๊ลูนะเหรอจะสั่งสเต็กอย่างหรู มากิน?
"ก็อภินันทนาการจากคุณหนูมินท์ไงนี่ถือว่าเป็นค่าแรงน ะ เค้าบอกมาว่าอย่างนั้น"พี่เอพูดตัดบทพร้อมๆกับตัดชิ้นเนื้อคำโตยัดเข้าปาก
ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆว่ามินท์คิดอะไรอยู่กันแน่ หรือว่านี่อาจจะเป็นคำขอบคุณในแบบของเธอก็ได้ สงสัยจะได้ยินที่เจ๊ลูพูดเปรยๆไว้ว่าอยากจะกินสเต็กเ ลยสั่งมาให้ละมั้ง
กว่าผมจะรู้ตัวอีกทีสเต็กส่วนของผมเจ๊ลูก็ขโมยไปกินค รึ่งนึงแล้ว "เฮ้ย เจ๊ทำงี้ได้ไงนี่มันส่วนของผมนะ?" เจ๊ลูเคี้ยวสเต็กส่วนของผมกลืนลงคอก่อนที่จะเช็ดปาก
แล้วบ่นอย่างเซ็งๆ "รู้ไหมว่าฉันนะรอกินข้าวเย็นตอนหกโมงเย็นนะไม่ใช่สอง ทุ่ม!"พูดจบก็ซดน้ำเปล่า ดังอึกๆเหมือนตาแก่ซดเบียร์ยังไงยังงั้น "เฮ้อ~อิ่มๆ"
"ก็ทำไมไม่กินกันไปก่อนเลยละ"ผมหันกลับไปมองอาการฮึดฮัดไม่พอใจเป็นเด็กๆ "งี่เง่า"เจ๊ลูพูดแค่นี้แล้วก็เก็บจานที่กินเสร็จแล้วก็กลับเข ้าห้องนอนไป
"ยัยนั่นเป็นอะไรของเขานะ?" "ก็ลูจังนะรอคอยให้พวกเรามากินข้าวด้วยกันพร้อมหน้ากั นยังไงละ" พี่เอพูดแกมยิ้มนิดๆ "ก็ยังเด็กอยู่ดีละนะ"
ผมไม่เข้าใจเรื่องที่พี่เอพูดสักนิด "อ้อ เดี๋ยวพี่ล้างจานเองนะ" ผมก็กลับไปที่ห้องของตัวเองแล้วก็ล้มตัวลงนอนด้วยควา มเหนื่อยล้า
เช้าที่สดใส ผมก็อยากจะพูดอย่างนั้นอยู่หรอกนะ ถ้าไม่ต้องมาเจอคนทำหน้าเซ็งชีวิตรับอรุณอย่างเจ๊ลูต ั้งแต่เช้า
"กินเสร็จแล้วขอตัวไปทำงานก่อนนะ"เจ๊ลูพูดจบก็เก็บจานส่วนของตัวเองแล้วก็ทำท่าจะออกไป "อืม~พี่ว่าถ้าให้มินท์มากินข้าวด้วยก็คงจะดีไม่น้อยเ ลยละนะ"
"อย่าไปโอ๋ยัยลูกคุณหนูเอาแต่ใจมากนักเลยน่าพี่เอ เป็นแค่เด็กเอาแต่ใจแท้ๆพ่อแม่ก็ไม่มีลุงที่มีก็ยังท ิ้งขว้างฝากให้คนอื่นดูแลอีก สงสัยเพราะเอาแต่ใจนะแหละนะ"
น้องมินท์ที่เปิดประตูห้องเจ๊ลูเพราะคิดจะมาตามผมไปช ่วยงานต่อจากเมื่อวาน ได้ยินเรื่องทั้งหมดถึงกับน้ำตาซึมแล้ววิ่งออกไป
"เจ๊ลู!รู้ตัวไหมนะว่าพูดอะไรออกไป!ถึงเจ๊ลูจะไม่ชอบข ี้หน้าเด็กคนนี้ซักเท่าไหร่นิสัยเอาแต่ใจตัวเองก็งั้ นๆแต่มันก็ควรจะมีขอบเขตบ้าง"
"แล้วที่พูดมานั่นนะไม่ใช่ความจริงรึไง?หรือว่าจะให้ฉ ันมานั่งเทคแคร์ยัยเด็กงี่เง่าขาดความอบอุ่นนั่น?" "ตึง!"พี่เอถึงกับตบโต๊ะเสียงดัง
"หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะทั้งสองคนนะแหละ!ลูจังถึงจะไม่ชอบ ยังไงคุณลุงเค้าฝากดูแลก็ไม่ควรทำแบบนั้นไม่ใช่เหรอ ส่วนจีคุงไปตามเด็กคนนั้นมาซะนี่ไม่ใช่เวลามานั่งทะเ ลาะกันนะ!"
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าน้องมินท์วิ่งเตลิดไปถึงไหนต่ อไหนแล้ว ผมพยายามตามหาทุกๆที่เท่าที่จะทำได้แต่ก็ไม่เจอตัวเธ อเลย
ในที่สุดผมก็กลับมาที่หอพัก เหลือบมองไปเห็น หมอที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนม้านั่งในสวนลั่นทมอย่าง ไม่สนใจอะไร "เป็นหมอนี่ก็ดีจังนะไม่มีเรื่องให้กลุ้มใจ"
หมอยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ทั้งอย่างนั้น"มีอะไร" "หมอเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆใส่แว่นตาหนาเตอะผ่านมาทา งนี้บ้างรึเปล่า"
ผมก็แค่ถามส่งๆไปงั้นแหละไม่คิดว่าหมอจะบอกผมได้หรอก "ถ้าเด็กที่มาพักที่หอ... อยู่ข้างสะพานริมน้ำทิศตะวันออกเฉียงใต้ใต้พิกัด 356.286"
นั่นมุขแบบใหม่หรือไงกันละนั่น แต่ก็เอาเถอะแค่หมอยอมพูดด้วยก็ถือว่ามากพอแล้วละนะ ในหลายๆความหมายสำหรับคนที่ไม่ค่อยยอมปริปากอะไรเลยน ะ
"ขอบใจนะ" หมอหยุดอ่านหนังสือตรงหน้าแล้วขยับแว่นตา "อย่าลืมเรื่องบัตรห้องสมุด" ผมก็นึกว่าเรื่องอะไรซะอีก
"จบเรื่องนี้แล้วเดี๋ยวเย็นนี้จะพาไปทำให้เลยสัญญาเลย"พูดจบผมก็รีบวิ่งตรงไปยังสะพานที่หมอบอกไว้ "สัญญาแล้วนะ"ผมได้ยินเสียงหมอแต่ก็คิดว่าคงหูแว่วไปเองละมั้ง
ที่ข้างสะพานที่หมอบอก ผมเห็นน้องมินท์ทำหน้าเบื่อโลกอยู่กับพี่เอ "มินท์อย่าไปโมโห ลูจังเลยนะจ๊ะเค้าก็แค่หงุดหงิดพูดไปเรื่อยเปื่อยก็แ ค่นั้นเอง"
"แต่ที่เค้าพูดมาทั้งหมดมันก็ถูกทั้งหมด..ฉันมันเป็นแ ค่เด็กเอาแต่ใจไม่มีใครคบเพื่อนซักคนก็ไม่มีกำพร้าพ่ อ-แม่แม้กระทั่งลุงแท้ๆยังทิ้งขว้างอีก"
"ไม่ต้องเก็บเอาไปใส่ใจมากก็ได้นะ สิ่งสำคัญจริงๆนะก็คือภายในตัวเราไม่ใช่หรือไงจ๊ะ?อี กอย่างมินท์นะไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวหรอกนะ ลุงของมินท์นะเค้าฝากฝังไว้เลยนะ.."
"ก็แค่อยากจะให้มินท์ออกมาจากบ้านเท่านั้นเองไม่ใช่หร ือไง?" "ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกจ๊ะ เพราะคุณลุงของมินท์นะไม่อยากให้มินท์ต้องมายุ่งวุ่น วายกับปัญหาภายในนะ
คนที่เป็นห่วงมินท์ที่สุดก็คือคุณลุงนั่นแหละนะ ถึงได้ฝากมินท์ให้พวกพี่ดูแลยังไงละ" มินท์ยังนั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆพี่เอ "แต่ว่า..นอกจากคุณลุงแล้วมินท์ก็ไม่มีใครอีกแล้ว"
"ใครว่าละทุกๆคนที่หอนะ พร้อมจะเป็นเพื่อนกับมินท์ทุกๆคนเลยนะเอาละๆเรามาโยน ความทุกข์ทิ้งไปกันเถอะนะ!"มินท์หันหน้ามามองพี่เอด้วยความงุนงง"เอ๋?"
"ก็ทำแบบนี้ไงเอา ฮึ๊บ ความทุกข์จงลอยหายไป~"พี่เอตะโกนพร้อมๆกับเขวี้ยงก้อนหินกระทบกระดอนแฉลบผิ วน้ำ เป็นจังหวะ
"ลองทำดูบ้างสิ"พี่เอยิ้มให้มินท์แล้วก็ยื่นก้อนหินให้ "คะ..ความทุกข์ จงลอยหายไป"มินท์โยนไปยังไม่ทันแฉลบผิวน้ำก็จมซะแล้ว
"ฮิฮิฮิฮ่าฮ่าฮ่า เคล็ดลับมันอยู่ที่ต้องตะโกนดังๆแล้วเขวี้ยงให้สุดแร งนะ!ลองใหม่นะ"พี่เอยิ้มให้มินท์แล้วก็ยื่นก้อนหินให้อีกครั้ง
"ความทุกข์จงลอยหายไป"มินท์เขวี้ยงไปพร้อมๆกับพี่เอกับมินท์ตะโกนพร้อมๆกัน ก้อนหินก้อนนั้นกระทบบนผิวน้ำเป็นจังหวะสามครั้งแล้ว ก็จมหายไป
"เอาละนี่ก็เย็นมากแล้ว..กลับกันเถอะนะตอนนี้นะจีคุงค งจะตามหามินท์จนหัวปั่นแล้วละมั้งคงจะเป็นห่วงมินท์น ่าดูเลยละนะ"
ผมก็ยืนซุ่มอยู่บนสะพานนี่ไงละครับเพียงแต่มันไม่ใช่ สถานการณ์ที่ผมควรจะโผล่ออกไปเลยนะซิ "พี่เอ..ไม่ใช่อย่างนั้นซักหน่อย!"
"โอ๊ะๆ หรือว่าหรือว่า..." มินท์จู่ๆก็หน้าแดงสงสัยเพราะร้อนที่ออกแรงเยอะไปละม ั้ง "ก็บอกว่าไม่ใช่ยังไงเล่า!"
"งั้นคิดยังไงกับจีคุงเขาบ้างละ?"พี่เอยังคงถามอย่างคาดคั้นต่อ "กะ..ก็เป็นผู้ช่วยที่ดี"มินท์เริ่มจะหลบสายตาพี่แล้วหยิบก้อนหินขึ้นมาเขวี้ย งออกไป
"เห~แค่นั้นจริงๆนะเหรอ~"พี่เอเหล่ตาทำท่าสงสัยนิดๆ"ก็ไม่ได้สนใจอะไรคนซื้อบื้องี่เง่าพรรคนั้นหรอก!" "นั่นไงๆคนซื้อบื้อท่าทางงี่เง่านั้นอยู่บนสะพานพอดี"
"พี่เอเห็นผมตั้งนานแล้วสินะ" ผมคิดว่าหลบได้เนียนแล้วซะอีกแต่ดูท่าทางพี่เอแล้วคง จะรู้ว่าผมมานานแล้วแหละ "ก็เห็นตั้งแต่จีคุงมานั่นแหละนะ"
"มะ..ไม่ใช่อย่างนั้น..นะ แง.."มินท์ที่เห็นผมเข้าถึงกับทำอะไรไม่ถูกวิ่งหนีไป ผมกำลังจะวิ่งตามเธอไปอีกรอบ"ตอนนี้ปล่อยไปเถอะนะ~จ๊ะ"
"ผมก็ไม่ได้อยากจะเล่นหนังอินเดียที่วิ่งไล่ข้ามเขาเป ็นลูกๆเหมือนกันนะ"จู่ๆผมก็รู้สึกได้ถึงรังสีแปลกๆจากด้านหลัง หมอที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ยืนอยู่ข้างหลังผม นั่นเอง
"รู้แล้วๆน่า ทำบัตรห้องสมุดใช่ไหมโอเคๆเดี๋ยวพาไปทำแน่ๆวันนี้เลย" พี่เอหัวเราะชอบใจที่เห็นผมร้อนตัวเพราะหมอที่ยังไม่ ทันพูดอะไรสักคำแต่ก็แผ่รังสีแปลกๆ
ที่บรรยายไม่ค่อยถูก เย็นวันนั้นผมก็พาหมอไปทำบัตรห้องสมุด ทั้งๆที่น่าจะทำเองคนเดียวก็ได้แท้ๆ พอผมกลับมาทำข้าวเย็นที่ห้อง
เจ๊ลูก็ยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดบ่นเรื่องกับข้าววันนี้ อีกตามเคย มันก็เหมือนทุกๆวันละนะถ้าอยากให้อร่อยกว่านี้ แน่จริงเจ๊ลูก็มาทำเองสิ
แต่ก็เพราะผมรู้ซึ้งดีเลยว่าถ้าขืนให้เจ๊ลูทำข้าวเย็ นมันคงออกมารับประทานไม่ได้แหงๆ งั้นผมก็คงต้องจำใจทำต่อไปอย่างเดิมนั่นแหละดีแล้วเพ ื่อตัวผมเอง
ส่วนเรื่องของน้องมินท์พี่เอก็เล่าให้ฟังหมดแล้วเว่า เจ๊ลูนะไปขอโทษดีๆแล้ว มินท์ก็บอกว่าไม่เป็นไร ผมก็เพิ่งจะได้ยินว่าเจ๊ลูเป็นฝ่ายขอโทษเองก็คราวนี้ แหละ
"ทำไม?จ้องหน้าทำไม?หน้าฉันเหมือนย่าแกรึไง?" ก็เพราะนิสัยแบบนี้นั่นแหละนะทำให้คนเขาเข้าใจผิดกัน ง่ายๆ ถ้าเจ๊ลูเป็นผู้ชายผมคงโดดต่อยหน้าไปแล้ว
แต่นั่นผมก็ได้แค่คิดละนะ ถ้ามองกลับกันแล้วผมตอนนี้คิดว่าน้องมินท์ถึงจะทำตัว เข็มแข็งแค่ไหนลึกๆก็ยังเป็นเด็กน่าจะทำตัวให้สมกับเ ป็นเด็กมากกว่านี้นะ
แต่ถ้ามานึกๆดูดีๆ คนที่ทำตัวเป็นเด็กไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่ยังมี แล้วเด็กที่ทำตัวไม่สมกับเป็นเด็กก็ปล่อยเขาไปเถอะนะ
sohigh159
02-11-2009, 09:52 AM
มาต่ออีกแล้วแหะ อ่านต่อโลดเรยง้าบ =w=\\
ปล.อ่านแล้ว รุสึกว่ารอบๆตัวเฮียจะมีซึนเดเระซะส่วนใหญ่น่ะนี้ หุหุหุ
[แว่วเสียงโขกสับเครื่องปรุงและกลิ่นอาหาร]
}การรุกรานของคนก้นครัว{
วันนี้ก็เป็นวันธรรมดาๆที่แสนธรรมดาอีกวันหนึ่ง วันนี้ผมต้องไปจ่ายตลาดเพราะว่าสต๊อกของสดในตู้เย็นห มดเกลี้ยงเลยเพราะพี่เอ
เอาไปทำกับแกล้มเบียร์ซะได้ เอาละไหนๆก็ไหนๆแล้ววันนี้แหละ ผมจะโชว์ฝีมือการเลือกเฟ้นของสดชั้นดีจากตลาด
ที่ได้รับสืบทอดวิชาการคัดเลือกวัตถุดิบชั้นดีมาจากค ุณน้า เพราะผมเคยไปช่วยจ่ายตลาดตอนเช้าๆกับคุณน้าบ่อยๆตอนเ ด็กๆ
และนั่นเองที่ทำให้ตัวผมเองมีประสบการณ์ในการเลือกวั ตถุดิบชั้นดีมาทำอาหารเก่งพอๆกับกุ๊กตามร้านอาหารเลย ทีเดียว
วันนี้ผมจะพลาดไม่ได้แน่นอน กับกุ้งกุลาที่เพิ่งเข้ามาวันนี้ "อ้าวๆขอโทษทีนะจีพอดีมีคนเหมากุ้งชั้นดีไปหมดแล้วนะ"
"ไม่เป็นไรครับงั้นผมขอปลากรายตัวนี้ก็แล้วกันนะครับ" พ่อค้าปลาหยิบตัวที่ผมเลือกให้ยื่นให้ผมที่ถอนหายใจย าวๆเพราะเสียดาย
"สายตาในการเลือกปลายังเฉียบคมเหมือนเคยนะแต่ว่าแม่สา วที่เหมากุ้งไปเมื่อเช้าก็ใช่ย่อยนะ" ไม่ได้การละซิ
การซื้อของที่ตลาดสดที่นี่ต้องแข่งกับเวลาด้วย ใครไวกว่าก็จะได้วัตถุดิบที่สดกว่า ถูกกว่าคุณภาพดีกว่าไป ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่
จะต้องพึ่งประสบการณ์ก็เถอะนะ แต่ถ้ามีคนที่มีประสบการณ์พอๆกันแล้วละก็ คงจะต้องตัดสินกันที่ใครไวกว่าสินะ!
ตัวผมที่ลืมจุดประสงค์หลักที่จะมาจ่ายตลาดเพื่อซื้อข องสดไปแล้ว มุ่งหน้าเข้าไปยังแหล่งผักชั้นดีที่เรียงรายกันอยู่ด ้านในสุดของตลาด
"คุณป้า ขอผักกาดหอม.." ยังไม่ทันที่ผมจะหยิบผักกาดที่เล็งไว้ มือผอมเพรียวเล็กๆคู่นั้นก็คว้าใส่กระจาดอย่างรวดเร็ ว
"ทั้งหมดเท่าไหร่ค่ะ"เด็กสาวตาสีเขียวอำพันผมสีน้ำตาลแดงผูกผมแกละสงสัยคง จะเป็นลูกครึ่งละมั้งแต่นั่นไม่ใช่ประเด็น
เธอหยิบเอาผักกาดที่ผมเล็งไว้ไปซะแล้วนอกจากผักกาดแล ้วผักอื่นๆที่ผมเล็งๆไว้ก็ถูกเธอกวาดเอาไปจนเกลี้ยง "แปดสิบบาทจ๊ะ"
ผมก็ได้แต่ไปหยิบผักที่คุณภาพรองลงมาเพราะไม่ทันเธอค นนั้น "ฮุฮุฮุฮุ สงสัยหนุ่มจีจะไม่ทันกินสาวนอกแล้วละ"ป้าคนขายผักหัวเราะชอบใจ
"ทุกๆทีพ่อหนุ่มเล่นหยิบผักสดๆดีๆไปซะเกลี้ยงคราวนี้โ ดนซะเองเป็นไงบ้างละจ๊ะ"ป้าคนขายผักแอบหัวเราะในลำคออย่างสะใจสงสัยว่า
คงจะเก็บกดมานาน "นั่นใครนะป้า ผมไม่คุ้นหน้าเลย"ผมชี้ไปที่เธอคนนั้นที่เลือกกระทั่งใข่ไก่ด้วยสายตาท ี่เฉียบคมไม่พลาดไม่มีตกหล่นซักนิด
"ญาติๆเจ้าของลานเบียร์ย่านนั้นไงละ" ผมกลับไม่นึกเอะใจบ้างเลยว่าทำไมถึงหน้าคุ้นๆ เพราะเป็นญาติของพี่ทศเจ้าของลานเบียร์สด
ที่ผมมักจะพาพี่เอไปดื่มที่นั่นบ่อยๆ กว่าผมจะรู้สึกตัวอีกทีเธอก็หายลับไปกับกลุ่มคนแล้ว "นั่นแน่สนใจแม่สาวนอกนั่นละสิท่า"
"ไม่ใช่หรอกป้าก็แค่เจ็บใจนิดหน่อยที่มาซื้อไม่ทันนะ"ผมมองลงไปที่ตระกร้าของที่ยังโหวงเหวงอยู่นอกจากผักไ ม่กี่ชนิด
"หนุ่มๆสาวๆก็ดีแบบนี้ละนะ"ผมไม่อยากจะคุยยืดเยื้อจึงบอกลาป้าขายผักมา เพราะว่าผมมีคิวที่จะต้องซื้อของอีกยาวเหยียดเป็นหาง ว่าว
และเป็นอันแน่นอนว่าผมมักจะมาช้าไปหนึ่งก้าวเสมอๆ ทั้งร้านขายอาหารทะเล เนื้อสัตว์ ผัก กว่าผมจะมาของดีๆก็โดนกวาดเรียบไปหมดแล้ว
ผมได้แต่ถอดถอนหายใจ คงได้แต่ต้องยอมแพ้ละนะผมบ่นกับตัวเองก็ไปเจอ คู่กรณีที่ผมพ่ายแพ้ไปยืนงงทำท่าทางเหมือนกับว่าจะหล งทาง
เธอหันรีหันขวางอยู่นาน พอเธอสบตากับผมปุ๊ปก็รีบตรงเข้ามาหาผมทันที พร้อมๆกับสายตาที่เหมือนลูกแมวโดนทิ้ง
"คุณค่ะขอโทษนะค่ะ เห็นรถ4wdสีขาวจอดอยู่แถวๆนี้บ้างไหมค่ะพอดี เรามากับน้าแล้วหาที่จอดรถไม่เจอนะค่ะ"ผมโดนจ้องมาด้วยสายตา
ที่คาดหวังคำตอบ "จำจุดสังเกตุรถได้บ้างรึเปล่าละครับ?"ผมถามเพราะเห็นรถอย่างที่ว่าในตลาดนี้ 4-5คัน "มีรูปบูลด็อกตัวใหญ่ที่ท้ายรถนะค่ะ"
"ถ้างั้นก็อยู่ถัดไปจากตรงนี้อีกสามช่องตรงนั้นไงครับ"ผมชี้ไปพร้อมๆ กับพี่ทศที่ยืนกวักมือเรียกพอดี ก็ไม่รู้หรอกนะว่าจะเรียกผมหรือน้องเขากันแน่
พี่ทศพอเห็นผมเข้าพอดีก็ตรงดิ่งมาหาผมทันที "ไงไอ้น้องมาจ่ายตลาดเหรอพอดีเลยๆเดี๋ยวพี่ไปส่งเองพอ ดีมีเรื่องอยากจะไหว้วานอยู่พอดีแล้วนี่รู้จักกันเหร อ?"
พี่ทศหันไปถามเธอคนนั้น"พอดีเราหลงทางนะค่ะได้คุณคนนี้ช่วยไว้"ที่จริงผมไม่ได้ช่วยอะไรเลยแต่ถูกขอให้ช่วยต่างหาก"ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมายหรอกครับ"
"นี่จีรุ่นน้องที่มหาลัยพี่เอง ส่วนจีนี่โซดาเป็นญาติห่างๆของพี่นะ เอาไว้ไปคุยกันต่อที่ร้านก็แล้วกันนะ"ผมก็มักจะเป็นแบบนี้เสมอๆตั้งแต่สมัยมหาลัยแล้ว
ถ้าเจ๊ลูไม่อยู่ผมก็มักจะโดนพี่ทศลากไปทำนู่นทำนี่เส มอๆนะแหละ เพราะผมเป็นคนที่เรียกใช้งานง่ายด้วยละมั้ง
พอมาถึงร้านของพี่ทศก็คุยกันถึงเรื่องเก่าๆไปได้ซักพ ัก "เออ จีพอดีพี่มีเรื่องอยากจะขอร้องน่ะนะ"จู่ๆพี่ทศก็ตีหน้าจริงจัง
"คือว่าพี่อยากจะยกโซดาให้เป็นเจ้าสาวของจีนะ"เล่นเอาผมที่กำลังซดน้ำชาถึงกับสำลักเลยทีเดียว "ล้อเล่นนะล้อเล่นฮ่าฮ่าฮ่า"
"พี่มีอะไรก็ว่ามาเถอะเลิกล้อเล่นแบบปั้นหน้าจริงจังแ บบนี้ได้แล้ว"ผมหยิบผ้ามาเช็ดโต๊ะส่วนที่เปียก"มันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก..."
พี่ทศพูดเหมือนกับว่าจะจับคู่ให้ผมซะงั้น"คือว่าแบบนี้นะพ่อพี่นะฝากโซดาให้มาอยู่ด้วยแต่เมียพ ี่นะสิมันไม่ยอม พี่ก็เข้าใจนะจะไปฝากกับคนอื่นก็กลัวไม่ปลอดภัย"
"ก็เลยจะมาฝากผม พี่อย่ามาอำซะให้ยากเลย"ผมก็คิดว่านั่นก็คงจะเป็นมุขของพี่ทศเขาซะอีก"พี่พึ่งได้แต่เอ็งแล้วนะ คนอื่นไม่ไว้ใจมัน"
งานเข้าแล้วสิครับ...พี่ทศแกจงใจจะฝากโซดาให้มาอยู่ก ับผมตั้งแต่แรกเลยนี่นา "ช่วยหน่อยนะจีแค่3-4ปีเองถึงแค่โซดาต่อโทจบนะ"
"อยู่ด้วยกัน3-4ปีนี่พี่จะให้ผมแต่งไปเลยไหมละครับพี่ทศ?"ผมก็พูดติดตลกไปงั้นแหละ "เอาแบบนั้นก็ได้นะเดี๋ยวพี่ไปสู่ขอจีเอง"
พี่ทศแกถ้าไม่พูดให้จริงจังก็จะเล่นตามน้ำไปเรื่อยงี ้แหละ สมัยอยู่มหาลัยก็มักจะมาลากผมไปเป็นตัวตัดมุขให้ทุกท ี จนได้แฟนรุ่นเดียวกับผมก็เพราะมุขเนี่ยแหละ
"เอางี้ละกันนะพี่พอดีผมดูแลหอพักอยู่ที่หนึ่งใกล้ๆมห าลัยนะแหละเป็นหอหญิงด้วยให้โซดาไปเข้าพักที่นั่นเลย ก็ได้โอเคไหมละพี่?"
"โอเคเบตงตกลงโนพรอมแพรมเลยละไอ้น้อง!"พี่ทศยิ้มร่าดีใจทำท่าเหมือนปัดสวะพ้นตัวได้ยังไงอย่ างนั้น ผมคิดว่าผมคงคิดไปเองคนเดียวละมั้ง
"ย้ายไปอยู่วันนี้เลยก็ได้นะครับ" "ขอบใจมากๆเลยไม่ได้จี นี่พี่โดนภรรเมียว่ากรอกหูอีกยาวแน่ๆเดี๋ยววันนี้พี่ ไปส่งเองเอ้าๆดื่มๆ "
ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่าว่าในโคล่าของผมเนื่ยมันม ีกลิ่นแอลกอฮอลล์ คงคิดไปเองละมั้ง ผมก็คิดอย่างนั้นแหละนะแต่ผมคิดว่า
ตัวผมเองชักจะเมา โคล่าแล้วสิ ผมมานึกเอะใจได้ทีหลังว่าพี่ทศแอบผสมให้ผมดื่มเล่นเอ าผมวูบไปเลย ...
ผมรู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ในห้องของผมเอง หัวผมยังมึนๆอยู่นิดหน่อยแต่ก็พอจะมีสติอยู่บ้าง ก็ได้กลิ่นเครื่องเทศลอยมาจากในครัว
ใครกัน!?ที่มันเข้ามาอยู่ในห้องของผม!? "ตื่นแล้วเหรอค่ะ สวัสดีค่ะ"โซดายิ้มทักผมที่เพิ่งจะลุกจากโซฟา แบบคนเมาค้าง
"ที่นี่มันห้อง..ของผมแล้วเธอเข้ามาได้ยังไงกันนะ!?"ผมยังคงสับสนกับเหตุการณ์ในตอนนี้อยู่นี่มันเกิดอะไร ขึ้นกันแน่?แล้มผมกลับมาที่ห้องได้ยังไง?
"ก็เข้ามาทางประตูนะค่ะมีทางอื่นด้วยเหรอค่ะ?"เธอยังยิ้มทักผมเหมือนเด็กไม่มีผิดเป็นรอยยิ้มที่บริ สุทธิ์ใจ จนผมคิดว่านั่นคงจะตอบจริงๆไม่ใช่ล้อเล่น
จะว่าไงดีละ.. ใสซื่อแบบเด็กๆหรือว่าอ่อนต่อโลกดีนะ แต่เรื่องนั้นนะช่างมันเถอะ "แล้วผมกลับมาที่ห้องได้ยังไงกันละเนี่ย?"ผมยันตัวขึ้นมาจากโซฟา
"พี่ทศพามาส่งนะค่ะ"ผมได้กลิ่นเหมือนสมุนไพรปนๆกับเครื่องเทศลอยออกมาจาก ในครัวจางๆ"แล้วนั่นเธอทำอะไรอยู่ในครัวนะ?กลิ่นเหมือน..."
"ตุ๋นยาจีนแก้เมาค้างนะค่ะเดี๋ยวต้องกินให้หมดด้วยนะค ่ะ อ๊ะ!ไหม้แล้วๆ"โซดารีบวิ่งเข้าไปในครัว "จะว่าไงดีละลูกครึ่ง ซุ่มซ่าม น่ารัก หุ่นดี..โรงงานโมเอะชัดๆ"
ผมสาบานได้เลยว่านี่ไม่ใช่ความคิดผมแน่ๆ แต่เป็นเสียงของน้องมินท์ที่จะมาเรียกผมมาช่วยงานนั่ นเอง "วันนี้มาช่วยงานที่ห้องหน่อยได้ไหม?"
"พี่เมาค้างนิดหน่อยนะขอโทษทีนะวันนี้คงไปช่วยอะไรไม่ ได้..." พลางจับหน้าผากตัวเองที่ยังร้อนๆอยู่ "พึ่งพาอะไรไม่ได้เลยนะงั้นก็รักษาตัวด้วยแล้วกัน"
"เมื่อกี้มินท์พูดว่าอะไรนะ?"สงสัยว่าผมจะหูฝาดไปเองว่าได้ยินอะไรทำนองนี้ เพราะมินท์ทำท่าเหมือนไม่ได้พูดอะไรออกไปแล้วก็ออกไป จากห้อง "ไม่รบกวนแล้วละ"
"เมื่อกี้ใครมาเหรอค่ะ"โซดาใส่ถุงมือยกหม้อดินเผา ออกมาจากครัว "เด็กในหอนี้นะเดี๋ยวก็ได้รู้จักกันเองนะแหละ"ผมมองไปที่หม้อดินเผาที่วางอยู่ตรงหน้า
"เป็นยาแก้เมาค้างนะค่ะทานให้หมดด้วยนะค่ะ" ผมเปิดฝาออกก็เห็นซุปสีดำสนิทเหมือนกับจะเห็นกระดูกไ ก่ลอยอยู่แล้วก็เครื่องยาจีนกับใบอะไรซักอย่าง
แต่กลิ่นของเครื่องยาจีนฉุนกึกเล่นเอาผมแทบอ้วก จนต้องเบือนหน้าหนี "ทำไมเหรอค่ะไม่ชอบอย่างนั้นเหรอค่ะหรือว่าฉันทำอะไรใ ห้ไม่พอใจรึเปล่า"
โซดาจ้องหน้าผมอย่างผิดหวังเล็กๆ "หรือว่าที่ฉันทำมันรบกวนคุณจีมากเกินไป.."คราวนี้เธอกลับทำหน้าเหมือนกับจะร้องให้ออกมา "ไม่ใช่หรอกนะ!"
"ถ้างั้นก็รบกวนทานให้หมดด้วยนะค่ะ อุตส่าห์ทำสุดฝีมือเลย" ผมมองกลับไปที่ซุปสีดำนั่นเหมือนกับเห็นเนื้ออะไรแปล กๆลอยขึ้นมาแล้วจมหายไปด้วย
"ผมขอรับเอาไว้แค่น้ำใจก็พอแล้วละนะ อันที่จริงเธอไม่ต้องมาทำอะไรพรรคนี้ให้คนที่พึ่งจะเ จอหน้ากันครั้งแรกก็ได้นะ.."ผมพยายามหลบสายตาเธอ
ไม่ใช่ว่าเพราะผมเขินเธอหรอกนะแต่เพราะผมแพ้น้ำตาผู้ หญิงนะสิ.. "ไม่ใช่หรอกค่ะ เราเคยเจอกันมาก่อนหน้านี้แล้วนะค่ะที่ร้านพี่ทศ..."
"ผมคิดว่าเธอจำคนผิดไปมากกว่านะ" "ไม่หรอกค่ะ"เธอส่ายหน้า"จำได้ไหมค่ะว่าจะมีอยู่ช่วงหนึ่งคุณจีมาที่ร้านพี่ทศ บ่อยๆนั่งโต๊ะตัวเดิมๆคนเดียว"
"ทำหน้าเหมือนกับว่าโลกจะแตกนั่งดื่มเบียร์อยู่คนเดีย วจนร้านเลิกทุกๆวัน ช่วงนั้นฉันไปฝึกอยู่ที่ร้านพี่ทศแล้วก็ทำกับแกล้มให ้เองค่ะ"ผมคิดว่า..
ผมจำอะไรทำนองนั้นไม่ได้เลยซักนิดเดียว และนั่นผมก็เมาอยู่ด้วยไม่ใช่หรือไงจะไปจำได้ยังไงละ "ขอโทษทีนะผมจำอะไรทำนองนี้ไม่ได้เลย.."
"อย่างนั้นเองเหรอค่ะ..ไม่เป็นไรค่ะงั้นก็จำซะตอนนี้เ ลยเป็นไงค่ะ"เธอยิ้มแล้วจ้องหน้าผมราวกับเด็กที่ไร้เดียงสา "นั่นนะสินะ.."
"เอาละซุปก็หายร้อนแล้วรีบๆทานก่อนมันจะเย็นซะนะค่ะ เอ๊ะ?หรือว่าไม่มีแรงให้ป้อนด้วยไหมค่ะ?"ผมไม่ใช่ไม่มีแรงหรอกแต่สัญชาติญาณของผม
มันบอกว่าให้หลีกเลี่ยงไอ้ซุบสีดำแปลกๆท่าทางอันตราย นี่ต่างหาก "ขอโทษทีนะซุปนี่ใส่อะไรลงไปมั่งเหรอ?"ผมมองไปที่ถ้วยซุปอีกครั้ง
เหมือนกับจะเห็นลูกตาเล็กๆของอะไรซักอย่างลอยขึ้นมาแ ล้วจมหายไป "ความลับค่ะ สูตรใครสูตรเขาสิค่ะ บอกไม่ได้หรอกค่ะ"ผมมองไปที่ถ้วยซุปอีกครั้ง
รอบนี้เห็นหางของตัวอะไรสักอย่างลอยขึ้นมาแล้วจมหายไ ป "ขอโทษทีนะผมกินอะไรที่..ไม่รู้ที่มาไม่ได้หรอกนะ" เธอทำหน้าช็อคเหมือนโลกจะแตก
ตอนนั้นเองเสียงโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้นมาช่วยผ มไว้พอดี มาจากที่ทศนั่นเอง "พี่เอาของๆโซดามาให้แล้วนะอยู่ตรงหน้าหอแล้วนะส่วนเร ื่องค่าเช่าพี่คุยกับคุณน้า
เสร็จเรียบร้อยแล้วจะโอนให้ผ่านทางบัญชีนะ อ้อ อีกอย่างหนึ่งพี่ต้องขอบใจจริงๆเลยที่ให้โซดาไปจากพี ่ได้ซะที" "พี่ทศที่พูดเนี่ยหมายความว่าอะไรนะ?"
"อะ..ฮะฮะฮ่าฮ่า ไม่มีอะไรหรอกทั้งนั้นแหละ"พี่ทศหัวเราะกลบเกลื่อน "คงไม่ใช่วิบากกรรมเรื่องอาหาร.." "อ๊ะสัญญาณไม่ดีเลยแค่นี้ก่อนนะซ่าซ่า.."
พี่ทศตัดสายผมแบบจงใจส่วนเสียงซ่าซ่า นั่นก็เสียงพี่ทศอีกนั่นแหละคงพยายามหลบเลี่ยง ภาระที่ผมจะต้องเจอต่อไปนี้สินะ แล้วสาเหตุที่พี่ทศไม่ให้โซดามาอยู่ด้วย
ก็คงจะเป็นเพราะอาหารที่โซดาทำอีกแหงๆ นั่นแหละ คงไม่นอกเหนือไปกว่านี้ ก็ถึงขนาดที่ว่าต้องให้มาอยู่ที่หอวันนี้เดี๋ยวนี้เล ยก็เพราะมันใกล้เวลาอาหารเย็นแล้วสินะ
คงจะอันตรายต่อมื้อค่ำแสนสุขของพี่ทศและครอบครัวแน่ๆ แต่ถ้าผมยอมเสียสละ กินซุบสีดำพลีชีพตรงนี้ ครอบครัวพี่ทศก็จะปลอดภัยสินะ เรื่องอะไร
ผมจะต้องยอมทำถึงขั้นนั้นด้วย? "ซุบนี้มันใช้ไม่ได้จริงๆนะเหรอค่ะ ฉันนะ..ฉันอุตส่าห์..ทำสุดฝีมือเลยนะค่ะ"เธอพูดทั้งๆที่น้ำตาจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ
"จีคุง~จีคุง ทำเด็กผู้หญิงร้องให้ได้ยังไงกันจ๊ะ เด็กม่ายดีเลยนะ~"พี่เอ พูดทั้งๆที่แค่เดินยังเดินได้ไม่ตรงเซไปเซมาเหมือนคน เมา ไม่สิไม่ใช่เหมือนแต่เมาอยู่จริงๆต่างหาก
"พี่เอไปเมามาจากไหนอีกละนั่นนะ" พอผมเห็นพี่เอท่าทางเมาเดินเซเข้ามาในห้อง ความคิดอันชั่วร้ายก็เข้ามาสู่หัวสมองของผม ผมยังต้องใช้ชีวิตนี้อีกนาน
ผมยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ ยกโทษให้ผมด้วยเถอนะพี่เอ.. "โซดาซุปของเธอจะไม่เสียเปล่าแล้วละ"ผมแตะไหล่เธอเบาๆที่นั่งกอดเข่าเศร้าอยู่มุมห้อง
"เอ๋ จริงเหรอค่ะ?"ผมชายตามองไปทางพี่เอที่นั่งอยู่บนโซฟา โซดาก็มองตามสายตาผมไปสบตากับพี่เอเข้าพอดีเป็นไปตาม แผนทุกอย่าง ผมทำแววตาชั่วร้ายเหมือน
นักฆ่าหน้ามึนจะสังหารนักสืบหนุ่มขอบตาดำด้วยสมุดโน๊ ตยังไงอย่างนั้น "นั่นใครนะเหรอค่ะ?" โซดามองไปทางพี่เอที่เมาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ช่างไม่รู้เลยว่า
ตัวเองจะกลายเป็นเหยื่อของแผนการเอาตัวรอดของผมซะแล้ ว "พี่สาวผมเอง ชื่อพี่เอนะ เขาชอบเมาค้างบ่อยๆถ้างั้น.."ผมมองไปที่ซุบสีดำอีกครั้งเป็นสัญญาณให้โซดา
คราวนี้ผมไม่เป็นอะไรแปลกๆอีกแล้ว ถึงจะเห็นผมก็ไม่กังวลกับมันแล้วละก็เพราะคนที่จะได้ ชิมไม่ใช่ผมนะสิ "เราชื่อโซดาค่ะจะมาพักที่นี่ขอรบกวนด้วยนะค่ะ"
"อื้อๆพี่ชื่อพี่เอนะมีอะไรสงสัยก็ถามได้ ว่าแต่..ต้มซุปไก่ดำอยู่เหรอน่ากินจังขอพี่ลองชิมหน่ อยนะ"เป็นไปตามที่ผมคิดทุกๆอย่าง โซดาตักซุบใส่ถ้วยให้พี่เอ
ส่วนพี่เอก็ซดรวดเดียวหมด "ฮ้า~อร่อยดีจัง~ขอเพิ่มอีกนิดได้ไหม?"โซดาตักเพิ่มให้พี่เออีกถ้วย"หมดเลยก็ได้นะค่ะ" ส่วนผมไม่กล้ามองลงไปที่ก้นหม้อหรอกนะ
เพราะผมทำใจยอมรับกับส่วนผสมไม่ได้นะสิ "โซดาพี่ทศเอาของๆเธอมาให้แล้วนะไปช่วยกันยกหน่อยสิ"ผมพูดพลางดื่มน้ำเย็น เพราะรู้สึกว่าตัวเองสร่างเมาแล้ว
"ค่ะ" เธอตอบสั้นๆแล้วตามผมลงมาช่วยกันยกข้าวของๆเธอไปไว้ท ี่ห้อง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอุปกรณ์ทำครัวแล้วก็เอ่อ..เครื่องปร ุงวัตถุดิบแล้วก็ของแห้ง
มีตู้แช่ขนาดใหญ่ที่ต้องวานให้พวกก่อสร้างใช้เครนยกเ ข้าทางหน้าต่างด้วย ผมข้องใจกับกระเป๋าพรานทหารขนาดใหญ่ นั่นจริงๆ"กระเป๋านั่นใส่อะไรไว้งั้นหรือ?"
"ความลับค่ะไม่สามารถเปิดเผยได้"ถ้าให้ผมเดาก็คงเป็นวัตถุดิบแปลกๆที่หาได้จากก้นหม้อ ซุปเมื่อกี้นั่นแหละนะ ผมก็ได้แต่ภาวนาแหละนะว่าไอ้วัตถุดิบที่ว่าคงไม่ได้ผ สม
รวมอยู่ในสูตรอาหารต่อๆไปของเธอนั่นแหละนะ แต่ถึงยังไงผมก็ควรจะหลีกเลี่ยงสูตรอาหารพิศดารของโซ ดาท่าจะดีกว่าจริงๆละมั้ง
sohigh159
03-01-2009, 10:03 PM
เฮียจีหายไปเรยอ่าา อยากอ่านต่อแล้ววว
[เรื่องรักเล็กน้อยแต่มหาศาล]
}การรุกรานที่เป็นไปไม่ได้{
เข้าช่วงหน้าร้อนแล้วสินะ ตัวผมเองที่เริ่มชินกับงานที่เหมือนกับพ่อบ้าน
เข้าไปทุกทีเนี่ย สงสัยจะเป็นเพราะสถานการณ์มันพาไปซะด้วยสิ
งานของผมก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ทำความสะอาดหอพัก ทำอาหารเช้า-เย็น
ปลุกเจ๊ลูกับพี่เอและน้องหญิง ซักผ้า ซ่อมแซมหอ ก็งานคนใช้ดีๆนี่แหละนะ
เหมือนกับว่าผมจะลืมอะไรบางอย่างไปซะสนิท อะไรที่มันสำคัญ..
มันอะไรกันนะ ผมแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้าอย่างเหม่อลอย
ทันใดนั้นเองพัดกระดาษขนาดมหึมาก็ฟาดลงมาที่หน้าผมด้ วยมุม45องศา
ไม่ใช่ของใครอื่นที่ไหนไกล พัดของเจ๊ลูที่ยืนกอดอกอยู่ใกล้ๆนั่นเอง
"ทำหน้าเหม่อมองฟ้าหาสวรรค์วิมานอะไรยะ คงจะคิดละซิว่าลืมอะไรบางอย่างไป"
เจ๊ลูที่ไม่รู้ไปโมโหอะไรมาโยนปึกกระดาษที่เขียนบัญช ีของหอพักลงตรงหน้าผม
"อีตาคนไม่สนโลก ดูนี่ซะสิ นี่มันอะไรกันนะหา!ไอ้เลขติดลบตัวแดงๆเนี่ยนะ!"
ถูกต้องแล้วครับ ไอ้เลขตัวแดงๆนี่คือสถานะทางการเงินของหอพักนี้ที่ยั งติดลบอยู่
จะถามว่าทำไมนะเหรอครับ ก็เพราะว่า.. ผมยังไม่เคยเก็บเงินค่าเช่าหอจากใคร
เลยสักครั้ง แถมคนเช่าพักที่มีอยู่ก็แทบจะนับรายหัวได้เลย "ถ้านายไม่ทำฉันจะทำเอง!"
เจ๊ลูที่ตอนนี้เรียกได้ว่าอารมณ์กำลังขึ้นสุดๆ ขนาดที่ว่าถ้ามีภูเขาไฟกำลังจะระเบิด
ก็คงจะหยุดเจ๊ลูไม่ได้แล้ว ตอนนั้นเองโทรศัพท์จากคุณน้าแม่เจ๊ลูก็โทรเข้ามาพอดี
"จีคุงเหรอจ๊ะ นี่แม่เองนะ คือเรื่องค่าเช่าห้องนะแม่เปิดบัญชีให้คนเช่าโอนเข้า มานะ
ส่วนสมุดบัญชีกับรหัสatmก็น่าจะอยู่ในตู้ไปรษณีย์ ทั้งหมดเลยนะจ๊ะน่าจะส่งไปถึงแล้วนะ"
เพิ่งจะมาบอกผมอะไรตอนนี้ละครับ..ผมเดินไปที่ตู้ไปรษ ณียแล้วหยิบซองสีน้ำตาล
มาแกะดูอยู่ครบหมดจริงๆอย่างที่คุณน้าว่า "ฝากจัดการด้วยนะจ๊ะอ้อ อย่าลืมบอกลูด้วยนะจ๊ะ"
ตัดสายไปแล้ว.. ผมคิดว่าหลังจากนี้ผมคงงานเข้าอีกตามเคยและมิวายจะโด นใช้
แทนกระสอบทรายเพราะเจ๊ลูต้องโทษผมอีกแน่ๆ ที่ไม่บอกเรื่องบัญชี
และแล้วเสียงที่เย็นยะเยือกก็ลอยมาจากด้านหลังของผม
"แหมๆ ทุกๆคนเค้าจ่ายค่าหอพักไปหมดแล้วนะรู้รึเปล่า?แถมโอน ผ่านบัญชีด้วยนะ"
"ฉันเองก็นึกว่ายังไม่จ่ายกันซักคน แล้วบัญชีที่ว่าเนี่ย มัน-อยู่-ที่-ไหน-หา!"
ผมเองยื่นมือที่ยังถือซองสีน้ำตาลไปข้างหน้าเอง โดยอัตโนมัติ
"อ้อ เหรอ อยู่นี่เองสินะ แล้ว-ทำ-ไม-ไม่-บอก-ล่ะ"
ผมว่าผมพยายามจะอธิบายไปแล้วนะ แต่ไม่ทันที่ปากผมจะขยับ รู้สึกตัวอีกที
ตัวผมเองก็นอนอยู่ในห้องของหมอแล้ว เป็นอันรู้กันว่าคุณได้กลับมาสู่จุดเซฟแล้ว
"กลับมาแล้วเหรอ" หมอพูดเปรยๆแล้วมองมาทางผม
"เพราะใครกันละ" ผมมองไปทางเจ๊ลูที่เริ่มจะรู้สึกตัว
"คราวนี้นายผิดเองนะ อีกอย่างต้องประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วๆไปรับรู้ด้วย"
แล้วไหงผมผิดอีกแล้วละเนี่ย ผมก็เพิ่งจะรู้ก่อนเจ๊ลูไม่ถึงสิบนาทีแท้ๆ
"ต้องหาลูกค้าเพิ่มให้มากกว่านี้"เจ๊ลูมองมาทางผมด้วยสายตาแบบโจรโรคจิต
แล้วทำหน้าแบบนึกอะไรสักอย่างออก แต่สำหรับผมมันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
"ไปหาลูกค้ามาซะ!จะเด็กที่ไหนก็ได้ไปลักพาตัวมาซะ"
"เจ๊จะบ้าเหรอไงลูกค้านะไม่ใช่แมวข้างถนนจะได้หาเก็บม าได้ง่ายๆนะ"
"จะอะไรก็ช่างตอนนี้นะ!ไปหาลูกค้ามาเพิ่มซะ!จะเป็นผู้ มีพลังจิต
มนุษย์ต่างดาว คนจากโลกอนาคต หรือว่าสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่ก็ได้ไปหามาซะ"
แล้วเจ๊ลูก็ยื่นใบปลิวโฆษณา ที่เขียนคำเชิญชวนอย่างกับลัทธิชวนเชื่อ..
"เอาไปติดให้ทั่วเมืองซะแล้วก็ประชาสัมพันธิ์ไปในตัวด ้วยเลยนะ"
พูดอะไรเอาแต่ใจชะมัดถ้าลูกค้าหามาได้ง่ายๆแบบนั้นผม เองก็คงไม่ต้อง
ลำบากลำบนมาติดป้ายโฆษณา ตามถนนแบบนี้หรอก...
ผมบ่นกับตัวเองพึมพำอยู่ในขณะที่กำลังติดใบปลิวลงบนเ สาไฟฟ้า
เด็กผู้หญิงผมบ๊อบตัวเล็กๆคนหนึ่งกำลังหอบกระเป๋าใบโ ต
ทำท่าทางราวกับว่าไม่รู้ทิศเหนือทิศใต้ สงสัยคงจะหลงทางอยู่แน่ๆ
"เอ่อ..พี่ค่ะ ถะ..แถวๆนี้มีห้องพักให้เช่าไหมค่ะ คือว่า.."
มันเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆบังเอิญมากเกินไปจนเหมือนจ ัดฉากขึ้นมาเลย
ผมสาบานได้เลยว่าเพิ่งจะออกมาติดใบปลิวได้ไม่ถึงสิบน าทีเลยนะ
"อ้อ ถ้าหอพักนะมีอยู่ที่หนึ่ง เป็นหอพักหญิงนะถ้าสนใจพี่จะพาไป"
"รบกวนด้วยนะค่ะ" ผมเข้าไปช่วยยกกระเป๋าใบใหญ่ของเธอ
"มะ..ไม่เป็นไรค่ะฉะ..ฉันถือเองได้"แต่ดูจากท่าทางของเธอ
กว่าที่จะไปถึงหอพักอีกนานแน่ๆ "พี่ว่าพี่ช่วยถือครึ่งหนึ่งดีกว่ามั้งนะ"
ผมเลยยกหูกระเป๋าข้างหนึ่งแต่กลายเป็นว่า ยกลอยสูงจนแขนเธอ
ที่หิ้วกระเป๋าอีกข้างแทบจะลอยตามแรงของผมเลยทีเดียว
"เอ่อ..พี่..พี่ชื่ออะไรเหรอค่ะ"
"พี่ชื่อจีเป็นผู้ดูแลหอพักลั่นทมสีชาดที่จะพาไปนะ"
ผมกำลังจะยื่นใบปลิวในมือให้เธอดูแต่ลองคิดดูอีกที
ถ้าไม่เห็นใบปลิวนี่ท่าจะดีกว่านะ ไม่อยากเสียลูกค้าที่พึ่งจะมีไป
ด้วยข้อความแปลกๆในใบปลิวของเจ๊ลูซักเท่าไหร่หรอกนะ
ในที่สุดแล้วผมก็ชักชวน(ล่อลวง)เธอเข้ามาที่หอพักนี่ จนได้
เอ่อ..น้องไม่คิดจะหาที่พักอื่นที่ดีกว่านี้บ้างหรือ ?
ผมละอยากจะพูดแบบนี้จริงๆ
"เป็นไปไม่ได้ที่นี่มัน..อพาร์ทเมนท์เก่าของเราสมัยเด ็กๆนี่นา
แต่ที่นี่..ทำไมกันละ..เป็นไปได้ยังไงก็เราได้ข่าวว่ าเลิกกิจการไปแล้วนี่นา"
"ก็เลิกไปแล้วละนะรอบนึง แต่ตอนนี้ก็กลับมาเปิดใหม่อีกรอบแล้วนะ"
"ถ้างั้น..พี่จีค่ะ เรามีเรื่องอยากจะขอร้องหน่อยนะค่ะ"
"ถ้าพี่พอจะช่วยได้ละก็นะ.."
"ช่วยเอาของไปไว้ที่ห้องทีนะค่ะถ้าเป็นไปได้ก็เอาพลั่ วกับเสียมมาด้วย"
เธอพูดจบก็วิ่งไปรอบๆต้นลั่นทมทั่วทั้งหอพัก เหมือนกับหาอะไรสักอย่าง
ผมทำตามที่เธอบอกไปเอาพลั่วมา จะเอาพลั่วไปขุดหาอะไรกันนะ?
เธอคนนั้น พอเห็นพลั่ว ก็ดึงพลั่วจากมือผมไปแล้วก็ขุดอย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่ดินตรงใต้ต้นลั่นทมตรงนั้นแข็งมากเธอก็เลยขุดต่อไ ม่ได้
"พี่ช่วยดีกว่านะ" ผมเอาพลั่วมาจากเธอแล้วลงมือขุด
ทั้งๆที่ยัง งง อยู่กับการกระทำของเธอ แต่ผมดูจากสีหน้าของเธอนั้น
จริงจังมากๆ และพยายามขุดอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับมีสิ่งสำคัญอะไ รสักอย่าง
แต่ผมเองก็ไม่สามารถขุดไปลึกกว่านี้ได้อีกแล้วเพราะม ีปูนโบกทับอยู่
"เป็นไปได้ยังไง ตรงนี้นะไม่น่าจะมีชั้นปูนเลยนี่นา"
"เพราะตอนซ่อมแซมหอพักละมั้งคนงานคงจะผสมปูนแถวๆนี้นะ"
"อะไรกัน เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้..."ตอนนี้เธอกลับ
มีสีหน้าเศร้าสร้อยทั้งๆที่เมื่อกี้ ยังดูกระตือรือล้นจะหาอะไรสักอย่าง
"นี่มันก็เย็นแล้วไว้พี่จะหาวิธีให้ก็แล้วกันนะ"
"ไม่เป็นไรค่ะ เป็นไปไม่ได้ที่จะเอามันขึ้นมาอยู่แล้วใช่ไหมละค่ะ
ไม่ต้องปลอบใจเราหรอกค่ะ " เธอพูดอย่างหมดอาลัยตายอยาก
"อย่าพึ่งทิ้งความหวังง่ายๆสิ พี่คิดว่ามีคนๆหนึ่งที่พอจะช่วยได้นะ"
คนที่ผมหมายถึงก็คงไม่ใช่ใคร ก็หมอเพียงคนเดียวนั่นแหละนะ
....
"ก็อย่างที่ว่ามา หมอพอจะช่วยทำอะไรกับปูนนั่นหน่อยได้ไหม"
"สองวัน" หมอพูดสั้นๆ คงหมายถึงใช้เวลาสองวันละมั้ง
ช่วงนี้ที่พี่เอหายหน้าไปเลยเพราะได้ของเล่นใหม่มา
เครื่องตรวจจับโลหะที่ยืมจากหมอ ที่พี่เอกำลังใช้เล่นสนุกอยู่
ผมละสงสัยจริงๆว่าไอ้เครื่องมือพวกนี้หมอเอามาจากไหน กันแน่
แล้วจะเอาไว้ใช้ทำอะไร ถึงผมถามไปก็คงไม่ได้คำตอบแหงๆ
ส่วนด้านหมอก็เตรียมส่วนผสมอะไรแปลกๆอยู่ในห้องคนเดี ยว
ตั้งแต่สองวันที่แล้วแถมห้ามใครเข้าห้องโดยเด็ดขาดอี กต่างหาก
แล้วก็ติดป้ายหน้าห้องว่า ห้ามเข้าว่าแต่ไอ้สัญลักษณ์
อันตรายที่ติดใต้ข้อความมันคล้ายๆกับที่เห็นติดในโรง งาน
กัมมันตภาพรังสีที่เห็นในสารคดีวันหยุดเป๊ะ
ก็ได้แต่คิดละนะว่าที่หมอจะใช้คงไม่ใช่สารพิษอันตราย
แบบนั้นนะแหละนะ
ส่วนด้านนี้เอง ...
"สรุปว่าน้องเข้ามาพักที่นี่ใช่ไหม?"เจ๊ลูเริ่มบทสนทนาที่เหมือน
ตำรวจซักคนร้ายซะอย่างงั้น "ค่ะ..เป็นตามนั้นค่ะ"
"แล้วเหตุผลที่มาเลือกพักที่นี่ละ?" เจ๊ลูลุกขึ้นยืนท้าวโต๊ะ
ทำท่าเหมือนตำรวจกองสืบสวนกำลังสอบปากคำคนร้ายให้จนม ุม
นี่ตกลงเจ๊แกอยากจะให้น้องเค้าเข้ามาพักที่นี่รึเปล่ ากันแน่เนี่ย?
"คะ..คือ..มันใกล้มหาลัยนะ..ค่ะ..อีกอย่าง"
"อีกอย่างอะไร?" เจ๊ลูยื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้าน้องคนนั้นมาก
จนน้องเค้าแสดงอาการกลัวออกมาจนเห็นได้ชัดจนต้องหลบส ายตา
"ระ..เราเคยพักอยู่ที่หอพักที่นี่มาก่อนนะค่ะ"
เจ๊ลูนั่งลงทำท่าครุ่นคิดแล้วจู่ๆก็ลุกพรวดขึ้น
"ฉันเห็นเธอวิ่งพล่านหาอะไรสักอย่างในหอพักนี้ไปทั่ว
แล้วเธอเข้ามาหาอะไรที่หอพักนี้บอกได้ไหม?"
ผมไม่ทันสังเกตุเลยว่าเจ๊ลูเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากร ะเบียง
ว่าแต่ผมก็สงสัยเหมือนกันนะว่าของที่เธอหาอยู่มันคือ อะไร?
"มะ..ไม่ได้หรอกค่ะมันเป็นของสำคัญมาก"
เธอตอบแบบนั้นแล้วหลบเลี่ยงสายตาเจ๊ลู
"หืม~คงจะเป็นพวกของน่าเบื่ออย่างไทม์แคปซูลอะไรพวกนี ้ละซิ"
เธอคนนั้นกลับทำสายตาตกใจที่เจ๊ลูเดาถูกเหมือนกับว่า อ่านใจได้
"ปะ..เป็นไปไม่ได้..พี่รู้ได้ไงละค่ะ"
"ก็แค่เดาเอาส่วนหนึ่งน่ะนะ แล้วก็คงจะฝังอะไรสำคัญๆ
ที่เป็นความทรงจำ อย่างพวกจดหมายอะไรพวกนี้ไว้ใช่ไหมละ?"
"เป็นไปได้ยังไง..พี่รู้ได้ยังไงค่ะว่าเราใส่จดหมายไว ้"
พี่เอที่จู่ๆก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้พรวดพราดเข้ามาพร ้อมๆกับ
หมวกไฟฉายบนหัว แล้วก็เครื่องตรวจจับโลหะที่ยืมของหมอมา
"พี่จับสัญญาณเรื่องอะไรที่มันน่าสนใจได้แถวนี้นะ"
ไอ้เครื่องตรวจจับโลหะนี่มันจับสัญญาณพวกนี้ได้ด้วยเ รอะ
"ตกลงเธอจะเล่าเรื่องไทม์แคปซูลนั่นได้รึยังละ"
เธอนิ่งเงียบอยู่นาน .. พอเริ่มทำใจได้ก็เริ่มเล่า
สมัยก่อน เราเป็นคนเงียบๆค่ะ ไม่ค่อยจะมีเพื่อนซักเท่าไหร่
แต่ก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง โตกว่าเราตอนนั้นได้ซักปีสองปี
เค้ามักจะโผล่ มาชวนเราไปเล่นด้วยกันเสมอๆ เด็กคนนั้น
แทบจะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียว ที่เรามีในหอพัก เรากับเด็กคนนั้น
สนิทกันมาก กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีว่าชอบเด็กคนนั้นก็ตอนที่จะย้าย บ้าน
ไปอยู่ที่อื่นแล้ว ก่อนที่เราจะย้ายบ้าน เราสองคนก็เลยฝังไทม์แคปซูล
ลงไปที่ใต้ต้นลั่นทม ในหอพักนี่แหละค่ะ แล้วก็สัญญากันไว้
ว่าเมื่อไหร่ที่เราได้กลับมาที่หอพักนี้อีก เราจะมาขุดข้อความ
ที่ฝากถึงกันได้ที่ใต้ต้นลั่นทมนี้นะค่ะ..
"โห น้ำเน่าน่าดูเลยนะเนี่ย แต่ความเป็นจริง
มันไม่ได้สวยหรูอย่างที่น้องอิมเข้าใจหรอกนะ
พี่สาวคนนี้บอกได้เลยว่าเด็กคนนั้นเค้าคงจะลืมไปแล้ว ละ
เพราะนั่นมันก็ตั้งห้าปีกว่าแล้ว เค้าคงจะจำได้หรอกนะ"
เจ๊ลูกอดอกพยักหน้าทำท่าเหมือนเข้าใจซะเต็มประดา
"น้องอิม? นั่นหมายถึงเราเหรอค่ะ?"
"ก็มาจากอิมพอซซิเบิ้ลไง ที่แปลว่าเป็นไปไม่ได้นะเห็นชอบพูดติดปากจัง"
"ไม่นะค่ะ ชื่อเล่นแบบนั้นนะ..ฉันเองก็มีชื่ออยู่แล้ว.."
ยังไม่ทันที่น้องเค้าจะแนะนำตัว เจ๊ลูก็พูดตัดบทเอาซะดื้อๆ
"ว่าแต่นี่ก็ตั้งนานมาแล้วทำไมพึ่งจะมาขุดเอาตอนนี้"
"ฉันก็แค่อยากจะยืนยันความรู้สึกที่เขามีให้กับฉันก็เ ท่านั้นเองค่ะ
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเจอกับเขาอีกสักครั้ งก็ตาม"
พี่เอเข้ามาโน้มคอผมแล้วกระซิบข้างๆหูผม
"ห้าปีที่แล้วจีคุงก็อยู่ในหอพักนี้ใช่ไหมจ๊ะ?"
"มันก็ใช่นะพี่เอ..แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมเป็นเ ด็กคนนั้นนี่นา"
"เผื่อๆไว้นะ..แล้วก็นะ.."
ยังไม่ทันที่พี่เอจะพูดอะไรต่อผมก็ได้กลิ่นฉุนของน้ำ ยาอะไรสักอย่าง
ที่แสบจมูก จนน้ำหูน้ำตาไหล จนทั้งห้องต้องหาอะไรมาอุดจมูกกันพัลวัน
ผมรีบลงมาดูต้นตอสาเหตุ ก็เจอหมอใส่หน้ากากกันแก๊ส
กับชุดที่เหมือนมนุษย์อวกาศกำลัง ฉีดน้ำยาสีขุ่นๆลงบนหินปูน
"ทำอะไรนะหมอ หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ"
หมอหยุดฉีดน้ำยาและดับเครื่องพ่น "กำลังทำให้ชั้นหินอ่อนตัว"
"อย่างน้อยๆก็น่าจะบอกกันก่อนสิว่ากลิ่นมันฉุนนะ"
"ไม่เป็นไรมีอุปกรณ์ป้องกันไว้แล้ว"
ที่ผมเป็นห่วงนะไม่ใช่หมอแต่เป็นคนที่ไม่รู้อิโหน่อิ เหน่ที่เดินผ่านไปมาต่างหาก
แล้วชุดป้องกันนั่นนะก็มีแต่หมอคนเดียวไม่ใช่เหรอไง
หมอมองไปทางกล่องลังกระดาษใกล้ๆ ข้างในนั้นมีหน้ากากกันแก๊ส
อยู่ประมาณ 4-5 อัน ...
"ใส่ซะ"เสียงของหมอบอกผ่านหน้ากากฟังดูแปร่งๆชอบกล
ว่าแต่ไปเอาของพวกนี้มาจากไหนกันละเนี่ย
หลังจากที่หมอได้ราดไอ้น้ำยาแปลกๆนั่นลงไปเสร็จ
กลิ่นฉุนก็ค่อยๆจางหายไป
หมอยื่นเสียมให้ผมเหมือนจะบอกว่าให้เจาะชั้นปูน
ผมใช้เสียมกระแทกลงไป ชั้นหินปูนที่แข็งแสนแข็ง
กลับแตกหลุดร่อนออกโดยง่าย
แต่...
พอผมขุดต่อ...กลับไม่เจออะไรอยู่ใต้นั้นเลย
"ไม่มีจริงๆสินะค่ะ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วสินะค่ะ"
ยังไม่ทันที่ผมจะกลบดินที่ขุดออกมาเครื่องตรวจจับโลห ะที่พี่เอแบกอยู่
ก็ส่งเสียงขึ้นมา "เอ๊ะ รึว่า จะอยู่ด้านนี้ตรงที่ๆพี่ยืนอยู่"
ตรงที่พี่เอยืนก็ไม่ไกลจากที่ผมขุดซักเท่าไหร่
เป็นฝั่งด้านหลังต้นลั่นทมตรงกันข้ามกับที่ผมขุดนั่น เอง
"แล้วที่ผมอุตส่าห์เจาะหินปูนนี่เพื่ออะไรกันละเนี่ย"
"สองพันสี่ร้อยห้าสิบ" หมอพูดห้วนๆหลังถอดหน้ากากกันแก๊สออก
"เอ่อ..ราคาอะไรนะหมอ.."ผมยัง งงๆ อยู่กับหมอที่จู่ๆก็พูดอะไรมึนๆออกมา
"สองพันสี่ร้อยห้าสิบ ราคาค่าน้ำยาและสารเคมีที่ใช้ในคราวนี้"
"เฮ้ย คิดเงินด้วยเหรอเนี่ย"
"รวมภาษีและค่าจัดส่งแล้วสองพันสี่ร้อยห้าสิบ"
ที่เขาว่ากันว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆนี่ผม..เ ห็นว่าจริงแท้และแน่นอนก็วันนี้นี่แหละ
หลังจากที่ผมต้องควักเนื้อจ่ายให้หมอไป ทางด้านพี่เอก็ขุดเอากล่องเหล็กใบเล็กๆขึ้นมา
จากหลังต้นลั่นทมนั่นได้ใบหนึ่ง ข้างในนั้นมีซองจ.ม.เก่าๆอยู่สองซอง
แต่พี่เอไม่ได้เปิดอ่านอะไรกลับยื่นให้น้องอิมง่ายๆ ทั้งๆที่ถ้าเป็นปกติ
คงจะฉีกซองโยไม่สนใจใยดีใครแล้วอ่านดังๆให้ได้ยินไปท ั่วกันแล้ว
"นี่เป็นเรื่องส่วนตัวที่พวกเราไม่ควรจะเข้าไปก้าวก่า ยนะ"พี่เอพูดอย่างนั้นแล้วก็กลับเข้าหอพักไป
"ช่วยไม่ได้ละนะพี่เอว่าไงก็ว่าตามกันแค่จมที่เด็กเขี ยนถึงกันไม่น่าสนใจเท่าไหร่หรอก"
เจ๊ลูก็บ่นเปรยๆอย่างเซ็งๆ คงจะหวังว่าจะมีอะไร ซ่อนอยู่ในกล่องมากกว่า จ.ม.ละมั้ง
แล้วเจ๊ลูก็ตามพี่เอเข้าหอพักไป เหลือเพียงผมกับน้องอิม ที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น
น้องอิมพอได้จม.มาก็ละล้าละลัง ลนลานทำอะไรไม่ถูก
"จะเปิดดีไหมนะ..แล้วถ้าเขาไม่ชอบเราละ..รึว่าจะไม่เป ิดดี โอ๊ย..ทำไงดีละทีนี้"
น้องอิมส่งสายตามาทางผมเหมือนจะขอร้องให้ช่วยเลือกให ้ที
"ก็แล้วแต่น้องนะ...แต่ในเมื่อขุดมาแล้วก็แสดงว่าตรีย มใจที่จะอ่านและยอมรับแล้วไม่ใช่รึไง"
น้องอิมพยักหน้าแล้วเปิดซองจม.ออกแล้วตั้งหน้าตั้งตา อ่านอย่างตั้งใจ ซักพักก็แสดงสีหน้าปั้นยาก
แล้วหันมาทางผมอีกครั้ง "เอ่อ..พี่จีค่ะ"คราวนี้ทำหน้าเหมือนมีปัญหาใหญ่"มีอะไรให้พี่ช่วยงั้นหรือ"
"คือว่า...เอ่อ.." "ถ้าพี่ช่วยได้ก็จะช่วยนะว่ามาสิ"
"อ่านไม่ออกนะค่ะทำไงดี" เธอทำหน้ากึ่งๆจะร้องให้
"จะว่าไงดีละ..เอ่อ..อันนี้พี่ก็ช่วยไม่ได้เหมือนกันน ะ"ผมก็จนปัญญาเหมือนกันก็ลายมือเด็ก
เมื่อห้าปีที่แล้วแถมกระดาษก็เก่าซะขนาดนั้นจนเป็นสี น้ำตาลหมึกก็คงจะจางจนแทบอ่านไม่ได้แล้ว
หมอที่กลับเข้าหอไปเพราะได้เงิน(ค่าน้ำยา)จากผมไปแล้ ว ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนก็โพล่งขึ้นมา
"แปลให้ไหม"เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิงเหมือน อย่างเคย
แต่ผมมองจากแววตาแล้วดูมีความสนใจจดหมายนั่นเหมือนกั นถึงแม้ว่าสีหน้าจะไม่ได้แสดงอารมณ์
อะไรออกมาก็ตามทีเถอะ "จริงเหรอค่ะ พี่อ่านออกจริงๆเหรอค่ะ"น้องอิมยื่นกระดาษให้หมอ
"ถึง เธอที่จะย้ายไป" หมอเกริ่นนำ แล้วก็นิ่งเงียบไปประมาณ ห้านาที
"ไม่สามารถถอดใจความและแปลงข้อความส่วนที่เหลือเป็นภา ษาต่อได้"
คราวนี้น้องอิมทำหน้าเหมือนจะร้องให้ขึ้นมาจริงๆ
"อ่านไม่ออกก็บอกกันดีๆก็ได้นี่หมอ"ผมคงจะคิดไปเองคนเดียวสินะว่าสมองของหมอนะ
ทำงานเหมือนคอมพิวเตอร์ที่ถึงแม้ว่าจะประมวลผลไม่ได้ ก็จะประมวลผลซ้ำไปซ้ำมาจนกว่า
จะแสดง ผลลัพท์หรือ แจ้งว่าผิดพลาด ขึ้นมาเองทำนองนั้น
"สามารถอ่านได้แต่ไม่สามารถแปลงความหมายของอักษรโดยรว มเป็นรูปธรรมได้"
"แล้วนั่นนะเขียนว่าอะไรบ้างละ"ผมก็ไม่ได้อยากจะรู้สักเท่าไหร่หรอกนะแต่ว่า เห็นหน้าน้องอิม
ที่ปริ่มจะร้องให้อยู่มะรอมมะร่อแล้ว ก็รู้สึกสงสารจนอยากจะช่วยขึ้นมาทันทีเลยนะสิ
จากนั้นหมอก็เริ่มร่ายตัวอักษรจำนวนมากออกมาที่ฟังยั งไงก็ไม่เป็นภาษาที่เข้าใจได้เลยสักนิด
จากทั้งหมดที่หมออ่านจากจดหมายจนกระทั่ง จะพอมีข้อความที่พอจะเข้าใจเป็นภาษามนุษย์ได้อยู่บ้า ง
"สุดท้ายนี้ ไว้เรามาเจอ กันใหม่คราวหน้าที่นี่อีกนะ"หมอหยุดพูดแล้วยื่นจดหมายส่งคืนให้น้องอิม
กว่าจะมีข้อความที่เป็นความหมายได้ก็เล่นซะบรรทัดสุด ท้ายอย่างนี้เลยงั้นหรือ
"ขะ..ขอบคุณมากนะค่ะ" น้องอิมเช็ดคราบน้ำตาออก แล้วรับจดหมายจากหมอไป
หมอไม่พูดอะไรสักคำแล้วก็เดินกลับเข้าหอพักไป ตัวผมเองก็ปลีกตัวออกมาจากที่ตรงนั้น...
ผมไม่รู้หรอกนะว่าจะควรพูดอะไรดี ก็เพราะมันไม่ใช่ซีนที่ผมควรจะออกโรงเลยสักนิดเดียว
หลังจากที่ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับห้องไปแล้ว ก็เป็นเวลามื้อเย็นพอดี ผมกลับมาที่ห้องของเจ๊ลู
ก็เห็นเจ๊ลูกับพี่เอนั่งดูหนังรักโรแมนติกจบพอดี เจ๊ลูกดปิดรีโมตแล้วโยนลงบนโซฟา แล้วบ่นเซ็งๆ
"ไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย ทั้งเรื่องมีแค่พระเอก นางเอก แล้วก็หมาคอยส่งจดหมายเท่านั้นเอง"
"เอาน่าๆคิดซะว่าฆ่าเวลาก็แล้วกันนะ พี่ก็ว่ามันออกจะสนุกดีนะ" พี่เอพูดพลางหยิบมันฝรั่งเข้าปาก
"ไม่เห็นจะเข้าใจเลยทำไมต้องให้หมาไปส่งจดหมายแทนด้วย ทั้งๆที่ส่งอีเมลล์หรือเอสเอ็มเอสแทนเอาก็ได้"
ผมละอยากรู้จริงๆเลยคุณน้าเลี้ยงดูเจ๊ลูมาแบบไหนกันห รือว่าคนที่สั่งสอนเจ๊ลูให้ไร้ความโรมานซ์
นี่จะเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของผมซะเอง ถึงได้ไม่มีความโรแมนติคเอาบ้างซะเลย แล้วสมัยนั้นนะมันมีอีเมลล์
กับ เอสเอ็มเอสกันที่ไหนละ เฮ้อ ผมละหน่าย ...
sohigh159
07-04-2009, 11:09 AM
เฮียจี มาต่อแล้ว เย้~~ ไม่ได้อ่านสักตั้งนาน
Beak-ko
07-04-2009, 01:15 PM
ばか!.. ばか!..
suneo
07-05-2009, 02:52 AM
แฟนเพลงติดตามกันล้นหลาม :d16c4689:
pigfield
07-05-2009, 12:40 PM
กลับมาติดตามอีกครั้งแย้วคับ
Mullen
07-05-2009, 03:11 PM
ตูหวังว่าซักวันนายจะลงเอยกับเจ๊ลูนะจี
[เรื่องจริงของคนโกหก?และเรื่องโกหกที่เป็นเรื่องจริง]
}การรุกรานของคนชอบโกหก{
วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมจะ ต้องเป็นเวรไปจ่ายตลาดยามเช้าถึงจะบอกงั้นก็เถอะนะแต ่ส่วนใหญ่
ก็มีแต่ผม แล้วก็ผม เท่านั้นแหละ ที่ไปจ่ายตลาดตามปกติ ถามว่าทำไมไม่ให้เจ๊ลูหรือพี่เอช่วยบ้างละ
ก็ถ้าให้สองคนนั้นไปช่วยซื้อแทนมาละก็.. จะได้ของที่มันสดและถูกจริงๆรึเปล่านี่สิน่าเป็นห่วง ซะจริงๆ
แต่ไม่เป็นไรหรอกเพราะผมก็มีเพื่อนมาช่วยซื้อของตั้ง สองคนน้องหญิงที่ใช้ความน่ารักน่าเอ็นดู
ทำให้คนขายยอมลดราคาให้แบบแทบจะให้ฟรีและแถมกระหน่ำ ส่วนอีกคนก็เป็นคนสวยที่มีสายตาเฉียบคมอย่างโซดา
ผมก็ไม่มีทางพลาดอะไรสำคัญในตลาดขนาดใหญ่นี่ไปได้หรอ ก ว่าแต่โซดาจะซื้อแตงกวาไปทำไมตั้งเยอะแยะกันละเนี่ย
"ฝึกใช้มีดนะค่ะ เรามีสอบเทสย่อยศิลปะการใช้มีด ที่ต้องซอยแตงกวาบางไม่เกิน2มิลลิ80ชิ้นในเวลา30วินา ทีนะค่ะ"
โหดเอาเรื่องเหมือนกันแฮะ การสอบวิชาคหกรรมที่โซดาเรียนอยู่เนี่ยผมพยายามจินตน าการ
ไปถึงภาพโซดาแสยะยิ้มถึอมีดทำครัวแล้วรัวมีดหั่นแตงก วา สงสัยผมจะอ่านการตูนของมินท์มากเกินไป
ถึงจินตนาการได้ซะแจ่มชัดขนาดนี้ ระหว่างที่ผมกำลังเหม่อลอย ก็มีเด็กคนหนึ่งวิ่งสวนมาชนผมเข้า
เธอเป็นเด็กสาวถ้าดูจากรูปร่างแล้วก็คงจะรุ่นราวคราว เดียวกับมินท์ ผูกทรงผมทวินเทลใส่เสื้อเอี๊ยมเหมือนเด็กๆ
"พี่ค่ะช่วยหนูด้วยค่ะหนูโดนผู้ร้ายแก๊งลักพาตัวเด็กต ามล่ามา ช่วยถ่วงเวลาให้หนูทีนะค่ะ"
เด็กสาวพูดจบก็กระโดดข้ามแผงผักข้างๆหลบอยู่ตรงนั้น ผมมองไปทางที่เด็กคนนั้นหนีมาก็เห็น ผู้ชายสองคนวิ่งตามมา
"นี่แกนะเห็นเด็กผู้หญิง" ผมชี้นิ้วไปทางข้างหลังของผม "รีบตามไปเร็ว"ชายสองคนนั้นวิ่งตามไปยังทิศทางที่ผมบอก
"ไม่เป็นไรแล้วค่ะพวกนั้นไปแล้ว"น้องหญิงกระซิบบอกเด็กคนนั้น"ขอบใจมากๆนะไว้เจอกัน"เด็กสาวที่หลบอยู่
ในซุ้มผักก็หลบออกมาแล้วเดินลับหายไปกับฝูงชน "ไว้เจอกันงั้นหรือ?นั่นหมายความว่าไง?"
"ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละค่ะพี่จี "น้องหญิงส่งยิ้มร่าเริงตามปกติ "รีบกลับหอกันเถอะค่ะได้ของครบแล้วนี่ค่ะ"
"จะ..ใจร้ายจังเลยน้องหญิงจะทิ้งพี่ไว้ที่ตลาดนี่คนเด ียวเลยหรือค่ะ"โซดาที่หิ้วตระกร้าของและลากรถเข็นเล็กๆตามมา
อย่างกระหืดกระหอบ "ส่วนเกินนี่ค่ะเราไม่ต้องการหรอกค่ะ"นับวันน้องหญิงเริ่มจะแฝงแววโหดร้ายเหมือนเจ๊ลูขึ้นท ุกวัน
"ฮือฮือใจร้ายจัง" โซดาครางออกมาเบาๆเพราะความเหนื่อยที่ต้องยกและลากขอ งหนักๆจำนวนมากมาที่รถ
"ก็บอกแล้วไงว่าไว้คราวหน้าค่อยมาซื้ออีกก็ได้ไม่ต้อง รีบซื้อทีละเยอะๆแบบนี้ก็ได้นี่"
"ไม่เป็นไรค่ะเพราะที่ห้องของเรามีตู้แช่เย็นขนาดใหญ่"โซดาพูดพลาง ยกของจำนวนมากเดินตามมาส่วนตู้แช่นั่น
คงจะหมายถึงห้องเย็นขนาดย่อมๆที่ต้องใช้รถเครน ส่งขึ้นไปโดยต้องเจาะหน้าต่างให้ใหญ่ขึ้นแล้วยัดเข้า ไปไว้ที่ชั้นสาม
แต่ก็น่าสงสัยเหมือนกันว่าเจ๊ลูแกยอมให้เจาะรูที่ห้อ งได้ยังไงกัน สงสัยว่าพี่ชัยญาติของโซดาคงจะยัดเงินเจ๊ลูไปเยอะเหม ือนกัน
"รีบทิ้งแม่ครัวจอมโลภไว้ที่นี่แล้วกลับหอพักกันเถอะน ะค่ะ"น้องหญิงพูดจบก็ยกของเล็กๆน้อยๆขึ้นรถแท๊กซี่ที่เรีย กให้รอไว้
ส่วนของๆโซดาต้องจ้างให้รถบรรทุกขนส่งตามไปให้ที่หอพ ักเลยทีเดียว จะว่าไปค่าจ้างรถขนส่งให้เนี่ย
มันจะคุ้มกับค่าวัตถุดิบที่ซื้อทีละเยอะๆแน่หรือไงนะ ผมลองกดเครื่องคิดเลขเล็กๆในมือคร่าวๆ มันก็อาจจะคุ้มอยู่หรอกมั้ง
ถ้าซื้อเสบียงขนาดเลี้ยงคนทั้งหอได้แบบโซดาละก็นะ พวกผมกลับมาที่หอพักเพื่อจัดเตรียมเอาของลงจากรถ
แต่ทว่าก็มีสิ่งหนึ่งที่มันเกินมาอยู่ที่ท้ายรถนั่นก ็คือเด็กสาวคนที่ถูกตามตัวอยู่เมื่อเช้านอนขดอยู่ที่ ช่องหลังเบาะท้ายรถนั่นเอง
"เฮ้อ ถึงซะที ขอบใจนะที่อุตส่าห์ให้ติดรถมาด้วย" เธอกระโดดออกมาจากช่องหลังเบาะแล้วปัดฝุ่นตามตัว
ในขณะที่ทั้งผมกับโซดายัง ตกใจปากค้างอยู่ว่าเจ้าหล่อนเข้าไปในนั้นตั้งแต่เมื่ อไหร่แล้วโผล่มาได้ยังไงอย่างกับโชว์มายากล
"นอนอยู่ตั้งนานทั้งเมื่อยแล้วก็ปวดไปทั้งตัวเลยนะ โอ้นี่นะเหรอหอพักที่ว่ามีมนุษย์ต่างดาว มีผี แล้วก็นักวิทยาศาตร์สติเฟื่อง"
ไอ้ของพรรค์นั้นนะไม่มีหรอกนะ แต่นักวิทยาศาตร์นี่ก็อาจจะมีคนหนึ่งละมั้ง สงสัยว่ายัยเด็กนี่คงจะเก็บใบปลิว
โฆษณาชวนเชื่อของหอพักแล้วตามมาแน่ๆเลย "ตัดสินใจได้แล้วฉันจะพักอยู่ที่นี่แหละ"พูดจบเธอก็โทรศัพท์
ถ้าให้ผมเดาก็คงจะเบอร์คุณน้าแล้วก็เนื้อหาคงจะเป็นเ รื่องค่าเช่าหอพักแล้วก็เข้าพักที่หอพักเป็นแน่แท้ ผมคิดว่าไม่ผิดจากนี้หรอก
พอวางหูเสร็จก็เดินตรงมาทางผม "ห้องของฉันคือ 207 นำทางไปได้แล้วคุณผู้ดูแล" เอ่อ.. จัดการเบ็ดเสร็จ
ภายในสามนาทีแถมต่อสายตรงไปคุยกันอีท่าไหนละเนี่ย หลังจากที่ผมพาเธอไปที่ห้องพร้อมอธิบายเรื่องในหอพัก
และยื่นกุญแจให้ "อย่างที่ว่ามานั่นแหละโอนผ่านบัญชี หอพักปิดเป็นเวลา แล้วก็ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็เรียกได้เลยนะ พี่ชื่อจี"
"งั้นหรือค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ เรื่องค่าเช่าไม่เป็นปัญหาหรอกค่ะ ฉันชื่อทูยินดีที่ได้รู้จักค่ะ"เธอยิ้มทักทาย
แต่ผมรู้สึกด้วยสัญชาติญาณได้เองว่า รอยยิ้มนั้นแฝงด้วย"อะไร"บางอย่างเอาไว้ แต่ผมก็คิดว่าคงจะคิดมากไปเอง
นั่นแหละนะ ผมก็กะว่าจะกลับไปขนเสบียง ไปเก็บไว้ในห้องเจ๊ลูอยู่พอดี ไม่ทันถึงสิบนาทีมือถือผมก็ดังขึ้น
"พี่จีๆแย่แล้วค่ะรีบมาเร็วๆเข้าค่ะ"น้ำเสียงเธอดูร้อนลนและตกใจมาก"เกิดอะไรขึ้นแล้วทูมีเบอร์พี่ได้ยังไง"
"ขอเบอร์คุณเจ้าของหอมานะค่ะ แต่รีบๆมาเถอะค่ะเกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ"แล้วเธอก็ตัดสายไป
ผมจึงรีบวิ่งไปดูที่เกิดเหตุก็เจอน้องทู เปียกไปทั้งตัวอย่างกับลูกหมาตกน้ำ "มีอะไร เกิดอะไรขึ้น" เธอยิ้มแฮะๆ
"ไม่มีอะไรค่ะแค่เมื่อกี้น้ำมันไม่ไหลนะค่ะ"หลังจากนั้น ความวุ่นวายของผมก็บังเกิดขึ้น ซึ่งเธอโทรเรียกผมแทบจะทุกสิบนาที
ด้วยเรื่องโกหก อย่างเช่น แก๊สรั่ว ท่อประปาแตก หมอกำลังผ่าคนเป็นๆ อันหลังนี่ผมก็แทบจะหลงเชื่อไปแล้วซะด้วยสิ
พอวิ่งไปที่ห้องหมอก็แค่หมอกำลังทำความสะอาดชุดมีดด้ วยแอลกอฮอลเพื่อไม่ให้เป็นสนิมก็เท่านั้นเอง เล่นเอาผมลมจับ
เพราะวิ่งไปมาเลยทีเดียว"เหนื่อยหน่อยนะค่ะพี่จี" น้องหญิงหยิบผ้าเย็นมาให้ผมที่หน้ามืดเพราะโดนน้องทู ปั่นหัว
ให้วิ่งไปมาซะทั่วหอ "แค่นี้ก็บ่นโอดโอยซะแล้วไหนบอกว่า ถ้ามีอะไรก็เรียกให้ช่วยได้ยังไงค่ะ"ตัวต้นเหตุที่ทำให้ผม
หน้ามืดก็นั่งอยู่บนโซฟาไม่ไกลจากโซฟาตัวที่ผมนอนพัก อยู่ "ก็ถ้ามีเรื่องจริงๆละก็นะ ส่วนเรื่องไม่เป็นเรื่องเนี่ยขอทีเถอะ"
"ฉันก็แค่ซ้อมเตือนไว้ก่อนไงค่ะ แบบที่เค้าซ้อมดับเพลิงไงเวลาเกิดเหตุการณ์จริงๆ จะได้รับมือได้ถูก"
"แต่นั่นมันก็แค่โกหกไปเรื่อย ปั่นหัวคนอื่นเล่นไม่ใช่หรือไงกัน"ผมดึงผ้าชุบน้ำออกเพราะอาการวิงเวียนเริ่มจะหายไปแล้ ว
"ก็ไม่ถูกซะทีเดียวแต่ก็ไม่ผิดหรอกนะค่ะเอาเป็นว่าสัก หกคะแนนก็แล้วกันค่ะ"ทูทำสีหน้าสนุกสนานที่เห็นผมวิ่งพล่านไปทั่ว
ตามที่เธอหลอก เหมือนเป็นของเล่น "ว่าจะถามอยู่เหมือนกันสองคนที่วิ่งตามทูในตลาดนั่นเป ็นใครกันนะ"
"เป็นคนที่มาจากองค์กรชั่วร้ายที่จะจับเราไปทำเป็นลูก สมุนละมั้งค่ะ" ทูยิ้มกรุ่มกริ่มจิบชาพร้อมกินขนมที่พี่เอเอามาให้
"น่าๆน่าจีคุงอย่าพึ่งโมโหโทโสไปเลยนะ ที่เด็กคนนี้หนีมานะเป็นแค่ spหรือพวกการ์ดนั่นแหละ"พี่เอพูดพร้อมยื่นยาดมให้
"เด็กมีปัญหาหนีออกจากบ้านมาเหมือนยัยเด็กแว่นโอตาคุไ ร้เพื่อนนั่นแหละฟังมาจากแม่แล้วนะ"เจ๊ลูกดสวิสต์ทีวีแล้วก็เปลื่ยนช่อง
ที่เจ๊ลูพูดถึงก็คงจะหมายถึงมินท์ที่พักนี้หายหน้าหา ยตาไปเลยเพราะเอาแต่วุ่นอยู่กับการอ่านหนังสือเตรียม สอบหรือไม่ก็ปั่นต้นฉบับอย่างเคย
แต่ผมกลับรู้สึกว่าหอพักนี้จะเป็นที่สุมหัวกันของเด็ กสาวที่มีแต่ปัญหาทั้งนั้นเลยแฮะ คราวนี้ก็ต้องมารับมือกับจอมโกหกซะอีก
ทำไมดวงชะตาของผมต้องข้องแวะกับเรื่องโชคร้ายแบบนี้ด ้วยนะ "จะว่าอะไรก็ว่าไปเถอะค่ะเราไม่ถือค่ะ"ทูพูดพลางหยิบคุ๊กกี้
จิบชากินขนมสบายใจอยู่ข้างๆ "แกล้งหลอกคนอื่นนะมันสนุกนักรึไงนะ" ผมบ่นกระปอดกระแปด
"สนุกสิค่ะสนุกสุดๆเลยด้วย"ทูกับพี่เอพูดออกมาพร้อมๆกันแทบจะประสานเสียง แม้กระทั่งพี่เอยังเป็นไปกับเขาด้วย
แต่ก็ช่างเถอะนะพี่เอนะปั่นหัวคนเป็นงานอดิเรกเสริมพ ิเศษอยู่แล้วนี่นะ ผมทำได้กุมขมับส่ายหัวจนปัญญา
"โอ๋ๆอย่าร้องนะค่ะอย่าร้องพี่จีก็ได้แต่ทนต่อไปนะค่ะ นี่ก็เป็นหน้าที่ของคนดูแลหอนี่ค่ะ"น้องหญิงพูดพลางจับไหล่
ผมฟังน้องหญิงพูดแล้วเหมือนไม่ใช่คำปลอบใจแต่เป็นคำส มเพชยังไงไม่รู้สิ"ที่จริงมีความจริงซ่อนอยู่นะค่ะ"น้องหญิง
ส่งยิ้มให้ผมตามเคยอย่างทุกที ความจริงที่ซ่อนอยู่ในคำโกหกอย่างนั้นหรือ ผมพยายามทำความเข้าใจคำบอกใบ้ที่น้องหญิง
บอกกับผมแต่ผมก็ไม่รู้อยู่ดีว่าความจริงที่ว่านั่นคื ออะไร ถ้าลองคิดทบทวนย้อนไปละก็...
มันมีอะไรเชื่อมโยงถึงกันนะ อะไรสักอย่าง ผมนึกพลางเดินไปเปิดตู้เย็นในห้องครัว "อ้าวไอศครีมหายไปไหนแล้วละเนี่ย"
"ใช่ถ้วยที่เรากินอยู่นี่รึเปล่าค่ะ"ทูนั่งตักไอศครีมกิน อยู่บนโต๊ะในครัว ผมละเหลือ อดจริงๆต้องมีใครสักคนสั่งสอนเด็กเหลือขอ
นี่ซะแล้ว "นี่มันของๆคนอื่นนะจะมาหยิบกินได้ตามใจชอบได้ยังไงกั น"ผมพูดพลางดีดหน้าฝากดังเฟี๊ยะ
"โอ๊ย-เจ็บนะ ทำอะไรกับคนป่วยนะ"เธอพูดพลางเอามือกุมหน้าผาก "คนป่วยอะไรกันมากินไอศครีมใจเย็นสบายใจอย่างนี้"
"แง--โดนพี่จีกระทำชำเราค่ะเรามีราคีซะแล้วฮึกฮือฮือฮือ"เธอทำท่าแกล้งร้องไห้ชนิดที่ใครๆก็ดูออกง่ายๆ
"เฮ้ยๆแค่ดีดหน้าผากเองนะ" "แบบนี้เราเป็นเจ้าสาวไม่ได้แล้ว ต้องแจ้งตำรวจต้องโทรบอกท่านพ่อ.."
ทูทำท่าจะกดโทรศัพท์จริงๆ "โอเคๆ พี่ขอโทษๆแต่อย่าโทรบอกท่านพ่ออะไรนั่นเลยนะ ขอละ" ถ้าให้เดาทูก็คงจะเป็นหนึ่ง
ในลูกเศรษฐีเอาแต่ใจแหงๆเพราะไม่งั้นคงไม่ต้องจ้างกา ร์ดหรือspมาคอยดูแลตามติดซะขนาดนั้น ถ้าลองได้โทรไปบอก
ว่าโดนทำอะไรผมคิดว่าเรื่องมันคงไม่จบง่ายๆแน่ทางที่ ดีที่สุดหยุดอยู่ที่ตรงนี้ท่าจะดีที่สุดละนะ
"ถ้าอยากให้เรายกโทษให้ก็ทำของอร่อยๆออกมาให้เราทานสิ" สงสัยว่าเธอจะหิวแล้ว ว่าแต่ที่นี่มันหอพักไม่ใช่หรือไง
ไม่ใช่เนอร์สเซอร์รี่ต้องมาคอยดูแลเด็กนะ โครก ผมได้ยินเสียงร้อง ที่ไม่ใช่ของผมดังแว่วๆมา เอาเถอะช่วยไม่ได้นี่นะ
ยอมให้สักครั้งก็แล้วกัน "ว่าแต่ทูอยากกินอะไรละ" "ที่ยืดๆเหนียวๆนะ" อาหารอะไรละฟ่ะนั่น ยืดๆเหนียวๆ
"อืม..มันเคยมีในโฆษณานะค่ะ ท่านพ่อห้ามไว้แต่ก็อยากจะลองดูสักครั้งนะค่ะ" เธอทำสีหน้าปั้นยากมองไปรอบๆ
"โทรสั่งได้ใช่ไหม สุกี้ยากี้รีเปล่า" เธอส่ายหน้า"ไม่ใช่หรอกค่ะ มันมีหลากหลายแบบด้วย"แล้วสายตาเธอก็ไปหยุดที่ใบปลิวโฆษณา
"นี่แหละ นี่แหละ ยืดๆเหนียวๆ สีเหลืองๆ อุ่นๆร้อนๆ" คราวนี้มี เหลืองๆ อุ่นๆ ร้อนๆ ด้วยแฮะ อะไรกันละนั่นนะ...
"โธ่เอ๊ย..แค่พิซซ่านะเอง" ผมหยิบใบปลิวโฆษณาขึ้นมาดู "นี่นะแค่โทรสั่งเอาก็ได้นี่นา"ผมยื่นใบปลิวโฆษณาให้ทู
"จริงหรือ โทรสั่งได้จริงๆนะเหรอ เค้าจะมาส่งให้จริงๆนะเหรอ" จะว่าไงดีละเป็นเด็กสาวใสซื่อ คุณหนูอ่อนโลก
หรืออะไรดีละ ที่บ้านคงจะไม่เคยโทรสั่งอะไรแบบนี้เลยสินะ "โทรไปสิบอกว่าให้มาส่งที่หอพักนี่เลยก็ได้นะ"
"ให้เราโทรจะดีเหรอค่ะ" เธอทำแววตาว่าอยากโทรเองมากจนน่าแกล้ง "งั้นพี่โทรสั่งเองดีกว่า"ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
"อ๊ะ มะ..ไม่ได้นะค่ะเราจะโทรสั่งเองค่ะ"หลังจากนั้นทูก็โทรสั่งพิซซ่าให้มาส่งที่หอพักแถมจ่า ยด้วยบัตรโกลด์แพล็ตตินั่มซะด้วย
ชั่วโมงต่อมาพิซซ่าก็มาส่งถึงที่ ทูแสดงสีหน้าตอนเปิดกล่องพิซซ่าเหมือนกับเด็กแกะห่อข องขวัญยังไงอย่างนั้นเลย
"โอ้ว นี่นะหรือค่ะ พิซซ่า กลิ่นแบบนี้ สัมผัสแบบนี้ แล้วไอ้ถุงเล็กๆนี่มันคืออะไรเหรอค่ะ""ซอสมะเขือเทศกับซอสพริกนะ"
"แค่นี้ก็หมดห่วงเรื่องอาหารการกินแล้วละ"เธอพูดพลางเดินไปหยิบช้อนส้อมในครัว "จะทำอะไรให้ลำบากทำไมกัน"
ผมหยิบพิซซ่าขึ้นมาชิ้นหนึ่งด้วยมือเปล่าแล้วกินทั้ง ๆอย่างนั้น "พิซซ่านะต้องกินแบบนี้ถึงจะอร่อยนะ"
"อะ..เอ๋ไม่ต้องใช้ช้อนส้อมเลยเหรอพิซซ่านี่เป็นอาหาร ในฝันของเราเลยละเรียบง่ายไม่ต้องมีพิธีตีตรองไม่หลอ กลวง.."
พอเธอพูดถึงตรงนี้ก็หยุดไป "ทานด้วยมือได้จริงๆเหรอ" เธอหันกลับมาถามด้วยแววตาสนอกสนใจแบบเด็กๆ
"ได้สิถ้าล้างมือสะอาดแล้วละก็นะ" พอกินพิซซ่ากันเสร็จผมก็จัดการทำลายหลักฐาน(กล่องพิซ ซ่า)ก่อนที่เจ๊ลู
จะเห็นเพราะว่าผมมักจะดุพวกเจ๊ลูบ่อยๆเรื่องกินข้าวไ ม่ตรงเวลากับกินอาหารฟาสต์ฟูตไม่มีคุณค่าแบบนี้
ถ้าเห็นว่าผมกลับเป็นคนทำซะเองผมก็คงจะเถียงไม่ขึ้นแ น่ๆ จะมีแต่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่เจ๊ลูไม่กล้าหือ
"เอ่อ..พี่จีช่วยอะไรเราอีกสักอย่างจะได้ไหม" "ว่ามาสิ" "ช่วยสอนเรื่องการใช้ชีวิตในหอพักให้หน่อยนะ"
"ที่จริงเรื่องข้าวของเครื่องใช้เราก็มีครบครันอยู่แล ้วเสียอย่างเดียวคือเราใช้อะไรไม่เป็นเลยก็เลย..."
"อ้อได้สิไม่เข้าใจอะไรก็โทรถามได้ทุกเวลาเลยนะ" "จริงหรือจริงๆนะ ขอบคุณมากๆเลยละ"
จากนั้นมาหายนะเล็กๆของผมก็เกิดขึ้นอีกจนได้ เสียงโทรศัพท์มือถือเจ้ากรรมก็ดังขึ้นมาไม่ขาดสาย
ไม่ใช่ใครอื่น เบอร์ของน้องทูที่โทรมาถามเรื่องการใช้ชีวิตจุกจิกปร ะจำวันทั่วไปยันเรื่องสัพเพเหระและที่ขาดไม่ได้เลย
ครึ่งหนึ่งจะเป็นคำโกหกหลอกให้ทำนู่นนี่ให้ จนกระทั่ง..
"ฮึ่ย รำคาญโว้ย อะไรกันนักหนานะแม่เด็กนั่นนะมาอยู่หอพักตัวคนเดียวก ็ต้องรู้จักการพึ่งพาตัวเองสิยะ
มันถึงจะถูกยัยเด็กนั่นคิดจะยืมจมูกคนอื่นเค้าหายใจต ลอดปีตลอดชาติเลยรึไงกันนะ"เจ๊ลูบ่นออกมาอย่างเหลืออด
พูดก็พูดไปเถอะอย่างเจ๊ลูที่ ใช้งานผมเยี่ยงทาส แถมหนักกว่าทูตั้งสามเท่าเนี่ย มาพูดแบบนี้ได้ด้วยหรือไงนะ
"น่าๆแค่ลูจังหึงจีคุงก็เท่านั้นเอง"พี่เอตบไหล่ผมเบาๆพูดพลางยิ้มกรุ่มกริ่มมีเลศนัย แต่ในแง่คิดของผมแล้ว
ผมคิดว่าที่เจ๊แกโมโหเพราะตอนที่จะเรียกใช้งานผมแล้ว ผมโดนน้องทูเรียกตัวตัดหน้าไปก่อนต่างหาก
"เป็นผู้ชายบาปหนาจริงๆเลยนะจีคุงเนี่ย" "ค่ะหนาๆมากๆเลยด้วย"แม่ลูกคู่นี้ชักจะเริ่มเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยขึ้นท ุกที
"ยังไม่เจอความจริงอีกหรือค่ะ"น้องหญิงส่งยิ้มมาให้ผมอย่างเคย นั่นสินะผมยังมองไม่เห็นความจริงที่น้องหญิง
เคยบอกเป็นนัยๆนั่นเลย แต่ต้องทำยังไงละถึงจะรู้ได้ถึงความจริง ผมมองออกไปนอกระเบียงเห็นทูขน ขยะออกมาทิ้ง
ด้วยตัวคนเดียว โดยไม่ได้ทักทาย เฟริน์หรือคนอื่นๆที่อยู่ในหอพักที่เดินสวนกันเลย แล้วมินท์ก็อุ้มลังหนังสือเข้ามา
เดี๋ยวสิ ตัวคนเดียวแล้วก็มินท์หรือว่า..."ถึงภายนอกจะเป็นยังไงแต่ภายในก็เหมือนกันนั่นแหละค่ะ"ผมหันกลับไปมอง
น้องหญิงก็ส่งยิ้มให้อย่างทุกทีเหมือนไม่เคยพูดอะไร สงสัยว่าผมจะคิดมากไปเองเลยมักจะหูแว่วได้ยินเสียงน้ องหญิง
นั่นสินะ ทูอาจจะเหมือนกับมินท์ก็ได้ที่จริงแล้วก็แค่ตัวคนเดี ยวไม่มีเพื่อน ไม่มีใครคบแต่ว่าเพราะอะไรกันละ
"ถ้าอยากจะรู้ความจริงละก็..เรื่องบางเรื่องถ้าไม่รู้ มันจะดีซะกว่านะ"พี่เอพูดพลางกอดอกทำหน้าซีเรียส
ที่นานๆทีจะได้เห็นซักครั้ง "ถ้าได้ฟังแล้วอย่ามานึกเสียใจทีหลังละ"ผมเคยเจอเหตุการณ์ทำนองนี้มาแล้ว
ถ้าทำไม่เป็นสนใจสุดท้ายพี่เอจะยอมเล่ามาเองแต่ถ้าทำ ท่าสนใจขึ้นมาละก็ จะลีลายึกยักอยู่อีกนานโขเลยทีเดียว
"เอ๋ ไม่อยากจะรู้จริงๆนะเหรอเรื่องของทูนะ" "นี๊ดดนึงก็ไม่อยากรู้เลยเหรอไงนะน่านะ"
ตัวผมเองทำท่าเหมือนไม่สนใจพี่เอเลยสักนิดทั้งๆที่อย ากรู้จริงๆว่าทำไมทูถึงต้องเรียกร้องความสนใจจากคนอื ่นๆด้วย
"เอาละโอเคๆเล่าก็ได้ๆตั้งใจฟังกันหน่อยละ ทู เป็นโรคประจำตัวตั้งแต่เด็กๆรักษาไม่หายเข้าๆออกๆโรง พยาบาล
เป็นว่าเล่นเพราะงั้นก็เลยไม่มีเพื่อน ที่จริงก็ไม่ใช่ว่าไม่มีหรอกนะแต่พอเข้าโรงพยาบาลบ่อ ยๆเข้า
จากเพื่อนทั้งห้องมาเยี่ยม ก็เหลือแค่ไม่กี่กลุ่ม จากไม่กี่กลุ่มก็เหลือไม่กี่คน จากเพื่อนก็กลับกลายเป็นคนรู้จัก
และกลายเป็นคนที่เคยรู้จัก สุดท้ายก็กลายเป็นคนแปลกหน้าไป จากฤดูร้อนก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงก็เข้าสู่ฤดูหนาว
จากบ้านไปคลินิคจากคลินิค ก็ไปโรงพยาบาล แล้วกลับไปบ้าน วนเวียนไปเป็นวัฎจักร ที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ทูได้เพียงแค่เฝ้ามองฤดูกาลที่เปลื่ยนไป ชุดว่ายน้ำที่ซื้อมาที่คิดว่าจะใส่ในหน้าร้อนกับเพื่ อนๆเรียนว่ายน้ำ..
ที่ไม่เคยได้ใส่ตัวนั้นที่ซื้อมาตั้งแต่ก่อนจะเข้าโร งพยาบาล ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลยที่ชั้น7แห่งนี้
พื้นห้องที่ได้รับการทำความสะอาดจนมีแสงส่องประกาย.. .เพดานที่สูงกว่าชั้นอื่นๆ เพดานสูงๆ...
ปลอกข้อมือสีขาว...และหน้าต่างที่เปิดช่องสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร...
"นั่นมันเนื้อเรื่องในเกมส์นาคิซที่พี่เอเล่นจบไปไม่น านมานี้ไม่ใช่หรือไงกัน"ที่ผมพูดถึงก็คือนิยายเกมส์
เรื่องของเด็กสาวคนใข้ที่ป่วยรักษาไม่หายอยู่แต่ในโร งพยาบาลที่ชั้น 7 "เอ๊ารู้ทันซะอีก..."
"เอาเป็นว่าตามนั้นก็แล้วกัน"ผมว่าพี่เอแกอำผมเล่นเลียนแบบ ทูชัวร์ๆคงเป็นเพราะเห็นว่าผมหลอกง่ายด้วยละมั้ง
แล้วพี่เอหลังจากถูกผมจับไต๋ได้ก็รีบชิ่งหนีไป ทำตัวเหมือนเด็กซะจริง"พี่จียังมองไม่เห็นความจริงในคำโกหกอีกหรือค่ะ"
น้องหญิงที่อยู่ข้างหลังผมจ้องมองมาด้วยแววตาสงสัยว่ าผมจ้องเธอทำไม "หน้าเรามีอะไรติดอยู่รึค่ะพี่จี?"
"ไม่มีอะไรหรอกเมื่อกี้น้องหญิงว่าไงนะ" "เราไม่ได้พูดอะไรเลยค่ะเราแค่มาแอบข้างหลังพี่จีให้ต กใจเล่นเท่านันเอง"
ผมคิดว่าผมได้ยินเสียงของน้องหญิงทั้งๆที่น้องหญิงไม ่ได้พูดอะไรเลย แบบนี้มาหลายหนแล้วนะ มันเป็นอาการคล้ายๆแดจาวู
วูบๆแปลกๆและมาอยู่บ่อยๆ สงสัยเพราะผมคงจะเครียดกับงานที่หนักและน่าปวดหัวพวก นี้แหงๆ
ว่าแต่ความจริงในคำโกหกนี่มันอะไรกันนะ..ผมกลับมานั่ งนึกเรื่องพวกนี้ในห้องนอนตัวเอง รึว่า...
เพราะต้องการความช่วยเหลือ จึงต้องสร้างเรื่องโกหกให้คนสนใจ ที่โกหกก็เพราะต้องการเพื่อนเล่นและรับฟัง..
ถ้างั้น ที่โกหกว่าแก๊ซระเบิดเพราะใช้แก๊ซไม่เป็น ที่บอกว่าก๊อกน้ำไม่ไหลก็เพราะใช้น้ำอุ่นไม่เป็น ถ้างั้นเรื่องทั้งหมดก็ลงตัว
แต่ว่าถ้าเป็นแบบนี้ทูก็จะไม่พึ่งพาตัวเองแล้วก็เข้า กับใครไม่ได้ แถมต้องมาเป็นภาระให้ตัวผมเองซะอีก
ยังไม่ทันที่ผมจะคิดอะไรต่อ ทูก็โทรศัพท์ตามตัวผมอีกจนได้ แต่ยังไงซะก็ต้องช่วยดูแลไปก่อนละนะจนกว่าจะพึ่งพาตั วเองได้
ผมไม่รับโทรศัพท์แต่ตรงไปที่ห้องของทูเพราะรู้เลยว่า ยังไงก็คงจะเป็นเรื่องโกหกอีกนั่นแหละ "พี่จีทำไมไม่รับโทรศัพท์ละ"
ทูในชุดนอนตัวเดียวในมือถือพิซซ่ากินอย่างเอร็ดอร่อย "นี่มันเรื่องอะไรกันละเนี่ย.." ทูยื่นกล่องพิซซ่ามาให้ผม
"คนเดียวกินไม่หมดช่วยกินหน่อย"เอาเถอะนะ..เรียกมาเพราะจะให้ช่วยกินพิซซ่าเนี่ยนะ
"ไม่คิดจะกินอะไรที่มันมีประโยชน์มากกว่านี้เลยรึไงนะ"ทูทำท่าสนใจขึ้นมา"แล้วไอ้ที่ว่ามีประโยชน์นะอร่อยกว่าพิซซ่ารึเปล่า"
"เรื่องนั้นนะช่างมันเถอะ..พี่จีรู้เรื่องของเราแล้วส ินะ.." เรื่องอะไร?อยู่ๆทูก็ตีน่าซีเรียสแล้วมองมาทางผม
"เรื่องที่เราเป็นแม่มดมีชีวิตอยู่มากว่าสี่ร้อยปีแล้ วก็โดนชาวบ้านตามล่าเพราะต้องการความเป็นอัมตะและพลั งอำนาจจากแม่มด"
"กุเรื่องขึ้นมาอีกแล้วละสิ เธอนี่มันเด็กเลี้ยงแกะดีๆนี่เองนะ" "พี่จีรู้จักนิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะด้วยเหรอ"
"รู้จักสิใครๆก็รู้จักกันทั้งนั้นแหละเด็กเลี้ยงแกะจอ มโกหก" "ไม่ใช่นะเด็กเลี้ยงแกะนะโกหกเพื่อช่วยเหลือคนในหมู่บ ้านต่างหาก"
"แต่ที่พี่เคยได้ยินเด็กเลี้ยงแกะโกหกคนเพราะต้องการแ กล้งคนไม่ใช่เหรอไง" "งั้นพี่จีลองมาฟังเด็กเลี้ยงแกะฉบับทูทูก็แล้วกัน"
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่งบนเนินเขา พวกเขาเลี้ยงแกะเป็นอาชีพ มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งได้เลี้ยงแกะไว้จำนวนมาก
วันหนึ่งเขาได้ล่วงรู้จากรอยเท้าของหมาป่า จึงรู้ได้ว่าได้มีหมาป่าเจ้าเล่ห์ที่กินแกะและสวมหนั งแกะเข้ามาปะปนในฝูงแกะ
เด็กเลี้ยงแกะได้ป่าวประกาศเตือนให้ผู้คนในหมู่บ้านร ะวังตัวเรื่องแกะ แต่ชาวบ้านล้วนไม่เชื่อเพราะเด็กเลี้ยงแกะ
เคยป่าวประกาศว่ามีหมาป่าเข้ามาในหมู่บ้านมาสามครั้ง สามคราแล้ว แต่ก็หาตัวหมาป่าไม่พบ จึงปักใจเชื่อว่าไม่มีหมาป่าจริงๆ
เด็กเลี้ยงแกะถึงแม้ว่าจะไม่มีใครเชื่อแต่ก็ตะโกนร้อ งป่าวประกาศอยู่อย่างนั้นถึงสามวันสามคืน จนชาวบ้านทนไม่ไหว
พยายามจับตัวเด็กเลี้ยงแกะด้วยความโมโห เด็กเลี้ยงแกะหนีเข้าไปหลบอยู่กลางฝูงแกะ ชาวบ้านไล่ต้อนแกะทั้งหมดเข้าไปในคอก
แล้วค้นหาเด็กเลี้ยงแกะที่ซ่อนอยู่ในฝูงแกะทีละตัวๆ จนกระทั่งเจอหมาป่าที่คลุมหนังแกะที่โทรมไปด้วยเลือด และจับตัวหมาป่าตัวนั้นได้
ชาวบ้านได้รู้ถึงความจริงก็พยายามตามหาตัวเด็กเลี้ยง แกะแต่สายไปแล้วเด็กเลี้ยงแกะได้ตายไปแล้วเพราะสู้กั บหมาป่าเพียงลำพัง
ท่ามกลางฝูงแกะ ชาวบ้านต่างทราบซึ้งและจดจำคุณธรรมของเด็กเลี้ยงแกะไ ว้ตราบนานเท่านาน "จบแล้ว.."ทูพูดจบพลางหยิบ
พิซซ่าชิ้นสุดท้ายเข้าปาก "ต่างกับที่เคยได้ยินเลยใช่ไหมละเรื่องนี้นะได้ฟังมาจ ากแม่อีกทีนะ" เป็นเรื่องของเด็กเลี้ยงแกะที่มีคุณธรรม
ที่ผมเคยได้ยินเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย"ถ้าไม่มีเด็กเลี้ยงแกะคอยตะโกนเตือน ชาวบ้านก็คงจะโดนหมาป่าขโมยกินแกะแน่ๆ"
"แต่เด็กเลี้ยงแกะก็ตายเพราะหมาป่าอยู่ดี" "นั่นสินะเหมือนทำคุณบูชาโทษเลย" ทั้งผมและทูต่างก็นิ่งเงียบไปพักใหญ่ๆ
"พี่จีอยากฟังเรื่องเด็กเลี้ยงสุนัขไหม" "ก็เอาสิ" "ห้ามหัวเราะนะห้ามร้องให้ด้วย สัญญานะ" "อืม"
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเด็กหญิงลูกเศรษฐีคนหนึ่งอา ศัยอยู่ในบ้านแสนสุขกับพ่อแม่และสุนัขหนึ่งตัว เป็นบ้านธรรมดาๆที่มีแต่ความอบอุ่น
แม่ต้องไปทำธุระที่ไกลๆ ได้บอกกับเด็กหญิงว่าถ้าเป็นเด็กดีพูดแต่ความจริงดูแ ลเจ้าสุนัขดีๆแล้ว พอแม่กลับมาจะซื้อของฝากมาให้เยอะๆเลย
หลังจากวันนั้นแม่ก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย เด็กน้อยเฝ้ารอวันที่แม่จะกลับมาทำตัวเป็นเด็กดีเชื่ อฟังพ่อทุกอย่าง แต่แม่ก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย
แต่เด็กน้อยก็ยังรอคอยอย่างมีความหวังจนกระทั่งวันหน ึ่งแม่ได้กลับมาซื้อของมาฝากเยอะแยะตามที่สัญญา และพาไปเที่ยวที่ต่างๆ
อย่างสนุกสนาน จนกระทั่งแม่ถามว่า...อยากจะอยู่กับพ่อรึว่าแม่ ถ้าอยู่กับแม่จะซื้อของให้ทุกวันจะพาไปเที่ยวทุกวัน
แต่เด็กน้อยกลับบอกว่าอยากอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าทั้งพ ่อและแม่ .. เด็กน้อยไม่เข้าใจอะไรเลย เด็กน้อยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อแม่ถามอีกครั้งเด็กน้อยก็ตอบว่า.. "อยากอยู่ในบ้านพ่อที่มีแม่อยู่" จากวันนั้นมาเด็กน้อยก็ไม่ได้เห็นหน้าแม่อีกเลย
แม่ของเด็กน้อยไม่กลับมาอีกแล้วถึงแม้ว่าจะเป็นเด็กด ีแค่ไหน ไม่ว่าจะพูดความจริงสักเท่าไหร่ แม่ก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย...
ผมมองใบหน้าเปื้อนน้ำตาของทู ด้วยแววตาสงสาร "ขี้โกงนี่นาไม่ให้ร้องให้แต่มาทำหน้าแบบนั้นนะ พี่จีขี้โกง"
ผมลูบหัวของทูเบาๆ"ไม่เป็นไรแล้วนะถึงแม่จะไม่กลับมาทูก็ยังมีพ่ออยู่นะ" "บ้านที่ไม่มีแม่นะทูไม่อยากจะอยู่หรอกนะ"
เพราะแบบนี้ถึงได้หนีออกมาจากบ้านสินะ บ้านที่เคยมีแม่อยู่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว..ผมเข้าใจควา มรู้สึกของเธอดี
เพราะผมเองก็ไม่มีแม่เหมือนกันผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน้ าแม่ของผมเป็นยังไง แต่ผมก็มีคุณน้าที่เหมือนเป็นแม่แท้ๆของผม
ผมรู้ดีว่าบ้านที่กลับมาหลังเลิกเรียนที่ไม่มีคนอยู่ นะเป็นยังไง ความรู้สึกที่ต้องรอคอยคนที่จะไม่ได้เจอกันอีกเป็นคร ั้งที่สอง
เป็นแบบไหน แล้วก็ความรู้สึกที่ต้องโดดเดี่ยวนั่นด้วย เพราะพ่อของผม ก็มักจะทำงานจนมืดค่ำแล้วก็ออกไปทำงานแต่เช้า
ก็คงจะเหมือนพ่อของทูนั่นแหละ เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันจึงแทบไม่มีเลย ผมคิดว่าทูคงไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร
ไม่ต้องการให้ใครมาเห็นน้ำตา จึงต้องอดทนและทำตัวให้ร่าเริงและโกหกคนอื่นๆเพื่อซ่ อนและปิดปังเรื่องของตัวเองไว้
ผมมองทูเหมือนเห็นตัวเองสมัยก่อนที่จะเจอกับคุณน้า ที่ทำตัวเกเรไปวันๆหาเรื่องชาวบ้านเค้าไปทั่ว
"โทษทีนะ เรื่องเมื่อกี้นะโกหกทั้งเพนั่นแหละจ๊ะ"ทูแลบลิ้นทำหน้าลิงหลอกเจ้า"อืม แต่พี่เชื่อนะพี่เชื่อเด็กเลี้ยงแกะ"
"ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องโกหกนะเหรอ" "ถึงจะโกหกแต่ถ้าเรียกละก็พี่ก็จะมาแต่อยากจะให้น้อยๆ ลงหน่อยจะได้ไหม"
"เด็กเลี้ยงแกะจะถือว่านั่นเป็นคำสัญญานะ" "ก็แล้วแต่นะแต่สำหรับชาวบ้านที่หอนี้นะถึงจะมีหมาป่า มาแต่ก็ไม่กลัวหรอก"
"เพราะอะไรละหรือจะบอกว่าหัวหน้าหมู่บ้านจัดการหมาป่า ได้" ทูมองมาทางผมด้วยแววตาที่ไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่
"ไม่ใช่หรอกเพราะหมู่บ้านนี้นะเชื่อใจซึ่งกันและกันแล ้วก็ทุกคนเป็นเหมือนพี่น้องกันยังไงละ"
"แต่สำหรับฉันนะ ฉันว่าเห็นไอ้หมาป่าหื่นที่พยายามจะแทะโลมลูกแกะอยู่ นะ" เสียงของเจ๊ลูดังกังวานเหมือนกับ
หลุดมาจากนรกก็ไม่ปาน ผมมองดูสถานการณ์รอบๆถึงได้เข้าใจ ผมนั่งบนเตียงของทูและทูในชุดนอนเสื้อตัวเดียว
นั่งคุยกันอยู่ในห้องของทูสองต่อสอง ... "ไหนบอกว่าคนหมู่บ้านนี้เชื่อใจกันไงค่ะ"
"เอ่อ..ส่วนใหญ่ละ..มั้ง" นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมจะได้พูดออกไป ในขณะที่ผมยังมีสติอยู่
"แล้ว...หลังจากนั้นละ ทำยังไงทูถึงได้เลิกตามตื้อจีนะ" พี่เอถามด้วยความสงสัยในขณะที่กินสปาเก็ตตี้มื้อเย็น
"ก็หลังจากนั้นพ่อของทูก็ส่งสาวใช้มาช่วยดูแลที่ห้องใ ห้ด้วยความเป็นห่วงนะสิ"ผมพูดทั้งๆที่ใช้มือขวาข้างเดียว
พยายามเกี่ยวสปาเกตตี้"อย่ากินเละเทะสิค่ะพี่จีเราอุตส่าห์ทำเองเลยนะ"ถึงจะบอกแบบนั้นก็เถอะ
แต่จริงๆแล้วก็แค่ให้น้องหญิงช่วยทำ แต่คนทำจริงๆก็เป็นโซดานั่นแหละ ผมได้แต่ภาวนาว่าคงจะไม่มีอะไรแปลกๆ
อยู่ในสปาเกตตี้นี่แหละนะ ส่วนเจ๊ลูคงจะสำนึกผิดที่ทำรุนแรงเกินกว่าเหตุเลย พยายามหลบหน้าผมไปอาทิตย์เต็มๆ
อาทิตย์นี้ก็ต้องให้โซดาดูแลเรื่องปากท้องไปก่อนละนะ หรือไม่ก็สั่งพิซซ่ามากิน ถ้าสั่งมาทีไร
ผมมักจะเห็นทูเดินตามพนักงานส่งมาทุกที แต่ก็เอาเถอะพิซซ่าถาดเดียวนะคนเดียวกินไม่หมดนี่นะ. ..
-------------------------------------------------------
Mullen
07-13-2009, 09:20 AM
มาต่ออีกแล้วสินะนาย กับซีรี่ย์ยาว
sohigh159
07-13-2009, 07:40 PM
เหนเฮียจีลงมาตั้งนานล่ะ แต่ตอดสอบ แกะ แพะ ไม่มีเวลามาอ่านสักที ว่าแต่ หอเฮียจีนี้มันช่าง. . . เฮ้อ. . . .
http://img198.imageshack.us/img198/7894/l2g.jpg
MiniStory SideStory จะเอากลับมาลงใหม่
แต่ก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ไหนดี
(มันคล้ายๆไดอารี่ที่เหมือนเรื่องเล่าตลกสั้นๆหรือกา ร์ตูนสี่ช่องประมาณนั้น)
sohigh159
07-14-2009, 07:24 PM
คาแร็กเตอร์ตัวจริงเรยฮะเฮีย=w=" ว่างๆสอย เรื่องนี้มาแจกที่บอดนี้มั้งจะดีไหมเนี่ย
zkrap
07-19-2009, 07:55 AM
โอ๊กกกก...!! ไปสอบบบก่อนนน เด๋..วว ม.า..อ่า..นนน!!!!
(ตูว่าไปโรงบาลก่อนดีที่สุด)
Edit : ปริ๊นท์ใส่ A4 ไปอ่านเลย.. ว่างๆมานั่งอ่านเพลิดเพลินดี..
HaMeaw
07-27-2009, 04:54 PM
กลับมาอ่านอีกทีก็ยังสนุกเหมือนเดิม
[การรุกรานของสาวใช้ของทู]
}ร่มสีแดงแรงอันตรายสามเท่า{
วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมต้องใช้แรงงานอาบเหงื่อ ต่างน้ำยิ่งกว่าทุกวัน ผมจึงต้องมานั่งพัก
ที่ม้านั่งหน้าหอพักใต้ต้นลั่มทมต้นใหญ่ ที่หมอมักจะมานั่งอ่านหนังสือเป็นประจำ
ขณะที่ผมนั่งทอดถอนลมหายใจทิ้งขว้างไปอย่างเปล่าประโ ยชน์ ก็มีเด็กสาวรุ่นเฟริน์
ถือร่มพกขนาดที่ยาวกว่าปกติไว้ข้างลำตัวตรงเข้ามาหาผ ม
"ขอประทานโทษนะค่ะ..เธอค่ะ..ที่นี่มีคุณหนู...เอ่อ..เ ด็กที่ชื่อทูอาศัยอยู่ใช่ไหมค่ะ"
"ใช่ครับมีธุระอะไรกับซีอย่างงั้นหรือครับ"ผมมองไปทางเธอเป็นเด็กสาวผมยาวแววตาคม
เหมือนไม่ใช่คนไทย "ดิฉันเป็นข้ารับใช้..เอ่อคนใช้ของคุณหนูทูค่ะ" ผมนึกในใจ
กะแล้วว่าทูต้องไม่ใช่เด็กสาวธรรมดาๆแน่ๆเพราะถ้าขนา ดถือโกลด์การ์ดกับไม่รู้จักพิซซ่านี่
ก็ไม่ธรรมดาแล้วในหลายๆความหมายละก็นะ "เดี๋ยวผมจะนำทางให้เองนะครับ"
"มิได้ค่ะขอบพระคุณในความกรุณาที่ช่วยดูแลคุณหนูมาเป็ นอย่างดีนะค่ะ"
"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับทางนี้ก็ไม่ได้ดูแลอะไรเป็นพิ เศษหรอกครับ"
ผมละรู้สึกซาบซึ้งใจคุณท่านพ่อของทูจริงๆที่ส่งสาวใช ้มาดูแลเพราะจากนี้เป็นต้นไป
ผมก็จะได้ปลดเปลื้องภาระต้องมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้ซ ีเพราะมีคนมาแทนแล้วนะสิ
พูดถึงก็มาพอดีเลยทูเดินลงจากหอมา "พ.." ยังไม่ทันเอ่ยปากอะไร
"คุณหนู.." ทูโดดโผเข้ากอดสาวใช้คนนั้นอย่างเต็มแรง "พี่ไม้"
"คุณหนู..ค่ะอย่าแสดงกิริยาไม่เรียบร้อยเช่นนี้สิคะ"ไม้พลักตัวซีออก
"โธ่..พี่ไม้ละก็อย่าทำเป็นวางมาดไปหน่อยเลยไม่ได้เจอ กันตั้งนานสวยขึ้นเป็นกอง"
"แค่อาทิตย์เดียวเองนะค่ะ" ผมที่ไม่มีธุระอะไรแล้ว พักเหนื่อยมาก็พอสมควรแล้วจึงคิดจะกลับห้อง
"พี่จี~" พอทู ผละจากสาวใช้ก็ตรงดิ่งเข้ามาหาผม ซึ่งผมพอจะรู้ทันก็เลยเอามือยันหัวไว้
"จะทำอะไรมิทราบหือ~" ทูทำหน้าเซ็งๆที่โดนผมยันหัวหยุดไว้ ก่อนที่เธอจะโดดเข้ามาหา
"โธ่~ทูก็คิดว่าถ้าพี่ไม้มา ทูก็อดที่จะได้เล่นกับพี่จีแล้วนะซิ ทูจะต้องเสียพี่จีไปแน่ๆเลย"
"อย่าพูดเหมือนพี่กำลังจะตายไปได้ไหม!" ทูหัวเราะคิกคัก"ฮิฮิ พี่จีนี่ก็ตัดมุขได้ตลอดเลยนะ"
เธอกวักมือเรียกให้ผมก้มหน้าลงมาใกล้ๆ "พี่จี...ทูมีอะไรจะบอกนะ"พอผมเอียงหูไปหาเธอ
ผมกลับโดนหอมเข้าที่แก้มอย่างแผ่วเบาโดยที่ไม่ทันได้ ระวังตัว "ทำอะไรของเธอเนี่ย!"
"ก็แค่อยากขอบคุณสำหรับทุกสิ่งนะค่ะ" เธอส่งยิ้มให้ผมเหมือนน้องหญิงแต่รอยยิ้มนั้น
ผมรู้สึกว่านั่น อาจจะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่ผมจะได้เห็นก็ได้ ขณะที่ผมกำลังคุยกับทู
ผมรู้สึกได้ถึง อะไรบางอย่างที่พุ่งเข้ามาจากทางด้านหลังด้วยความเร็ วสูง
ด้วยสัญชาติญาณ หรือประสบการณ์ของร่างกายที่มักจะโดนเจ๊ลูจู่โจมโดยไ ม่ทันตั้งตัวบ่อยๆกันดีละ
ผมเลยหลบพ้นได้อย่างฉิวเฉียด สิ่งนั้นก็คือร่มปลายเหล็กสีแดงขนาดยาวที่คุณสาวใช้ห น้าตาไร้อารมณ์
เหมือนกับใครสักคนในหอนี้ พกติดตัวมานั่นเอง เธอแทงมาที่ข้างหัวผมอย่างฉิวเฉียด
ด้วยแรงชนิดที่ว่าปักจมลึกเข้าไปในต้นลั่นทมจนเป็นรู นี่ถ้าผมไม่หลบละก็หัวของผมก็คงจะมีรู
เหมือนต้นไม้นี้เป็นแน่.. "ขออภัยที่เสียมารยาทแต่การปกป้องคุณหนูคืองานของดิฉั นค่ะ"
"นี่เธอ!คนที่เป็นฝ่ายโดนกระทำนะมันผมไม่ใช่รึยังไง!แ ล้วอีกอย่างนะเป็นแค่เด็กผมไม่ได้สนใจเลยสักนิด"
"หมายความว่าคุณคบกับคุณหนูเพียงแค่เล่นๆอย่างนั้นรึค ่ะ"ทูทำหน้าเหมือนจะร้องให้ชนิดที่ใครๆก็ดูออกว่าแสดง
"พี่จีหรือว่าคำสัญญาที่พี่จีให้ไว้กับทูจะมีไว้เพียง เพื่อหลอกลวงหัวใจสาวน้อยที่บริสุทธิกันค่ะ"
"ขอเสียมารยาท แต่ดิฉันคงจะปล่อยคุณไว้ไม่ได้แล้วละค่ะ"บทพูดสุดแสนจะโกหกหลอกลวง
ชนิดเด็กปะถมยังจับได้ แต่สาวใช้คนนี้กลับเชื่อซะสนิทใจ แถมดูเหมือนจะไปกดสวิตช์
ที่เขียนว่า อันตราย ของเธอคนนั้นเข้าให้ซะแล้ว เธอกระหน่ำแทง ร่มที่อยู่ในมือมาที่ผม
ด้วยสัญชาติญาณเอาตัวรอดของผมเตือนว่าร่มนี่ถ้าโดนแท งด้วยความแรงขนาดเมื่อกี้
ตัวผมคงไม่ได้มีแค่รอยพกช้ำแน่ๆ "อ๊ะขอเตือนไว้หน่อยนะค่ะ ถ้าโดนร่มของพี่ไม้แทงเข้าที่หัวละก็..."
เธอหยุดพูดไประยะหนึ่งระหว่างที่ผมพยายามแทบตายเพื่อ ที่จะหลบร่ม ที่รัวมาอย่างไม่ยั้งมือ
"คงมีสภาพไม่ต่างจากมะเขือเทศที่โดนดินสอแทงทะลุสักเท ่าไหร่หรอกนะค่ะ"
"ขอบใจมากนะที่ช่วยอธิบาย ผมจะขอบคุณเธอมากกว่านี้ถ้าเธอจะช่วยหยุดคนใช้ของเธอ ที่ไล่เอาร่มแทงผมนะ"
ขณะที่ผมรู้สึกตัวอีกทีผมก็ถอยหลังจนไปชนกับต้นลั่นท มข้างหลัง นี่สินะที่เรียกว่าหมาจนตรอก
ไม่สิหมดทางรอดแล้ว..."จบแล้วสินะค่ะ ไม่ต้องห่วงค่ะดิฉันจะทำบุญไปให้แน่"
แต่ที่เธอกำลังจะทำอยู่มันปาบนะเฟ้ย! ผมหลับตาลง เหมือนภาพอดีตเก่าๆมันจะตามมาหลอกหลอนผม อย่างช้าๆ
นี่สินะอิมเมจของคนที่กำลังจะตาย เฮ้ย! ผมยังไม่ถึงที่ตายซักหน่อย ยังไม่ทันที่ผมจะตัดมุขกับตัวเองในหัว
ผมก็รู้สึกได้ถึงคนๆหนึ่งที่อันตรายซะยิ่งกว่ารถถัง ... เจ๊ลู เข้ามาหยุดร่มของสาวใช้คนนั้น
ก่อนที่มันจะแทงลงบนหน้าฝากผมไม่ถึง5เซ็น "ไม่ไหวๆถ้านายตายไปใครจะทำความสะอาดหอพักนี่กันละ~"
เจ๊ลู นะถึงเห็นอย่างนี้ก็เถอะ เธอเคยเป็นถึงตัวเต็งของแชมป์เทควันโด้ระดับมัธยมเลย แต่เธอดันเลิกเล่นซะก่อน
ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า ...เบื่อแล้ว.. ไม่งั้นป่านนี้อาจจะได้เป็นนักกีฬาระดับประเทศไปแล้ว ก็ได้ ...
"นายกำลังคิดอยู่สินะว่าถ้าตายไปตอนนี้คงจะสบายกว่าแต ่โทษทีนะที่ต้องให้อยู่ต่อ"
"เพราะวันนี้ฉันอยากกินซุบเต้าเจี้ยว" นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย...ที่นี่มันหอพักนะเฟ้ย !ไม่ใช่ถนนนักสู้
แล้วผมก็เป็นแค่คนธรรมดาๆ ทำไมต้องมาเจอกับเรื่องอะไรพวกนี้ด้วย ผมคนธรรมดาๆนะเฮ้ย!
"โธ่ หมดสนุกกันพอดีเราคิดว่าจะได้เห็นพี่จีเอาชนะพี่ไม้ไ ด้ซะอีก.." คุณเธอชักสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
"เธอก็รู้ใช่ไหมว่าชีวิตของหมอนี่นะมันไม่สำคัญอะไรมา ก แต่ว่า..ไม่มีใครฆ่าหมอนี่ได้นอกจากฉันคนเดียวเท่านั ้น"
เจ๊ลูจ้องตาด้วยสายตาที่ฆ่ากันได้ชนิดที่ผมเอง ก็ยังรู้สึกได้ จนทูต้องหลบสายตาแล้วไปหลบข้างหลังสาวใช้
"พี่ไม้ช่วยด้วย" สิ้นเสียงของทูก็เหมือนระฆังเริ่มยกทั้งสองคนพุ่งเข้ าใส่กัน ชนิดที่ผมไม่มีช่องว่างตรงไหน
ที่จะเข้าไปพูดแทรกให้หยุดได้เลย แต่ไม่ทันที่ทั้งสองคนจะเข้าปะทะกันพี่เอก็เข้ามาหยุ ดทั้งคู่ไว้
สภาพก็คือพี่เอที่อยู่ตรงกลางมือซ้ายจับปลายร่ม มือขวาก็หยุดลูเตะของเจ๊ลูไว้ ผมแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
"นี่มันเรื่องอะไรเนี่ย จีคุงอธิบายให้พี่ฟังหน่อยได้ไหม" พี่เอที่ปกติเฮฮาปาร์ตี้บ้าบอไปวันๆ
ดูเหมือนจะเก่งกว่าสองคนนี้อีก ... ผมใช้เวลาอธิบายพี่เออยู่นานพอสมควร ในขณะที่เจ๊ลู
โดนพี่เอจับมัดไว้กับต้นไม้ "พี่เอปล่อยนะฉันจะสั่งสอนยัยร่มนั่นซะหน่อยปล่อยเดี๋ ยวนี้!บอกให้ปล่อย!"
ผมพยายามทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเจ๊ลูสบถอย่างเกรี้ยวกร าด ไม่สิผมไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นแหละ
"ปล่อยไว้อย่างนั้นสักพักเดี๋ยวลูจังก็เป็นเด็กดีเองน ั่นแหละนะ"พี่เอยิ้มให้ผมแล้วมองไปทางเจ๊ลูอย่างยิ้มเจื่อนๆ
"โธ่~พี่เอ..ปล่อยเถอะนะ...นะ"คราวนี้เจ๊ลูเสียงค่อยๆอ่อยลงเพราะตะโกนไปจนแทบจะหมด แรง
แต่คู่กรณีอีกคนหนึ่งที่พี่เอลากไปอบรมกับทู(หลังจาก มัดเจ๊ลูเสร็จ) กลับนั่งพับเพียบอย่างเรียบร้อยนิ่งๆ
เหมือนตุ๊กตาไม่มีผิด ผมละสงสัยจริงๆว่าพี่เอไปเกลี้ยกล่อมกันอีท่าไหน พอผมไปสบตากับเธอเข้า
เธอกลับค้อมหัวลง "ขออภัยสำหรับเรื่องเข้าใจผิดและเสียมารยาทเมื่อสักคร ู่ด้วยนะค่ะ"
ตอนนี้กลับวางมาดเป็นสาวใช้มาดขรึมทั้งๆที่เมื่อกี้จ วนจะ ฆ่าผมอยู่แล้วแท้ๆ
"ตอนนี้ก็จบเรื่องแล้วทุกๆคนแยกย้ายกันไปได้แล้วละนะ ส่วนลูจังก็สัญญาแล้วนะว่าจะไม่ไปหาเรื่องค้าอีก"
"ค่ะพี่เอ.." เจ๊ลูยอมหย่าศึกแต่โดยดีแล้วกลับขึ้นหอพักไป ส่วนทูและไม้ก็พากันกลับห้องของตัวเอง
"อ้อจีคุงพี่ขอเตือนอะไรสักอย่างนะ..ถ้าไม้ถามอะไรให้ ตอบใช่อย่างเดียวนะ"พี่เอพูดพลางยิ้มกริ่ม
แล้วก็ฮัมเพลงที่ผมไม่รู้ว่าเป็นเพลงอะไรกลับขึ้นหอพ ักไป
หลังจากที่เรื่องทั้งหมดสงบลง เหมือนไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้นมาก่อน
ผมคิดไปเอาเองว่าเมื่อกี้ ตัวเองอาจจะหลงไปอยู่ในนิยายต่อสู้แฟนตาซี เรื่องไหนสักเรื่องก็ได้
ตัวผมเองก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันแต่พอ มาลองๆคิดดูหอพักนี้
มันเป็นแหล่งรวมเรื่องไม่ปกติผิดธรรมชาติอยู่แล้วประ วัติล่ำลือก็ยาวนานพอสมควร
ถ้าจะมีตำนานนักสู้เพิ่มขึ้นอีกสักเรื่องก็คงไม่เป็น ไรมั้ง ผมที่ฟุ่งซ่านกับจินตนาการของตัวเอง
ขณะที่จัดการเก็บกวาดใบไม้บนพื้นที่ร่วงหล่นจากต้นลั ่นทม ผมก็บังเอิญไปสบตาเข้ากับคู่กรณี
ที่เกือบจะฆ่าผมไปเมื่อกี้ที่เดินย้อนกลับมาหาพอดี "อยากจะขอยืนยันอะไรสักอย่างจะได้ไหมค่ะ"
"ครับ"ผมรับคำไปเองโดยอัตโนมัติ "คุณหนูเป็นคู่หมั้นของคุณจริงๆหรือค่ะ..."
ผมรู้สึกเหมือนมีก้อนหินขนาดใหญ่กดทับอยู่บนหัว.. มันช่างเป็นความรู้สึกที่หนักอึ้งอะไรเช่นนี้
ผมพอจะเดาๆเนื้อความที่พี่เออธิบาย และเหตุผลที่สาวใช้คนนี้เลิกตอแยผมและข้อความสุดท้าย ที่พี่เอ
ฝากไว้ให้ผม ตอนนี้ผมมีทางเลือกสองทาง จะหลอกสาวใช้แสนซื่อตรงนี้ หรือ ซื่อสัตย์กับตัวเองแล้วก็ตายซะตรงนี้
ผมมันคงจะเป็นไอ้โง่บริสุทธิ์จริงๆ ที่เลือกแบบนี้"ไม่ใช่อย่างที่เธอเข้าใจหรอกนะผมไม่..."สิ้นเสียงของผม
มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผมแน่ใจว่า ผมจะต้องตายลงตรงนี้เป็นแน่แท้และคนที่จะมาช่วยผมตอน นี้คงไม่มีอีกแล้วละ
เพราะร่มปลายเหล็กแหลมที่อยู่ในมือเธอนั้น จ่อลงมาที่คอหอยผมพอดี "จะขอถามซ้ำคำถามเดิมอีกครั้งนะค่ะ"
"คุณเป็นคู่หมั้นคุณหนูใช่รึเปล่าค่ะ" สายตาของเธอนั้นดุดันและบ่งบอกได้เป็นอย่างดีเลยว่าเ ธอเอาจริงแน่ๆ
"ผมไม่ได้เป็นคู่หมั้นหรืออะไรทำนองนั้นจริงๆที่พี่เอ พูดมานะเรื่องกุขึ้นมาทั้งนั้นแหละ"
"เข้าใจแล้วค่ะ" เธอลดมือลง "ขอบคุณเป็นอย่างสูงที่กรุณาตอบมาอย่างตรงไปตรงมาค่ะ"
เธอเก็บร่มใส่ปลอกแล้วแนบไว้ข้างเอวเหมือนเป็นดาบไม้ ยาวๆไม่มีผิด เดินหันหลังให้ผมแล้วกลับเข้าหอพักไป
"เดี๋ยวก่อน..ทำไมเธอถึง.." เธอหยุดเดินแต่ไม่ได้หันกลับมามองผม
"ถ้าคุณบอกว่าเป็นคู่หมั้นจริงๆ ฉันก็คิดจะจัดการคุณแล้วก็ฆ่าตัวตายตามค่ะ แต่คุณกลับไม่ได้บอกเช่นนั้น"
"ขอโทษนะสำหรับเรื่องพี่เอนะ" "มิได้ค่ะ" สาวใช้คนนั้นเดินกลับเข้าไปในหอพัก
โดยที่ไม่ได้เหลียวมองกลับมาที่ผมอีกเลย...
HaMeaw
09-29-2009, 12:35 PM
ตอนใหม่กว่าจะมา
ฮ่าๆเรื่องชักจะไปกันใหญ่แล้ว
sohigh159
09-30-2009, 09:09 PM
หอพี่จี อยู่แถวไหนเนี่ย!! ว่างๆจะขอไปดู และ ขอถวายตัวเป็นศิษย์สะหน่อย แต่ล่ะคน. . .เหอๆๆ
หายไปนานแล้วกลับมาก้อยังแจ๋วเหมือนเดิมน่ะครับเนี่ย เหอๆ
Beak-ko
10-02-2009, 02:08 PM
หอพี่จี อยู่แถวไหนเนี่ย!! ว่างๆจะขอไปดู และ ขอถวายตัวเป็นศิษย์สะหน่อย แต่ล่ะคน. . .เหอๆๆ
หายไปนานแล้วกลับมาก้อยังแจ๋วเหมือนเดิมน่ะครับเนี่ย เหอๆ
ว่างแน่เหรอฟระ :Emoticon-081_panda:
[แม้ว่ากลีบดอกไม้ซ้ายและขวาจะเหมือนกันแต่ก็ไม่ใช่อั นเดียวกัน]
}การรุนรานของฝาแฝด!?{
วันนี้ผมก็ต้องทำงานหนักอีกวันเหมือนเช่นดั่งเคย
ผมรู้สึกว่าการใช้ชีวิตที่ต้องใช้แรงงานหนักเยื่ยงทา สแบบนี้ก็เป็นสีสันอย่างหนึ่งของชีวิต
มันให้ความรู้สึกได้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็การได้ดื่มอะไรเย็นๆนั่งที่ม้านั่งตัวเดิมใต้ต ้นลั่นทม
ที่มีหมอมานั่งอ่านหนังสืออยู่ก่อนแล้ว ทำซ้ำๆกันไปมาทุกวันนี่ก็เหมือนกันถึงมันจะน่าเบื่อแ ต่ก็ยังดีกว่า
ให้ผมไปเจอเรื่องเฉียดตายหรือเรื่องมหัศจรรย์แฟนตาซี บ้าบอคอแตกหรือไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่อง
แปลกๆเข้าให้ ถึงผมจะคิดแบบนั้นก็เถอะนะแต่ที่หอพักนี้ไม่ว่าจะเป็ นเรื่องแปลกหรือมหัศจรรย์แค่ไหน
มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ เพราะที่หอพักนี้เอาบรรทัดฐานตามปกติที่มีอยู่บนโลกน ี้โยนทิ้งถังขยะไปได้เลย
คุณจะได้พบกับเจ้าของหอพักผู้หยิ่งยโสที่ชำนาญเทควัน โด้ หนอนหนังสือนักวิทยาศาตร์ที่เก่งกาจเหมือนหุ่นยนต์
แมวสีฟ้าที่ไม่มีหู เด็กสาวเลี้ยงแกะที่โกหกหน้าตายเพื่อความสนุกของตัวเ อง สาวบ้างานที่ทำอะไรก็ได้เพื่อเงิน
สาวใช้ที่พกร่มสีแดงต่างดาบ สาวน้อยนักเขียนการ์ตูน แม่ครัวที่ทำอาหารปกติกลายเป็นอาหารพิศดารไปได้
เฮ้อ แค่คิดว่าต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนแปลกๆพวกนี้ ก็แทบอยากจะหากิ่งต้นลั่นทมดีๆสักกิ่งแล้วแขวนคอตายซ ะเดี๋ยวนี้เลย
ผมที่กำลังพุ่งซ่านเข้าขั้นก็มองไปรอบๆ เพื่อจะหากิ่งดีๆที่ว่าก็ไปสบตาเข้ากับเด็กผู้หญิงคน หนึ่งที่ท่าทางละล้าละลัง
ตัวเล็กๆเหมือนเด็กประถม พอเธอรู้ตัวว่าผมกำลังมองอยู่ก็หลบสายตาผม ไปเกาะอยู่ข้างๆต้นลั่นทม
"น้อง..เข้ามาได้ยังไงแล้ว..เข้ามาทำอะไร" หมอที่นั่งอยู่บนม้านั่งเดียวกับผมปิดหนังสือนั่นเป็ นสัญญาณว่าจะกลับห้องแล้ว
"ฉันเปิดให้เข้ามาเอง..เธอมีธุระกับนายนะ"พอหมอพูดจบก็เดินขึ้นหอพักไป "มีธุระ?กับพี่?"
ผมมองไปทางเด็กคนนั้นที่ดูยังไงก็คงไม่เกินกว่าชั้นป ระถมแน่ๆและท่าทางขี้อายสุดๆ "ขะ..ขอโทษทีนะค่ะ คือ..คือว่า.."
ผมคิดว่ากว่าที่เธอจะพูดออกมาได้คงต้องรวบรวมความกล้ าออกมานานแน่ๆ เพราะงั้นผมจึงอดทนรอรับฟังอยู่นาน
แต่เด็กคนนั้นกลับวิ่งหนีออกไปโดยที่ยังไม่ได้พูดอะไ รต่อ... ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย..
ผมบ่นพึมพำกับตัวเองอยู่สักพัก ก็มีเด็กผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนกันกับเด็กคนเมื่อกี้ เพียงแต่ผูกผมคนละทรงกันกับเด็กคนเมื่อกี้
ที่ผูกผมม้าแต่เด็กคนนี้กลับปล่อยผม แถมดูท่าทางมั่นใจในตัวเองสุดๆ จนทำให้ผมคิดว่าคงเป็นอีกคนหนึ่งแถมสายตาดูไม่เป็นมิ ตรเลยด้วย
"เฮ้..แกนะเป็นผู้ดูแลหอพักนี้ใช่ไหม" ยัยเด็กคนนี้ไร้มารยาทสุดๆผมอายุมากกว่าควรจะเรียกให ้ดีกว่านี้หน่อยไม่ใช่รึไง
"นี่เธอเป็นเด็กเป็นเล็กพูดจานะมีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ ่.." ผมพูดยังไม่ทันจบก็รู้สักได้ถึงอะไรสักอย่างที่พุ่งเ ฉียดๆหน้าผมไป
พอหันไปมองตามทิศที่อะไรสักอย่างนั่นพุ่งไป ผมก็เห็นไขควงขนาดเล็กปักอยู่กับต้นลั่นทม "อย่ามาเรียกฉันว่าเด็กนะ!!"
"ถึงร่างกายจะตัวเล็กกว่าคนปกติแต่ฉันก็อยู่มหาลัยแล้ วนะยะคนที่เสียมารยาทนะมันนายต่างหาก"
อีกแล้ว..ผมคิดกับตัวเองทำไมผมต้องมาเจอกับพวกเหนือม นุษย์แบบนี้อีกแล้ว ผมพยายามนึก
ว่าชาติที่แล้วไปทำกรรมอะไรมาถึงต้องเจอกับคนจำพวกนี ้เสมอๆ "เมื่อกี้นายใช่ไหมที่ทำให้รันร้องให้นะ"
ถ้าให้ผมเดาเอาละก็เด็กสาวที่เพิ่งจะวิ่งหนีไปเมื่อก ี้คงจะเป็นรันแน่ๆ สมชื่อจริงๆ RUN = วิ่ง
"คนที่ทำให้รันร้องให้ฉันไม่มีวันยกโทษให้เด็ดขาด"เธอพูดจบก็กางนิ้วออกระหว่างนิ้วทั้งสิบของเธอ
มีไขควงขนาดเล็กออกมาเธอตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะสู้เ ต็มที่ "เอาละมาเริ่มฆ่าฟันกันเถอะ"
พอผมได้ยินแบบนี้รู้สึกเหมือนกับว่าพักนี้ผมจะเจอเรื ่องแบบนี้ชักจะถี่ขึ้นแล้วนะผมยังแปลกใจกับตัวเอง
ที่ทำไมถึงกลับยอมรับเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องธรรมดาๆไ ปแล้วได้ยังไง "แล้วพวกเธอมีธุระอะไรกับผมอย่างนั้นรึ"
ท่าทีเธอเริ่มสงบลงบ้างแต่ในมือยังคงมีไขควงอยู่ "ก็แค่..หาที่อยู่นะ" ผมคิดแล้วว่าธุระของพวกเธอก็คงจะมีอยู่แค่เรื่องเดีย ว
"ไม่ได้คาดหวังอะไรมากหรอกนะคิดว่าคงอยู่ชั่วคราวแค่ป ีเดียว" "ถ้าอย่างนั้นที่นี่ก็ยังพอมีห้องเหลืออยู่"
ถึงผมจะพูดแบบนั้นก็เถอะแต่จริงๆแล้วห้องนะมีเหลือเฟ ือเลยต่างหาก "งั้นรึแต่เรื่องที่นายล่วงเกินรันไว้นะฉันไม่ให้อภัย แน่"
"ถ้าอย่างนั้นช่วยบอกชื่อของเธอได้ไหมอย่างน้อยผมก็อย ากรู้ชื่อคนที่จะฆ่าผมนะ"คราวนี้เธอกลับตอบสนอง
คำพูดของผมด้วยท่าทีที่ไม่รู้จะตอบคำถามผมยังไงดี หลังจากที่เธอนึกอยู่สักพัก "ฉันชื่อรินเป็นน้องสาวของรันถ้ารู้แล้วก็.."
"โอ๊-ว่าไงรัน.."เสียงของเฟริน์เรียกมาทางริน "เชอะมีคนมาขวางซะได้เก็บหนี้คราวนี้ไว้คราวหน้าก็ได้"
รินพูดจบก็รัน(วิ่ง)หายไป "อ้าวพี่จีเมื่อกี้มีเด็กจะเข้าหอพักใหม่ใช่ไหมค่ะ" "รู้จักกันด้วยเหรอ?"
"รู้จักสิค่ะก็เธอนะดังจะตายในคณะวิศวะเครื่องยนต์" ท่าทางจะเข้ากันกับหมอได้ดีนะเนี่ยนักวิทยาศาตร์กับว ิศวกรเครื่องยนต์
"ฮั่นแน่พี่จีมีรสนิยมสนใจรูปร่างเด็กประถมอย่างนั้นร ึค่ะ?"เฟริน์ส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยให้
"บ้าไปแล้วพี่ไม่ได้มีรสนิยมแบบนั้นซักหน่อย" "ใช่ๆจีคุงนะมีรสนิยมแบบชอบผู้หญิงที่ดูมีอายุมากกว่า"
พี่เอพยักหน้าบ่งบอกเหมือนว่าเข้าใจดีไปซะหมดในขณะที ่เฟริน์จดลงเมโมบันทึกไว้
"เรื่องนั้นช่างมันเถอะว่าแต่..ทำไมเฟริน์ถึงทักรินว่ ารันละ?" เฟริน์กลับทำหน้าสงสัยเหมือนไม่รู้จักริน
"รินนี่ใครรึค่ะ?" "รินเป็นน้องสาวของรันนะ" "ฉันรู้จักแค่รันคนเดียวนะค่ะเพราะรู้สึกว่า..."
เฟริน์หยุดตอบไปแล้วทำท่าเหมือนนึกอะไรออก "อ๊ะใช่แล้ววันนี้มีงานพิเศษนี่นาขอตัวก่อนนะค่ะ"
เฟริน์พูดจบก็รีบขึ้นหอพักไป "เหมือนโดนหลบหน้ายังไงไม่รู้แฮะ" "ใช่ๆ"พี่เอยังคงพยักหน้าล้อเลียนอยู่ข้างๆ
"แล้วก็ผู้หญิงแบบที่เกลียดก็พวกที่ดูภายนอกเหมือนผู้ ใหญ่แต่ข้างในเป็นเด็กแบบพี่เอนี่แหละ"
"ใจร้ายจังเลยแล้วแบบนั้นละ" พี่เอพูดพลางผายมือไปทางเจ๊ลูที่อยู่ชั้นสองส่งสายตา มาว่าให้รีบขึ้นมาภายในสิบวิไม่งั้นตาย
"แบบนั้นที่ว่านะเกลียดสุดๆไปเลย"
เรื่องที่เจ๊ลูเรียกผมมาก็แค่จะบอกเรื่องคนที่มาพักอ าศัยอยู่ใหม่ "แล้วก็นะ..คงจะจำเรื่องข้อตกลงระหว่างเราได้ใช่ไหม"
"~ห้ามมีผู้หญิงคนอื่นและแอบนอกใจ~"พี่เอพูดแทรกออกมา ในขณะที่วิ่งหนีเจ๊ลูไป เพราะโดนเจ๊ลูจ้องด้วยสายตา
"ครับๆจำได้ห้ามมีสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวแล้วก็อย่าเข้าไ ปยุ่งเกี่ยวเรื่องไม่เป็นเรื่อง" "ไม่ใช่แค่จำได้แต่ต้องจำให้ขึ้นใจ"
"ครับๆจะจำฝังใจเลย" "ครับทีเดียวก็พอคนสมองน้อยน่ารำคาญแบบนายนะ" "เจ๊จะบอกว่าผมโคตรโง่ก็พูดมาตรงๆเถอะ"
เจ๊ลูทำท่าเหมือนตกใจมากสุดๆ ที่ทำให้ผมรู้สึกตัว "ไม่จริงน่า..ทำไมถึงรู้ตัวได้ละ" "ทำไมต้องทำท่าตกใจซะขนาดนั้นด้วยหา?"
"เป็นความผิดของฉันเองที่ทำให้นายรู้สึกตัวถึงความโง่ เขลาของตัวเอง..ฉัน..รู้สึกผิดมากมาย"
"นี่เห็นผมโง่เขลาเบาปัญญาขนาดนั้นเลยเรอะ!" "จบเรื่องไร้สาระไว้แค่นี้เถอะว่าแต่นายคุยอะไรกับเด็ กคนนั้นงั้นรึ"
เรื่องที่ว่าผมโง่นี่กลายเป็นเรื่องไร้สาระในสายตาเจ ๊ลูอย่างนั้นเหรอเนี่ย ผมกลับโดนเลี่ยงประเด็นด้วยคำถามไปซะได้
"เด็กคนนั้นที่ว่าหมายถึงรินนะหรือ?" "เห..สนิทสนมกันเร็วจริงนะสมกับเป็นสัตว์หื่นกระหายซะ จริงๆ"
"เจ๊ลูรู้จักคำว่าหมิ่นประมาทไหม?" "ไม่รู้จักเพราะอย่างนั้นฉันถึงได้เจ๋งยังไงละ" "ครับผมยอมแล้วจะว่าอะไรก็เชิญเลย"
"นายยังไม่ตอบคำถามฉันเลยนะ" "ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากหรอกก็แค่เรื่องจะมาเข้าพักที่ นี่แล้วก็เรื่องน้องสาว"
"นายไปทำอะไรน้องสาวเค้าไว้อย่างนั้นหรือ?" ผมพึ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรจะพูดเรื่องนี้กับเจ๊ลูจะด ีซะกว่า
"ก็มันแปลกนี่นาเห็นเด็กคนนั้นเข้ามาพร้อมกับหมอคุยกั บนาย แล้วก็วิ่งออกไปแล้วก็กลับเข้ามาคุยใหม่ก็เลยแปลกใจน ะ"
เจ๊ลูเห็นจากระเบียงชั้นสองตั้งแต่แรกเลยคงไม่รู้สิน ะว่าคนแรกที่มาคุยกับผมนะเป็นพี่สาวแล้ววิ่งออกไป
ส่วนคนที่กลับมาคุยกับผมอีกรอบเป็นน้องสาวต่างหาก เพราะทั้งสองคนนี้ถ้าจะแยกแยะด้วยสายตาคงจะยากทีเดีย ว
"จะยังไงก็ช่างเถอะอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องไม่เ ป็นเรื่องเข้าละจะหาว่าฉันไม่เตือน"พูดจบเจ๊ลูก็ออกไปข้างนอก
เรื่องไม่เป็นเรื่องที่ว่าก็คงจะหมายถึงเรื่องแบบของ ทูที่ทำให้ผมต้องวิ่งหัวปั่นและเจ๊ลูไม่สามารถเรียกใ ช้งานผมได้ในเวลาที่ต้องการ
จะว่ายังไงดีละมันเหมือนกับว่าเจ๊ลูพูดเพื่อตัวเองเล ยนี่นา ผม..ผมมันอาจจะโง่จริงๆอย่างที่เจ๊ลูว่าก็ได้
"ไม่ใช่แค่โง่หรอกนะค่ะแต่ยังซื่อบื้อในเรื่องง่ายๆด้ วย"เสียงน้องหญิงที่พูดคำไม่น่าเชื่อออกมาจากด้านหลังขอ งผม
"มีอะไรอย่างนั้นหรือค่ะ?"เธอมมองมาทางผมอย่างสงสัย ผมคงคิดว่าหูฝาดไปเองอีกแล้วสินะน้องหญิงไม่มีทาง
พูดอะไรแบบนั้นแน่นอน "พี่อาจจะเหนื่อยไปหน่อยก็ได้นะ" เธอส่งยิ้มให้ "งั้นก็ไปอาบน้ำสิค่ะตัวพี่จีเหม็นเหงื่อไปหมดแล้วค่ะ"
ผมรู้สึกได้ถึงกลิ่นเหงื่อของตัวเองก็เลยจะกลับห้องแ ต่พอมองไปทางน้องหญิงที่เดินตามมาพร้อมกับถือผ้าเช็ด ตัวและอุปกรณ์อาน้ำ
ตามมาจึงหยุดเดิน "แล้วน้องหญิงจะตามมาทำไมละเนี่ยถ้าจะอาบน้ำก็ไปอาบที ่ห้องเจ๊ลูสิ" "เราอยากถูหลังให้พี่จีนะค่ะ"
"พี่ถูหลังตัวเองได้!~เพราะงั้นไม่ต้องเลย!" ผมพลักเธอออกไปนอกห้องแล้วปิดประตู ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่ล็อคห้องไว้
ก็เพราะห้องผมลูกบิดมันเสียนะสิ พยายามซ่อมหลายหนแล้วแต่มันก็เสียใหม่ทุกทีเลยไม่คิด จะซ่อมแล้ว
ผมที่คิดว่าคงจะได้ใช้เวลาเป็นส่วนตัวกับการอาบน้ำเพ ียงลำพังอย่างเป็นสุขแช่ตัวในอ่างอย่างสบายใจ
ผมคิดว่านั่นมันตื้นเกินไปเมื่อผมรู้สึกได้ถึงสายตาท ี่มองมาจากหน้าห้องน้ำ "ใครนะ!?" เธอที่อยู่หน้าห้องน้ำส่งเสียงตอบกลับมา
"ขอโทษด้วยสำหรับเรื่องน้องสาวเมื่อเช้านะค่ะ" ผมฟังจากน้ำเสียงแล้วคงจะเป็นรันไม่ผิดแน่
"เรื่องนั้นไม่เป็นไรหรอกว่าแต่เธอเข้ามาในห้องนี้ตั้ งแต่เมื่อไหร่กัน" แล้วไอ้ที่เธอทำอยู่นะมันผิดกับเมื่อเช้าลิบลับเลย
"ตั้งแต่ก่อนคุณผู้ดูแลจะเข้ามานะค่ะพี่สาวผมทองบอกให ้เข้าไปนั่งรอในห้องได้เลยประตูไม่ได้ล็อค"รันคงจะหมายถึงพี่เอแหงๆ
"แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เธอมีธุระอะไรสำคัญนักหนาถึงได้เข้ามาดักรอผู้ชายในห ้องแบบนี้กัน!"
"คือจะว่ามันสำคัญก็สำคัญแต่ว่าจะไม่พูดเลยก็ไม่ได้นะ ค่ะ" เธอพูดเสียงสั่นเครือ "ถ้าอย่างนั้นก็รีบว่ามาเลยแล้วรีบๆออกไปได้แล้ว"
"เรื่องของรินช่วยเก็บเป็นความลับด้วยนะค่ะ... ไม่ว่าจะให้ทำอะไรก็ยอม" ในที่สุดเธอก็พูดออกมาทั้งๆที่เสียงยังสั่นกลัว
"เรื่องนั้นผมสัญญาว่าจะไม่บอกใครแต่ช่วยรีบออกๆไปจาก ห้องผมได้แล้วถ้าไม่ออกไปซะทีผมก็ออกจากห้องน้ำไม่ได ้นะซิ"
เธอกลับทำในสิ่งที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน รินที่เปิดประตูห้องน้ำเข้ามาอย่างไม่สนใจว่าผมจะอาบ น้ำอยู่
"แกกล้าดียังไงถึง ปฏิเสธคำขอของสาวน้อยบริสุทธิ์แล้วไล่ออกไปนะหา?" แล้วสาวน้อยบริสุทธิ์ที่ไหนมันเข้ามาในห้องผู้ชาย
ขณะที่กำลังอาบน้ำอยู่ละครับท่าน "ได้ตายคาอ่างอาบน้ำก็คงจะดูดีเหมือนในหนังฆาตกรรมสิน ะ" ผมยังไม่อยากตายตอนนี้
ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตามทีเถอะ "พี่จีค่ะ~..." น้องหญิงในชุดว่ายน้ำเข้ามาพร้อมๆกับกะละมังเล็กๆและ ชุดอาบน้ำของเธอ
ยังไม่ทันที่น้องหญิงจะเข้ามาผมกลับถูกรินเอามือปิดป ากไว้พร้อมๆกับเอาไขควงจ่อคอ
"ถ้านายบอกว่าฉันอยู่ที่นี่นายตายแน่ทำยังไงก็ได้ไล่เ ธออกไปซะ" "น้องหญิงพี่ห้ามแล้วใช่ไหมว่าอย่าเข้ามาห้องพี่ในเวล าอาบน้ำนะ"
"หมายความว่าถ้าเป็นเวลาอื่นอย่างตอนนอนก็เข้ามาได้สิ นะค่ะ" "เวลาที่พี่อยู่ในห้องตัวเองนะคือเวลาพักผ่อนขออยู่คน เดียวเงียบๆไม่ได้รึไงกัน!"
"โธ่พี่จีละก็ ถ้าให้เราช่วยไม่ว่าจะเป็นถูหลังหรือขัดตัวอะไรพวกนี ้เราคิดว่าทำได้ดีไม่แพ้แม่เอเลยนะค่ะ"
"นั่นมันเรื่องสมัยเด็กๆ แล้วตอนนี้พี่ก็อาบน้ำคนเดียวได้แล้วไม่ต้องให้ใครมา ช่วยหรอกถ้าน้องหญิงยังไม่กลับไปพี่จะไม่คุยด้วยสองอ าทิตย์เลยนะ"
"ก็ได้ค่ะจะยอมให้ก็ได้พี่จีนี่ละก็..บู่ว" ผมได้ยินเสียงน้องหญิงเดินออกไปทางหน้าประตูแต่ก็หยุ ดโดยที่ยังไม่ยอมออกไป
"พี่จีซ่อนใครไว้ในห้องน้ำรึเปล่าค่ะ?" "ไม่มี..ไม่..ไม่มีหรอกคิดไปเองรึเปล่าพี่อยู่คนเดียว นะ"
"เพราะอย่างนั้นสินะค่ะถึงไม่ให้เราขัดหลังให้เพราะมี คนมาขัดหลังให้ก่อนแล้ว.." น้องหญิงพูดพลางเข้ามาใกล้ห้องน้ำขึ้นเรื่อยๆ
"ขอดูหน้าหน่อยเถอะค่ะว่าใครบังอาจมาตีท้ายครัวเรา" นั่นมันศัพท์ของผู้ชายพูดเวลาที่ผู้หญิงมีชู้ไม่ใช่ร ึยังไง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น
น้องหญิงเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆแล้ว ถ้าน้องหญิงเข้ามาเห็นรินเข้าละก็ พี่เอกับเจ๊ลูก็คงจะรู้เรื่องนี้เพราะน้องหญิงไปฟ้อง แหงๆ
พอน้องหญิงเปิดประตูห้องน้ำเข้ามา รินก็หลบไปที่ระเบียงอย่างเฉียดฉิว "เราคิดเอาเองรึค่ะเนี่ย โอ๊ย!" ผมเขกหัวน้องหญิง
แล้วชี้นิ้วไปทางประตู บ่งบอกว่าออกไปได้แล้ว "โธ่กะเนียนเข้ามาได้แล้วเชียวนะ" "งั้นสักสามอาทิตย์ไม่สิสักเดือนนึง"
"ขอโทษค่ะเราจะไปเดี๋ยวนี้แล้วละค่ะ" พอน้องหญิงออกไปจากห้อง รินก็กลับเข้ามา "นายนี่ดวงแข็งกว่าที่คิดนะ"
"เธอก็ด้วยออกไปได้แล้ว" คราวนี้เธอเอาไขควงกดลงไปที่คอผมถึงจะไม่แรงนักแต่ก็ เจ็บเอาเรื่องเหมือนกัน
"ถ้าไม่รักษาสัญญาคงจะรู้ใช่ไหมว่าจะเป็นยังไง" "รู้แล้วน่ารู้แล้ว แล้วก็ออกไปได้แล้วเด็กผู้หญิงสองคนเข้าหาห้องผู้ชาย"
"คนหนึ่งก็ดักหน้าห้องน้ำอีกคนก็บุกรุกเข้ามาในห้องน้ ำในสภาพที่ชายคนนั้นกำลังแช่น้ำอยู่สภาพแบบนี้นะจะให ้มาคุยอะไรกันอีกละ"
คราวนี้ปฎิกริยาตอบโต้ของเธอ หน้าแดงก่ำด้วยความอายที่พึ่งจะรู้สึกตัวแล้วรีบหนีอ อกไปทางประตู โดยไม่พูดอะไร
"ก็มีส่วนที่น่ารักเหมือนกันนี่.." "ขอโทษด้วยค่ะสำหรับเรื่องที่รินทำไปเมื่อกี้นี้"รันพูดออกมาอย่างเอียงอาย
"ไม่เป็นไรหรอกครับแต่ถ้าจะให้ดีรีบๆออกไปได้แล้วจะเป ็นพระคุณมากเพราะถ้าในสถานการณ์นี้คนๆนั้นมักจะมาเสม อ"
"คนๆนั้น?หมายถึงคนๆนี้รึเปล่า"เสียงเจ๊ลูดังก้องเหมือนหลุดมาจากขุมนรกก็ไม่ปาน "เอ่อ...มาได้ยังไง..."
"ยัยหญิงบอกว่ามีคนซ่อนอยู่ในห้องนาย ก็ไม่คิดเลยนะว่ารู้จักกันแค่วันเดียวจะพาเข้าห้องแถ มอาบน้ำเตรียมพร้อม.."
"ขอเวลานอกฟังคำอธิบาย.." ไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบประโยคผมรู้สึกได้ว่าโลกนี้มัน ดับวูบลงอย่างรวดเร็ว
"ตื่นแล้วหรือ"หมอที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างปิดหนังสือแล้วลุกขึ้น "วันนี้วันที่เท่าไหร่"ผมถามทั้งที่ยังมึนหัวอยู่
"นายสลบไปวันเต็มๆ"หมอพูดพลางดึงสายน้ำเกลืออก ผมมองไปรอบๆก็เห็นรันนอนหลับอยู่ที่โซฟา
"เด็กคนนั้นนอนเฝ้านายมาตลอด" นี่อุตส่าห์นอนเฝ้าผมมาตลอดเลยรึเนี่ยพอผมลุกขึ้นนั่ งมองไปทางเธอ
ตัวเธอที่เริ่มงัวเงียพอรู้สึกได้ว่าผมจ้องมองอยู่ก็ รีบลุกขึ้นมาจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงดูน่ารักเหมือนเด็ก ๆ
"นายมีรสนิยมเด็กประถมงั้นรึ"หมอพูดพลางส่งสายตาเย็นชา"ไม่ใช่!หมอนี่ก็อีกคนทำไมมีแต่คนมองผมในแง่ลบละเนี่ย"
"แกว่าฉันเป็นเด็กประถมอีกแล้วเรอะ!" ผมพึ่งจะรู้ตัวว่าที่นอนเฝ้าผมนะไม่ใช่รันเรียบร้อยแ ต่เป็นรินตาขวาง
"ผมไม่ได้พูดอย่างนั้นสักหน่อยหมอต่างหากที่พูดนะ"ผมมองไปทางหมอที่หายตัวไปแล้ว...
"อยากนอนหลับไปชั่วนิรันดร์เลยใช่ไหม?" รินพูดพลางกางง่ามมือ และไขควงจำนวนมากก็ออกมา
"ขอบใจนะที่ช่วยเฝ้าใข้ให้" พอรินได้ยินที่ผมพูดก็หยุดลงแล้วเก็บไขควงทั้งหมด "ไม่..เป็นไรหรอก"
"ไม่นะ..ไม่ใช่เวลานี้..หยุดนะ"รินกุมหัวตัวเองแสดงท่าทีเหมือนคนปวดหัวอย่างรุนแรงจ นตัวงอ
"หยุดนะตอนนี้..ไม่ได้นะ..ได้โปรดไม่..." สิ้นเสียงของรินร่างเล็กๆนั่นก็ทรุดตัวลงไปกับพื้น
"นี่รินๆเป็นอะไรรึเปล่ารินทำใจดีๆไว้นะ"ผมเข้าไปประคองเธอขึ้นมาจากพื้นพร้อมๆกันกับที่หมอเข ้ามาหา
"ขอโทษทีนะค่ะไม่เป็นไรแล้วค่ะ" ผมไม่ได้คิดไปเองแน่ๆว่าเสียงที่ผมได้ยินนั้นไม่ใช่ร ิน แต่เป็นรัน...
นี่มันอะไรกันเนี่ย? "ขอโทษด้วยที่ต้องปิดบังแต่ถ้าเป็นคุณที่ยอมรับรินได้ คิดว่าคงไม่เป็นไร.."
"นี่คือปฎิกริยาของคนที่มีบุคลิกซ้ำซ้อน"หมอพยายามพูดให้เข้าใจง่ายกว่านี้หน่อยจะได้ไหม
"กล่าวคือคนที่มีลักษณะพิเศษทางอารมณ์ ที่สร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมาอีกคนหนึ่งที่มีนิสัยแต กต่างกับตัวเอง"
"ค่ะ พวกหมอและจิตแพทย์ต่างวินิจฉัยออกมาแบบนั้น แต่ว่าจริงๆแล้วฉันคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกนะค่ ะ"
"ที่เธอบอกว่ามีสองบุคลิกในตัวเองไม่ใช่เพราะบุคลิกซ้ ำซ้อนกันอย่างนั้นหรือ?" เธอส่ายหน้า
"ถ้าอย่างนั้นใครเป็นบุคลิกที่แท้จริง"หมอถามขึ้นตรงๆ หัดอ่านบรรยากาศมั่งสิหมอ "พวกเราทั้งสองคนมีตัวตนทั้งคู่ค่ะ"
มันเป็นเรื่องเมื่อสองปีก่อน พวกเราพี่น้องไปเที่ยวภูเขาแล้วพลัดตกลงมาเพราะอุบัต ิเหตุ และด้วยเหตุการณ์นั้นเอง..
รินร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงจึงเสียชีวิตตั้งแต่ตอนนั้น ส่วนรันที่เป็นโรคหัวใจ เพราะแรงกระทบกระเทือนทำให้หัวใจหยุดเต้น
ตอนนั้นเพื่อรักษาชีวิตของรัน จำเป็นต้องผ่าตัดเอาหัวใจของรินมาใส่แทน เพราะรินไม่มีโอกาสรอดแล้ว เพื่อให้รันมีชีวิต
อยู่ต่อไป ทั้งๆที่เป็นการผ่าตัดที่ไม่ว่าอย่างไรก็แทบจะไม่มีโ อกาสสำเร็จได้เลย แต่เพราะเป็นฝาแฝดกัน หัวใจเลยเข้ากันได้กับร่างกาย
"ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมารินและรันจึงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกั นในร่างกายเดียวกัน"รันพูดพลางกุมหน้าอกด้วยสองมือ
"ฉันไม่เชื่อเรื่องพรรคนั้น รินเป็นแค่จินตนาการที่คิดเอาเองและอุปทานไปเองว่ามี ตัวตนอยู่เป็นเพียงแค่บุคลิกเชิงซ้อน"
"หมอถึงจะไม่เชื่อยังไงก็มีเรื่องที่ควรพูดและไม่สมคว รพูดอยู่นะ!" ผมกระชากคอเสื้อหมอขึ้นมา ผมรู้ว่าไม่ควรทำแบบนี้
กับผู้มีพระคุณแต่ว่าถึงยังไงก็น่าจะเข้าใจหัวอกคนที ่ต้องสูญเสียสิ่งที่ตนเองรักที่สุดไปอย่างรินแล้วก็ไ ม่สมควรเหยียบย่ำ
หัวจิตหัวใจของรัน "ฉันละทิ้งอารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์ไปแล้วเพราะฉะนั้ นฉันไม่สามารถทำความเข้าใจได้"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะอาจจะจริงอย่างที่หมอบอกก็ได้ว่าฉัน อาจจะเป็นคนสร้างรินขึ้นมาเอง"เธอพูดพลางกลั้นน้ำตาไว้
"ถ้าอย่างนั้นเธออยากจะลบตัวตนบุคลิกภาพซ้ำซ้อนออกไปร ึเปล่าละ" จบเสียงของหมอเหมือนมีฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา
จู่ๆฝนก็ตกชนิดที่ไม่มีปี่มีขลุ่ย เสียงสายฝนตกกระทบหน้าต่างจนผมต้องเดินไปปิด ผมในตอนนี้สงบใจได้แล้ว
ต่อจากนี้ไปจะเป็นสิ่งที่รันเลือกเอง รันนิ่งไปอยู่นานจู่ๆก็กางมือออกไขควงจำนวนมากออกมาต ามง่ามนิ้ว
"เรื่องนั้นนะฉันไม่ยอมหรอกนะ!!" รินพูดพลางปาไขควงจำนวนนับไม่ถ้วนใส่หมอ ผมเองที่รู้ตัวตั้งแต่ที่รินกางนิ้ว
ก็ดึงตัวหมอมาและล้มเตียงคนใข้มาเป็นที่กำบัง "ทำไมละทำไมทำไมนายต้องปกป้องคนพรรค์นั้นด้วย"
"รินถ้าเธอเป็นน้องสาวของรันก็ควรจะยอมรับสิ่งที่รันเ ลือก" "ฉันไม่เข้าใจฉันไม่เข้าใจฉันไม่เข้าใจหรอก"
"เธอคิดว่าการมีตัวตนอยู่ของเธอจะส่งผลอย่างไรกับรันอ ย่างนั้นรึ" รินหยุดกระหน่ำปาไขควงใส่เตียงคนใข้
ยืนนิ่งไม่ไหวติงเหมือนต้องมนต์สะกดไว้ด้วยคำพูดของห มอ "เธอคิดว่าการคงอยู่ของเธอจะส่งผลต่อชีวิตประจำวันของ รันยังไงบ้าง"
"ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติธรรมดาได้ ไม่สามารถมีคนรักได้ ไม่สามารถมีเพื่อนได้ ความเห็นแก่ตัวของเธอจะทำให้รันต้องทรมาณแค่ไหนกัน"
ผมได้ยินที่หมอพูดเหมือนกับพูดให้ตัวเองฟัง หมอที่ปกติไม่เคยแสดงอารมณ์อะไรตอนนี้กลับมีแววตาเศร ้าๆเจือปนอยู่บนสีหน้าที่ไร้ความรู้สึก
"เข้าใจแล้ว" รินสงบลงและนิ่งไป "ไม่นะอย่าหายไปนะถ้ารินหายไปละก็ฉันจะอยู่กับใครฉันต ัดสินใจแล้วตั้งแต่ได้รับหัวใจมาจากริน"
"ฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อรินและใช้ชีวิตนี้เพราะมี รินไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะฉะนั้นได้โปรดขอร้องอย่ าลบรินไปจากฉันเลยนะค่ะ"
หมอในตอนนี้สีหน้ากลับมาเป็นปกติแล้วพอผมรู้สึตัวอีก ทีหมอก็ไปอยู่ด้านหลังรันและปักเข็มฉีดยาลงไปที่คอขอ งรัน
"ไม่ต้องห่วงแค่ยานอนหลับ..แบกเธอไป" สิ้นเสียงของหมอร่างเล็กๆนั่นก็ล้มฟุบไป "หมอจะทำอะไรนะ!เมื่อกี้ก็ได้ยินแล้วไม่ใช่หรือไง!"
"คนใข้ต้องมาก่อน จะอธิบายให้ฟัง ไม่อย่างนั้นนายคงไม่ยอมทำตามแน่ " หมออธิบายว่าเครื่องมือที่นี่ไม่เพียงพอ สาเหตุที่รินปวดหัว
เวลาที่รันจะออกมาหรือเวลาสลับตัวกันเพราะคลื่นสมองไ ม่สามารถแยกแยะตัวตนได้อย่างถูกต้องหรือก็คือสมองเกิ ดการทำงานหนัก
จนผิดปกติทำให้ต้องจูนคลื่นสมองใหม่ด้วยการผ่านเครื่ อง CTscanที่อยู่ในห้องค้นคว้าของมหาลัยและนั่นเป็นสาเห ตุที่ผมจะต้องแบก
ร่างเล็กๆไปที่มหาลัยยามวิกาลอย่างลับๆล่อๆหวังว่าคง จะไม่มีใครมาเห็นนะถึงหมอจะตามมาด้วยก็เถอะ
ไม่สิมีหมอตามมาด้วยนี่ยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่ ผมรู้สึกเหมือนผมเป็นคนขโมยศพของมหาลัยไปให้นักวิทยา ศาสตร์ผู้ชั่วร้ายทดลอง
อะไรสักอย่างเลย ผมไม่รู้ว่าหมอทำอะไรบ้างแต่ผมก็เฝ้าดูทุกการกระทำขอ งหมอตั้งแต่ต้น และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้
"ตื่นแล้วรึค่ะ"รันจ้องมองผมที่หลับอยู่บนพื้น "เช้าแล้วอย่างงั้นรึ"ที่ผมรู้ว่าเป็นรันก็เพราะน้ำเสียงของเธอที่ต่างกับร ินนิดหน่อยและวิธีการพูดของเธอ
"เอาคืนคราวที่แล้วไงค่ะ"เธอคงจะหมายถึงคราวที่แล้วที่ผมแอบจ้องมองเธอตอนที่เ ธอเพลียหลับไปเพราะเฝ้าผม "แล้วรินละ!"
"ยังอยู่ค่ะเพราะคุณหมอเลยทำให้พวกเราสามารถสลับกันได ้ตามใจชอบโดยที่ไม่ปวดหัวและก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสลั บตัวกัน"
เพราะก่อนหน้านี้ที่รินและรันสลับตัวกันไม่สามารถควบ คุมได้สินะอย่างตอนที่พบกันครั้งแรกก็คงจะสลับตัวกัน ขึ้นมาซะเฉยๆ
"รินมีเรื่องอยากจะพูดกับคุณนะค่ะ " รันหลับตาลงสักพักแล้วลืมตาขึ้น "อรุณสวัสดิ์ริน" ผมรู้ได้ทันทีว่าคนที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็นรินอย่างแน ่นอน
เพระจากสายตาของเธอที่ไม่เป็นมิตรนั่น "ขอโทษ..เรื่องก่อนหน้านี้แล้วก็ขอบคุณสำหรับทุกเรื่อ ง"ผมเอียงหูเข้าไปใกล้ๆ
เพราะพึ่งตื่นขึ้นมาจึงได้ยินไม่ค่อยชัดสักเท่าไหร่ "เมื่อกี้ว่าไงนะ?" รินตัวสั่นด้วยความโกรธ "แกอย่าได้ใจให้มันมากนักนะ!"
พูดจบก็กางง่ามนิ้วออกใขควงเจ้ากรรมที่ไม่รู้ว่าคุณเ ธอเก็บไว้ที่ซอกไหนก็โผล่ออกมาตามง่ามนิ้ว ฉากนี้ผมเห็นจนจำได้แล้วนะ
"ถ้าหากเครื่องมือที่นี่เสียหายอย่าคิดว่าแค่ขายบ้านก ับร่างกายตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าทั้งหมดแล้วจะมีปัญญา ชดใช้ได้นะ"
เหมือนเป็นเสียงสวรรค์หมอพูดให้รินหยุดลงมือกับผมได้ ทันที "แล้วเรื่องเตียงที่นายใช้เป็นที่กำบังพังหมด นั่นชดใช้ด้วยนะ"
. . . ผมหยุดนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง เสมือนเสียงนั้นมาจากนรกขุมที่เย็นที่สุด
"แล้วทำไมผมต้องจ่ายด้วยละ!" ทั้งๆที่คนที่ช่วยไม่ให้หมอโดนไขควงเสียบจนพรุนเป็นผ มแท้ๆ
"ของแค่นั้นฉันหลบพ้นอยู่แล้ว"หมอพูดจบก็อ้อมไปอยู่ข้างหลังผมโดยไร้เสียงทั้งๆที่อ ยู่ไกลกว่าที่ผมนอนอยู่ห่างเป็นเมตร
พร้อมๆกับเข็มฉีดยาในมือที่พร้อมจะฉีดลงมาได้ทุกเวลา "คำถามสุดท้ายจะยอมจ่ายชดใช้รึมาเป็นหนูลองยา"
จากนั้นมาผมมีหนี้ที่จะต้องผ่อนจ่ายจำนวนมากกับเตียง คนใข้สั่งทำพิเศษบุนวมสีขาว ส่วนรินและรันก็ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข
และดูเหมือนว่าเฟริน์จะรู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้วเพรา ะเป็นเพื่อนกับรินและรัน เพียงแต่ปกปิดไว้ไม่ให้ใครรู้ แต่ไม่รู้ทำไมเจ๊ลูพี่เอ
และคนอื่นๆถึงรู้ได้เรื่องรินและรัน และดูเหมือนจะยอมรับได้เหมือนเรื่องปกติสามัญทั่วไปจ ะมีก็แต่ตัวผมคนเดียวที่คิดต่างไปจากคนอื่น
ที่แปลก หรือว่าคนในหอพักนี้ที่มันแปลกกันแน่ละเนี่ย 0
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
mastergear
10-08-2009, 07:50 PM
หอพักสยอง ต้องหวีดตอนใหม่มาแล้ว !
HaMeaw
10-08-2009, 10:19 PM
มานั่งอ่าน
edit:ctscanมันจูนคลื่นสมองได้ด้วยหรอฟระ=.=
มานั่งอ่าน
edit:ctscanมันจูนคลื่นสมองได้ด้วยหรอฟระ=.=
เครื่องนั้นมันก็เหมือนเครื่อง CT-Scan
แต่ไม่รู้จะเรียกอะไรดีเพราะไม่มีชื่อเรียก
หมอ : อักไกหมายเลข28
G: เฮ้ย!? เอาเป็นว่าเหมือนเครื่องCT-Scan ทั่วไปที่ปรับแต่งพิเศษของหมอที่ตั้งไว้ที่หมาลัย
ตามนั้น
[แม้ว่าผ่านอุโมงค์ก็เป็นอุโมงค์ที่สุดของปลายอุโมงค์ นั้นคือ ?]
}การรุกรานที่แสนสิ้นหวัง{
วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ผม ถูกใช้แรงงานหนักเยื่ยงทาส ปวดกบาลกับพวกสาวๆที่เข้ามาปั่นหัวผมเล่น อย่างสนุกสนานยามว่าง
เหมือนกับเป็นของเล่นชิ้นหนึ่งโยนเล่นไปมา พอเบื่อก็โยนไปให้คนอื่นเล่นต่ออย่างนั้น ถึงผมจะใช้ชีวิตอย่างลำบากลำบน
รากเลือดตาแทบกระเด็น แต่สุดท้ายแล้วคนที่จะยืนหยัดอยู่ได้ก็ต้องเป็นคนที่ ขยันอุตสาหะอดทน ที่ผมพล่ามอยู่ยาวนี่ก็แค่อยากจะหนีจากความเป็นจริง
ระหว่างที่ผมต้องไปซื้อของรายการยาวเหยียดเป็นหางว่า ว ที่จะต้องซื้อมาและก็ข้าวของที่พวกคุณนายๆทั้งหลายใน หอพัก ฝากซื้อมาด้วย
ถึงผมจะเป็นผู้ชายแค่คนเดียวที่มีพละกำลังเหลือเฟือก ็เถอะ แต่ว่าไอ้รายการที่สั่งมาแต่ละอย่างเหมือนกับว่าจงใจ แกล้งกันชัดๆ
อย่างผ้าอนามัย บราเซีย กกน. เฮ้ย! มันอะไรกันนักหนาฟะเนี่ย! สั่งของส่วนตัวแบบนี้ ฆ่าตัวตายซะให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่าไหมเนี่ย
แทบจะอยากผูกคอลาตาย กับรายการฝากซื้อพวกนี้ซะจริงๆ ระหว่างที่ผมกำลังบ่นๆอยู่ระหว่างทางเดินลัดป่าเพื่อ ที่จะผ่านไปทางซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ
ก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ยืนอยู่บนเก้าอี้ผูกเชือกทำบ่วงกับต้นไม้ สภาพเหมือนคนกำลังจะแขวนคอตาย... ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากจะทำแบบที่เธอคนนั้น
ทำอยู่ซะตอนนี้เวลานี้เลย... เฮ้ย! แต่ว่านั่นมันไม่ใช่แค่เหมือนแล้ว นี่มันจะฆ่าตัวตายจริงๆนี่!! ผมที่ตกใจกับสภาพที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ก็รีบวิ่งไป
เอาตัวเธอลงมาจากบ่วงเชือกแต่เท้าก็ไปเตะเก้าอี้ที่เ ธอใช้เป็นฐานอยู่ทำให้เธอเซถลาตกจากเก้าอี้ หัวฟาดพื้นสลบไป แล้วไงต่อละทีนี้สภาพนี้...
ถ้าเธอคนนี้ตายไปแล้ว สภาพนี้ตัวผมมันก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากฆาตกร ที่เพิ่งจะฆ่าคนประมาณนั้น ถ้ามีคนเดินเข้ามาเห็นในสภาพนี้อีกละก็ใช่เลย.
..แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเธอคนนั้นที่เพิ่งจะพยายามฆ ่าตัวตายที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนี้ มีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้วต่างหาก ในสภาวะแบบนี้ผมก็ต้องเช็คให้แน่ใจ
ก่อนละว่ายังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้วและด้วยความที่ พระเจ้าอยากจะเล่นตลก อะไรกับผมอีกก็ไม่ทราบได้น้องเฟริน์ที่บังเอิญเดินผ่ านมาเห็นผม
ในสภาพที่มือซ้ายยังประคองร่างที่แน่นิ่งอยู่มือขวาก ็ถือเชือกที่ปลดลงมาอยู่ พระเจ้าครับท่านจะเล่นตลกอะไรกับผมมากเท่าไหร่ก็ได้
แต่แบบนี้ผมชักจะตลกไม่ออกซะแล้วสิ น้องเฟริน์ที่ตกใจสุดๆที่เห็นผมในสภาพนั้น ถึงกับเป็นลมไป....
ไม่รู้ว่าชาติปางก่อนผมไปทำกรรมอะไรไว้กับพวกสาวๆพวก นี้นะ เจอหน้ากันทีไรต้องมีเรื่องให้ผมได้ปวดหัวไม่หยุดหย่ อนซักที
ผมที่ต้องแบกคนสองคนที่สลบไปกลับมาที่หอพักอย่างทุลั กทุเล และขึ้นไปยังตามคนๆหนึ่งที่จะสามารถช่วยผมได้ทุกเรื่ อง
ถ้าผมเป็นเด็กแว่นไม่เอาไหนคนที่ผมจะไปหาก็คงเป็นหุ่ นยนต์แมวสีฟ้าละมั้ง ผมแบกทั้งสองคนมาไว้ที่ม้านั่งในสวนหอพักแล้วก็ไปตาม หุ่นยนต์สีฟ้าของผม
ที่หวังว่าจะช่วยสองคนนี้ได้ ผมเปิดประตูห้องของหมอที่ปกติไม่เคยล็อค แต่เพราะรีบร้อนจนเกินไปจึงลืมเคาะประตูเรียก ผลก็คือ..
เห็นหมอที่กำลังถือชิ้นคุ๊กกี้อยู่ กับหนูทดลองที่ยืนสองขา อีกสองมือประคองดินสออยู่ "คราวหลังเคาะตูก่อนเข้ามาด้วย"
หมอตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆไม่ใส่ใจเหมือนไม่เคยมีอะไร เกิดขึ้น จับหนูใส่กรงแล้วกดรหัสผ่าน ผมควรจะตอบว่าอะไรดีละ?
ตัวผมที่กำลังช็อค กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหมอก็ชิงพูดตัดหน้าไปก่อน "มีธุระอะไร?" ผมพึ่งรู้สึกตัวว่าต้องมีเรื่องที่ต้องทำมาก
กว่ามานั่งสงสัยหนูทดลองมันทำท่ายืนสองขาเหมือนจะเขี ยนหนังสือได้ยังไง ผมต้องรีบพาหมอไปดูอาการของสองคนนั่นก่อน
"คือว่ามันมีเหตุนิดหน่อยนะ มีคนสลบอยู่ข้างล่างสองคน" หมอชี้ไปที่ล่วมยา "แบกลงไป" เธอพูดแค่นั้นแล้วก็เดินลงไปโดยไม่ถามอะไรเลย
สงสัยจะเป็นจรรยาบรรณของแพทย์ละมั้ง รักษาต้องมาก่อนเรื่องอื่นไว้ทีหลัง แต่นี่ไม่ใช่เวลามาชื่นชมนะต้องรีบไปดูอาการของสองคน นั่นก่อนซะแล้วสิ...
หลังจากนั้นคนที่จะต้องแบกคนสองคนที่สลบคาที่ก็คงจะไ ม่ใช่ใครอื่นนอกจากผมอีกนั่นแหละ ถ้าจะถามว่าผมแบกมาที่หอพักนี่ยังไง
ผมก็อุ้มเด็กสาวที่จะฆ่าตัวตายแล้วให้เฟริน์ขี่หลังม าที่หอพักอย่างทุลักทุเล เพราะถ้าจะทิ้งใครคนใดคนหนึ่งไว้ในป่าเปลื่ยวๆนั่นละ ก็ผมทำไม่ได้หรอก
"คนนี้แค่สลบไปเพราะหัวกระแทกพื้นส่วนเฟริน์..." เฟริน์อมยิ้มเล็กๆมีอาการเหมือนคนนอนละเมอ"โบนัสโบนัส.."
"อย่างที่เห็นแค่หลับไป"ผมคิดว่าค่อยลงมาแก้ความเข้าใจผิดกับเฟริน์ทีหลังก็แ ล้วกัน ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วงคือคนที่สลบไปนี่ต่างหาก
"มีรอยที่รอบคอคิดว่าน่าจะเป็นรอยเชือกและอาการบวมที่ ศีรษะด้านซ้ายจากการกระแทกอย่างแรง.." หมอหันกลับมาจ้องมองผมเขม็ง
ด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึกแต่สำหรับผมคิดว่าเป็นสาย หน้าที่พยายามจะคาดคั้นความจริงว่าผมไปทำอะไรมามากกว ่า
"คือเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อยนะ...มันเป็นเหตุสุดวิสัย" หมอทำท่ากดโทรศัพท์ "โอเคๆเล่าแล้วจะเล่าให้หมดเลยอย่าแจ้งตำรวจเลยนะหมอ"
ผมก็เลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้หมอฟัง "จากการสำรวจข้าวของอุปกรณ์ไม่สามารถยืนยันและระบุตัว ตนของผู้ประสบภัยได้"
เอ่อ..จะเรียกแบบนี้เลยเหรอหมอ "อย่างนี้ก็ไม่รู้เลยนะสิว่าเธอคนนี้เป็นใครมาจากไหน. ." ตอนนั้นเองเสียงตะโกน
โหวกเหวกคุ้นหูก็ดังมาจากหน้าห้องของหมอ "โย่โหโย่โห่ หมออยู่ไหมพอดีมีจดหมายเวียนมาให้อ่านนะอ๊ะ..เอ๊ะ.."
พี่เอจ้องมองไปทางเตียงคนใข้ที่เด็กสาวคนนั้นหลับอยู ่ "โอ้โห จีคุงร้ายนะเนี่ยไปลักพาตัวเด็กสาวที่ไหนมาให้หมอทดล องเอ๊ะ รึว่า.."
พี่เอชักสีหน้ารังเกียจสุดๆ "รึว่า..จีคุงจะลักหลับแล้วให้หมอถ่ายคลิปให้"พี่เอแกจินตนาการช่างบรรเจิดและกวนประสาทดีแท้
"จะบ้าเรอะพี่เอใครเขาจะไปทำแบบนั้นกันแค่ไปเจอเธอคนน ี้นอนสลบอยู่ในป่าข้างทางแล้วเห็นว่าที่นี่ใกล้กว่าค ลีนิคก็เลยพามาก็เท่านั้นเอง"
ผมมองไปทางหมอแล้วบ่งบอกคำพูดผ่านทางสายตาประมาณว่าข อให้ปิดเรื่องที่ผมแทบจะกลายเป็นฆาตกรไว้เป็นความลับ ด้วย
หมอพยักหน้ารับแต่สงสัยผมจะสื่อสารอะไรผิดไปก็ได้หมอ กลับเล่าเรื่องให้พี่เอฟังแถมละเอียดยิบกว่าผมเล่าอี กบอกกระทั่งมุมตกกระทบ
ของเก้าอี้ที่หักและแรงโมเมนตั้มเชิงมุมหมอจะอธิบายแ บบปกติชนให้มนุษย์เข้าใจหน่อยไม่ได้รึไงกันนะ ส่วนพี่เอกลับเข้าใจเอาง่ายๆซะงั้น
"สรุปก็คือจีคุงพยายามจะช่วยน้องคนนี้จากการฆ่าตัวตาย แล้วเกือบจะฆ่าน้องเค้าแล้วเฟริน์ก็เข้ามาเห็นพอดีนึ กว่าจีคุงฆ่าคนเลยสลบไปสินะ"
พี่เอนี่พูดอะไรได้ขวานผ่าซากแต่ตรงประเด็นดีแท้ "อือ..ที่นี่..ที่ไหน..แล้ว..ฉัน" เธอคนนั้นค่อยๆฟื้นขึ้นมา
แล้วพยายามยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง "อาการแบบนี้มันรึว่าจะความจำเสื่อม จีคุงต้องรับผิดชอบเลยนะแบบนี้"พี่เอทำสีหน้ากึ่งเล่นกึ่งจริง
"เลิกล้อเล่นแล้วอยู่เงียบๆสักพักได้ไหมพี่เอ ขอร้องเลยนะ" เธอคนนั้นค่อยมองมาที่ผมแล้วก็หมออย่าง งงๆ
"ฉัน...อยู่ที่นี่...ได้ยังไง..." "ที่นี่คือหอพักลั่นทมสีชาดนะพอดีเห็นเธอเป็นลมสลบอยู ่ก็เลยพามาที่นี่นะ"
พี่เอจ้องมองมาทางผมแล้วส่งสายตาเย็นชาประมาณว่าที่เ ล่ามากับเรื่องจริงๆมันไม่ใช่อย่างนี้นี่นา
"ฉัน..จำได้แล้วฉันกำลังจะผูกคอตายแล้วก็ฉันก็เกือบจะ โดนคนๆนี้ฆ่าตายแล้ว" สรุปว่าเธอก็จำได้แล้วสินะ
"แล้วทำไมน้องจะต้องทำแบบนั้นด้วยละมีปัญหาอะไรก็ปรึก ษาพวกเราได้นะ"พี่เอเข้าไปลูบหัวน้องเค้าเหมือนเด็กๆ
วิธีแบบนั้นมันจะได้ผลหรือ "ฮึก ฮึก คือว่าเพราะชีวิตของฉันมันอาภัพนะค่ะมีแต่เรื่องร้าย ๆในชีวิต"
เอ้าเฮ้ย?ยอมเล่าซะงั้น "จ๊ะๆไม่เป็นไรแล้วนะแล้วเรื่องมันเป็นมายังไงกันละ"เธอพูดด้วยน้ำตานองหน้า
"แม่ของฉันชอบเล่นการพนันนะค่ะแล้วก็ติดหนี้ก้อนโตปกต ิฉันก็เป็นคนหาเงินภายในบ้านนะค่ะ
เงินเก็บก้อนสุดท้ายที่ซ่อนไว้ในกล่องที่คิดจะเอาไปเ ป็นค่าเทอมแม่เค้าก็เอาไปแล้วทิ้งจดหมายไว้ให้ดูต่าง หน้า
ก็ฉบับนี้แหละค่ะ" เธอยื่นจดหมายจากในกระเป๋าเสื้อให้พี่เอ
ใจความในจดหมาย
ถึงลูกที่รักตอนนี้แม่ขอขอบใจลูกมากที่อุตส่าห์หาเงิ นและเก็บหอมรอมริบเงินทุนไว้ให้แม่ได้ต่อทุน
ไว้ใช้หนีเจ้าหนี้และเอาไว้เป็นทุนรอนในการแสวงโชคต่ อไปมาจนถึงตอนนี้แม่ได้ตัดสินใจแล้วว่า
จะไม่ให้ลูกต้องทรมาณตรากตรำทำงานหาเงินอีกต่อไปเพรา ะว่าแม่ได้หาคนใจดีที่พร้อมจะอุปการะส่งเสียลูกที่รั กได้แล้ว
ไม่ต้องห่วงนะ เพราะเค้าจะแค่เอาอวัยวะไปอย่างละหนึ่งเพื่อเอาไปขาย แลกกับการดูแลลูกเอง
ส่วนเรื่องหนี้ไม่ต้องจ่ายแล้วก็ได้นะจ๊ะเพราะถ้าหัก ลบแล้วก็พอดีเลยละจ๊ะ ไม่ต้องห่วงนะแค่นี้แม่ก็สบายใจแล้วละโชคดีนะจ๊ะ
ด้านหลังจดหมายก็คือใบปลิวรับซื้ออวัยวะ หู ตา ตับ ไต หัวใจ พร้อมติดป้ายราคาเสร็จสรรพ
"โหดร้าย ชีวิตนี้ช่างโหดร้ายนัก"พูดจบพี่เอก็คว้าตัวน้องเค้ามากอดซะ ถ้าผมเป็นพี่เอก็คงจะพูดทำนองเดียวกันนี่แหละ
มีแม่ที่ไหนโหดร้ายซะจนขายลูกตัวเองให้กับพวกค้าอวัย วะมนุษย์เพื่อแลกกับหนี้เล็กน้อยๆด้วย"หนี้นั่นเท่าไหร่ละ"หมอทัก
"สิบห้าล้านค่ะ" เอ่อขอถอนคำพูดครับไม่ใช่หนี้เล็กๆเลยเยอะมาก เยอะมากๆด้วย"เยอะพอสมควรเลยนะ"
ไม่ใช่เยอะพอสมควรมันเยอะมากเลยนั่นแหละหมอ "ถ้าขายบ้านกับทรัพย์สินทั้งหมดไปฉันก็จะเหลือหนี้อยู ่อีกประมาณห้าล้านค่ะ"
"ห้าล้านงั้นหรืองั้นจีคุงก็มีพอดีจ่ายเลยนะสิ" อืมห้าล้านงั้นหรือ..ผมมีพอดีจ่ายเลย?เอ่อพี่เอพูดอะ ไรมึนๆนะครับ
ผมไม่มีเงินติดตัวเลยสักนิดนะแล้วมันจะผุดมาจากไหนตั ้งห้าล้าน"พี่เอผมไม่มีหรอกนะเงินนั่นนะ"
"ใครบอกละว่าไม่มีเคยไปเช็คในบัญชีรึยังละจ๊ะจีคุงคุณ น้าโอนให้เป็นค่าจ้างยังไงละจ๊ะ"พี่เอพูดเสียงเลียนแบบคุณน้า
"ตลกน่าจะเป็นแบบนั้นได้ยังไงกัน"จะว่าไปที่ผมมาเป็นผู้ดูแลที่นี่ก็ยังไม่เคยได้เงินเ ดือนเลยสักแดงเดียวนี่นา
ผมก็คิดไปเองว่าคุณน้าจะให้ผมใช้แรงงานแทนค่าเช่าหอพ ักนี่ซะอีก พอลองโทรไปถามคุณน้าดูก็จริงอย่างที่พี่เอว่า
คุณน้าโอนเงินผ่านบัญชีผมจริงๆแล้วก็ห้าล้านพอดีเป๊ะ คุณน้าบอกว่าเงินนี่เป็นค่าใช้จ่ายใช้สำหรับการซ่อมแ ซมหอพัก
แต่ถ้าผมเป็นคนเอาไปใช้ก็ไม่เป็นไรแล้วก็ให้ผมสัญญาข อหนึ่งว่าห้ามบอกเจ๊ลูโดยเด็ดขาด
ไม่งั้นอาจจะไม่ปลอดภัยต่อสวัสดิภาพของตัวผมเองก็ได้ "งั้นเอาเป็นว่า..ผมจะจ้างเธอให้มาเป็นผู้ช่วยดูแลหอพ ักนี้"
"แล้วเรื่องที่พัก..."เธอมองผมด้วยแววตาเมือนลูกแมวโดนทิ้ง "เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงผมจะเปิดห้องให้เธอใช้เอง"
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกันพี่จะบอกกับคนอื่นๆว่าเป็นญาติห ่างๆของจึคุงก็แล้วกันนะ"พี่เอพูดพลางมองหน้าผมอย่างมีเลศนัย
"ขอบคุณมากเลยค่ะพระคุณนี้ไม่รู้จะตอบแทนยังไงดีแล้วค ่ะ"เธอพูดทั้งๆที่น้ำตานองหน้า
พี่เอมากระซิบข้างหูผม"ผู้หญิงเวลานี้นะอ่อนไหวง่ายที่สุดเลยนะเข้าไปกอดเธอ สิ"
"จะบ้ารึไงพี่เอที่ผมช่วยนะไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนอะไรท ำนองนั้นเลยนะ ส่วนอาสัญถ้าอยากจะตอบแทนผมจริงๆละก็.."
"จงใช้ร่างกายตอบแทนคุณเท่าที่จะทำได้ซะ"พี่เอพูดแทรกก่อนที่ผมจะเอ่ยปากก่อน "ไม่ใช่!อย่างนั้น"
"พยายามทำงานอย่างตั้งใจเพื่อผมก็พอแล้วละนะ" "แหมๆปากก็บอกอย่างนู้นอย่างนี้แต่สุดท้ายก็เพื่อผมอย ู่ดีใช่ไหมละ"
"พี่เอนี่ละก็.." "ค่ะฉันจะพยายามอย่างสุดความสามารถเท่าที่มี ขอแค่พี่จีสั่งมาฉันก็จะทำให้ทุกอย่างเลยค่ะ"
"ทุกอย่างเลยจริงๆนะเหรอหืม~" พี่เอพูดพลางเหล่ตามองแบบไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่ "ทุกๆอย่างเลยละค่ะ"
"เอ..อย่างเช่นถูหลังให้ อาบน้ำให้ เป็นจานรองกับข้าวให้พวกนี้ทำได้รึเปล่าละ~หืม"อาสัญทำหน้ากังวลใจมาก
กับคำถามที่ไม่รู้จะตอบยังไงดี "พี่เอ!หยุดพูดได้แล้วถ้ายังไม่สงบปากสงบคำอีกมื้อเย็ นนี้ไม่ต้องกินเลยนะ!"
"โธ่-หยอกล้อเล่นนิดหน่อยเองทำเป็นโมโหไปได้" "ถ้าแค่นิดหน่อยละก็ฉัน..ฉัน..ฉัน.."
อาสัญเป็นลมสลบไปโดยที่ยังบ่นพึมพำๆอยู่ "เด็กน้อยซะจริงๆนะอาสัญเนี่ย" พี่เอบ่นกับตัวเอง
"ก็แล้วใครมันเป็นสาเหตุกันละ" "สาเหตุเพราะแรงกระทบกระเทือนทางสมอง.."หมอพูดพลางมองหน้าผม
ด้วยสีหน้าเรียบเฉยพร้อมๆกับพี่เอที่มองมาทางผมด้วยส ีหน้าแบบเดียวกัน แต่ผมมองจากมุมมองของผม
เหมือนจะโทษว่า สาเหตุนั้นเป็นเพราะผมซะมากกว่า "รู้แล้วๆผมผิดอีกแล้วใช่ไหม"
"ไม่ได้สื่อความหมายอย่างนั้น" พี่เอพอได้ยินหมอพูดแบบนั้นก็แทบจะอดขำไว้ไม่อยู่"อุ๊ฟ~ร้อนตัวสินะคิก"
"ทำอะไรกันอยู่นะหึม~" เจ๊ลูเข้ามาได้ถูกจังหวะดีเหลือเกิน... "นั่นใครนะที่นอนสลบอยู่บนเตียง?"
"ญาติห่างๆของจีคุงทางคุณอาของคุณลุงของคุณน้านะลูจัง" พี่เอพูดซะผมเองยัง งง เลยว่าญาติฝั่งไหนกัน
"จะย้ายมาอยู่ที่นี่งั้นหรือ?" "อืมก็ประมาณนั้นแหละนะเจ๊แต่ก็ไม่ได้มาอยู่ฟรีๆนะ พอดีจะให้มาช่วยงานด้วยนะ"
"ก็ดีหมือนกันนายจะได้พักบ้างเห็นทำงานทั้งวันทั้งคืน" "เห~ลูจังเป็นห่วงสุขภาพของจีคุงด้วยเหรอเนี่ย~หืม"
"ไม่ใช่ซะหน่อยถ้าหมอนี่เหนื่อยตายไปก็ไม่มีคนทำข้าวเ ย็นให้กินกันพอดีนะสิ"เจ๊ลูบ่นพลางชะโงกหน้าไปดูใกล้ๆอาสัญ
"หน้าตาคุ้นๆแฮะเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ... ช่างเหอะ..เย็นนี้อยากกินสตูว์เนื้อนะ"
"รับทราบครับ" พอผมตกปากรับคำเจ๊ลูก็เดินลิบๆออกจากห้องหมอไป "ดีนะเนี่ยที่ลูจังยอมเชื่ออะไรง่ายๆ"
"นั่นนะสิถ้าโดนซักถามมากๆเข้าผมก็ไม่รู้จะปิดเรื่องไ ว้ได้นานแค่ไหนเหมือนกัน"
"คนเมื่อกี้..ใครหรือค่ะ"อาสัญที่เริ่มได้สติลุกขึ้นมาช้าๆ แล้วมองตามหลังเจ๊ลูที่เพิ่งออกจากห้องหมอไป
"อืมลูจังนะเหรอ ก็เจ้าของหอพักนี้ตัวจริงยังไงละ" "อย่างนั้นเองหรือค่ะ"อาสัญหันกลับมาจ้องหน้าผมอีกครั้ง
"เอ่อ..มีอะไรอีกงั้นรึสัญ?" "จากนี้ไปก็ขอฝากตัว..รบกวนด้วยนะค่ะ"
"แหมๆอ้อใช่ๆ สัญมีชุดนี้แค่ชุดเดียวคงจะไม่สะดวกสินะเดี๋ยวพี่ให้ ยืมชุดก็แล้วกันนะ~นะ""ค่ะขอบคุณมากเลยนะค่ะ"
"หมดธุระแล้วก็ออกไปกันได้แล้ว"หมอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆแล้วหยิบหนังสือจากบนชั้นลง มานั่งอ่านตามปกติ
แต่ในสายตาผมแล้วดูเหมือนจะบอกเป็นนัยๆว่าถ้าเสร็จเร ื่องแล้วก็ให้รีบๆใสหัวไปได้แล้วจะอ่านหนังสือ
ผมจึงพาพี่เอรวมทั้งอาสัญจึงรีบออกมาจากห้องหมอแทบจะ ในทันที รู้สึกว่าตั้งแต่หมอที่เจอกันครั้งแรก
กับในตอนนี้ผมพอจะแปลอารมณ์ความรู้สึกจากสีหน้าตายด้ านไร้ความรู้สึก ด้วยแววตาและคำพูดได้บ้างแล้ว
ถึงสำหรับคนอื่นจะแยกแยะได้ลำบากแต่สำหรับผมก็ถือว่า เป็นความสามารถพิเศษได้เลยละมั้ง
"จีคุงรออยู่นี่แป๊ปนะพี่ขอยืมตัวอาสัญแป๊ปนึง~"ทำไมพี่เอพูดเหมือนอาสัญเป็นของผมไปซะอย่างนั้นกันละ นั่น
ผมจึงไปเช็คในตารางผู้เข้าพักในสมุดบันทึกของหอพัก พอดียังมีห้องว่างๆอีกเยอะ อืมแต่ให้อาสัญอยู่ชั้นบน
ก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง "เรียบร้อยแล้วจ๊า~จ๊าง" พี่เอพูดพลางผายมือทำท่าภูมิใจเสนอซะเต็มประดา
และอาสัญที่เดินออกมาพร้อมกับชุดสาวใช้แบบยุโรปเต็มข ั้น "พี่เอเอาชุดอะไรมาให้สัญใส่กันเนี่ย!"
"เรื่องนั้นช่างมันก่อนว่าแต่เหมาะดีไหมละ~สาวใช้ลูกห นี้ที่ต้องทำงานในหอพักทำงานชดใช้หนี้ก้อนโต~"
"ชักจะไปกันใหญ่แล้ว สัญถ้าไม่ชอบหรือฝืนใจก็บอกมาตรงๆก็ได้นะไม่จำเป็นต้ องทำตามที่พี่เอพูดก็ได้"
แต่กลับกันเลยดูท่าสัญออกจะติดอกติดใจชุดนี้มากซะด้ว ยซ้ำ "ทำไมละค่ะชุดนี้ออกจะสวมใส่สบายดีออกน่ารักดีด้วย"
"แต่มันน่าอายไม่ใช่รึยังไงกัน"ผมชายตามองไปทางกระโปรงพริ้วๆ ตามที่อาสัญหมุนตัว
"ก็ไม่ปฎิเสธว่าไม่ชอบไม่ใช่หรือไงจ๊ะจีคุง"พี่เอมองแล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "มันก็ใช่แต่ชุดธรรมดาๆก็มีไม่ใช่หรือไง!"
พอผมพูดจบ ไม้ที่เพิ่งเก็บตะกร้าผ้าลงมาก็บังเอิญมาเห็นสัญเข้า พอดี "นะ..นี่ที่เขาเรียกว่าเมดแบบตะวันตกสินะค่ะ"
ไม้เข้ามามองสัญใกล้ๆแล้วมองไปทางชุดของตัวเอง ในสภาพเสื้อแขนสั้นกางเกงยีนส์ "พะ..แพ้หมดรูป"
ไม้เดินคอตกพร้อมกับตะกร้าผ้าจากไป "รู้สึกจะไปทำร้ายจิตใจใครเขารึเปล่าค่ะเนี่ย"คิดว่าไม่ทางตรงก็ทางอ้อมนั่นแหละ
"ตกลงสัญจะใส่ชุดนี้ทำงานจริงๆนะเหรอ?"ผมที่เห็นชุดแล้วยังรู้สึกอายแทน "ค่ะ"เธอกลับตอบมาสั้นๆง่ายๆ
เหมือนเธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้เลยจริงๆ "โอ้-โอ้ว อิมเพรสชั่น แรงบันดาลใจ แรงกระตุ้น สุดยอด" เจ้าของเสียงเล็กๆ
ที่ไม่ได้ยินมาซะนานที่ออกจากห้องมาพร้อมกับขอบตาดำช นิดที่มองก็รู้เลยทันทีว่าอดนอนมาหลายวันแล้ว
"มินท์อดนอนบ่อยๆไม่ดีต่อสุขภาพนะรู้ไหมถึงแม้ว่าจะรี บแค่ไหนก็ตามทีเถอะ" มินท์หันมามองผมอย่างตาขวาง
เหมือนซอมบี้จ้องจะกัดคอหอยผมอยู่มะรอมมะร่อ "ก็เพราะใครกันละที่มันปฎิเสธคำขอร้องของสาวน้อยตาดำๆ"
เธอคงจะหมายถึงเรื่องที่ผมปฎิเสธให้ความช่วยเหลือเธอ วาดการ์ตูนแนวนั้น ถ้าจะถามว่าการ์ตูนที่มินท์กำลัง
วาดอยู่ตอนนี้เป็นเรื่องแนวไหนก็คงต้องบอกย่อๆว่า BLหรือ BoyLoveส่วนแนวเรื่องถ้าเป็นผู้ชายแท้ทั้งแท่ง
ก็อย่างไปข้องแวะกับมันเลยจะเป็นสิ่งที่ดีต่อ ชีวิตแล้วละครับ "ชุดนี้สุดยอดไปเลยจริงๆของพี่เองั้นรึ"
"ใช่แล้วละจ๊ะ"พี่เอตอบพลางยิ้มร่าเหมือนได้รับคำชม "รสนิยมดีไม่เลว"มินท์พูดพลางหยิบดินสอมาร่างๆภาพในกระดาษ
แล้วเดินกลับเข้าห้องของตัวเองไป "เป็นเด็กที่ไม่มีสัมมาคารวะเหมือนเดิมเลยนะ" ถ้าพูดถึงเรื่องสัมมาคารวะ
พี่เอกับเจ๊ลูก็พอๆกันนั่นแหละ จากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันไป
อาสัญเป็นคนที่ขยันขันแข็ง ชอบทำความสะอาด และดูเหมือนจะชอบความระเบียบจัดจนเรียกได้ว่าเกินพอด ีด้วย
อย่างกรอบรูปที่วางไม่ตรงตำแหน่งซ้ายขวาเธอก็จะไปเอา ไม้บรรทัดมาวัดแล้ววางให้ตรงพอดีเป๊ะๆ ดูเธอมีความสุขกับงาน
ที่ทำดี แต่ข้อเสียของเธอก็คือ ถ้าทำงานอะไรสักอย่างจะทำโดยไม่สนใจคนรอบข้าง จะเรียกยังไงดีละ.. สมาธิสูงละมั้ง
"สัญ..นี่อาสัญ.."ผมเรียกเธอที่กำลังกวาดใบไม้กองสุมรมๆกัน "อ๊ะ..ค่ะ?..ค่ะ..คุณท่าน" สัญมองมาทางผม
ด้วยท่าทางเพลียๆ "ก็เคยบอกแล้วนะว่าให้เรียกผมแบบปกตินะ" "ขอโทษด้วยนะค่ะพอดีทำงานเพลินจนลืม.."
อาสัญเป็นลมล้มลง "อาสัญ!" ผมรีบเข้าไปประคองเธอพอดีที่หมอนั่งอ่านหนังสืออยู่ก ่อนแล้ว เลยเดินมาดูอาการให้
"แค่เป็นลมแดดนะ ให้พักสักครู่ก็คงจะหาย"หมอพูดจบก็ผละออกไปเหมือนกับว่าถ้าไม่ใช่อาการหนักก็ ไม่ต้องไปสนใจอะไรมาก
อาสัญค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา "ก็บอกแล้วไงว่าอย่าฝืนตัวเองถ้าเหนื่อยก็ไปพักซะเดี๋ ยวผมจะจัดการต่อเอง"
"ไม่ได้นะค่ะ" ผมชี้นิ้วให้เธอหยุดพูด "คนป่วยนะเงียบไปเลยห้ามเถียงแล้วไปนอนพักซะนี่เป็นคำ สั่ง"
"ค่ะ"อาสัญรับคำแล้วกลับขึ้นหอพักไป ผมที่เก็บกวาดกองใบไม้เสร็จ ก็กลับไปที่ห้องทำข้าวต้มทรงเครื่องแล้วยกไปให้อาสัญ
"อ๊ะ..เอ๋..?" อาสัญตกใจที่ผมยกข้าวต้มมาให้เธอ "คงจะหิวละซิตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลยใช่ไหมละ"
"แต่ว่า.." "ไม่มีแต่ทั้งนั้นถ้ากินไม่หมดละก็ผมจะเฝ้าอยู่ที่นี่ ไม่ออกไปไหนเลยนะ" ผมยืมมุขของโซดามาใช้ตอนที่ผมเป็นใข้
ผมก็เคยเจอแบบนี้มาเหมือนกัน "ใจดีเกินไปแล้วนะค่ะ.."เธอพูดเบาๆเหมือนเสียงกระซิบ "เมื่อกี้สัญว่าอะไรเหรอ?"
"อ๊ะ..เปล่าค่ะ..ไม่มีอะไร.." ผมเห็นว่าเธอมีใข้เล็กๆก็เลยจะไปหยิบผ้าขนหนูชุบน้ำม าให้เป็นจังหวะเดียวกับที่พี่เอ
เดินสวนเข้ามาในห้อง "รู้มาจากหมอนะอาสัญเป็นอะไรมากรึเปล่าพี่ละเป็นห๊วงเ ป็นห่วง~"พี่เอวิ่งเข้ามาในห้องแทบจะสวมกอดอาสัญในทันที
รู้สึกว่าพี่เอจะเอ็นดูอาสัญเป็นพิเศษเลยนะ "อ๊ะ..นี่พี่เข้ามาขัดจังหวะรึเปล่าละเนี่ย?"พี่เอพูดพลางมองมาทางผมกับอาสัญ
ที่อยู่ในห้องแค่สองต่อสอง "ดีแล้วที่พี่เอมาถ้าอยู่แค่สองคนเจ๊ลู.." เจ๊ลูที่เดินเข้ามาแทบจะเป็นจังหวะเดียวกันเคาะประตู ห้อง
"ฉันจะทำไมหรือหืม~" ผมหน้าซีดเฝือกทันที "ไม่มีอะไรครับ" อาสัญหัวเราะออกมาเล็กๆ
"ถ้าอยากจะอ้อนละก็ช่วงที่ป่วยอยู่นี่ก็อ้อนได้เต็มที ่เลยนะสิทธิพิเศษของคนป่วยยังไงละ"พี่เอขยิบตาให้อาสัญ
"เอาละพวกเราตัวเกะกะออกไปกันได้แล้วซีนนี้พวกเราไม่ม ีบทนี่นา" พี่เอพูดพลางดึงตัวเจ๊ลูไปด้วย
"เดี๋ยวสิพี่เอฉันยังไม่ได้ดูอาการอาสัญเลยนะ"เจ๊ลูพูดพลางดึงตัวเองไว้แต่ยันแรงพี่เอไว้ไม่อยู่สุ ดท้ายก็โดนลากตัวไป
"ไม่ต้องห่วงไม่ต้องห่วงตามสบายเลยนะจ๊ะ..นะ"พี่เอพูดพลางลากตัวเจ๊ลูไป ผมหยิบผ้าขนหนูกับอ่างใส่น้ำวางไว้ข้างๆ
ถ้าเหงื่อ ออกมามากก็ใช้นี่เช็ดซะแล้วนอนพักมากๆละ ผมกำลังจะตามพวกเจ๊ลูออกไปอาสัญก็รั้งแขนผมไว้ทั้งๆท ี่ไม่มีแรง
"... ไหนบอกว่าจะเฝ้าอยู่จนกว่าจะทานข้าวต้มหมดไงค่ะ" ผมพึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าผมเคยพูดไว้แบบนั้นนี่นาช่วยไม ่ได้แฮะ
ผมมองไปรอบๆห้องอาสัญ เป็นห้องที่ราบเรียบ เรียบร้อย สะอาดสะอ้านแต่ว่าดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าเป ็นห้องของเด็กผู้หญิงได้เลย
"พี่จีเป็นลูกคนเดียวสินะค่ะ"เธอมองมาทางผมแล้วพูด "อืมใช่" "สัญก็เป็นลูกคนเดียวค่ะถ้าจะไม่ว่าอะไรจะขอเรียกพี่จ ีได้ไหมค่ะ"
"พูดอะไรแปลกๆนะปกติก็เรียกแบบนั้นอยู่แล้วนี่" สัญหลบสายตาผม"ไม่..ไม่ใช่อย่างนั้นนะค่ะ..พี่จี" เธอพูดอย่างเอียงอาย
"พอเห็นพี่เอกับพี่จีทุกๆคนอยู่ร่วมกันเหมือนพี่น้องด ูสนุกสนานกันมากฉันได้แต่อิจฉา"เธอมองมาที่ผมอีกครั้ง
ไอ้ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าจะโดนสารภาพรักยังไงยัง งั้นนี่มันอะไรกัน? "สัญเป็นลูกคนเดียวค่ะเพราะอย่างนั้น.."
"อยากได้มากเลย..พี่ชาย.." ผมคิดว่าเข้าใจความรู้สึกเธอเหมือนๆกับผมตอนเด็กๆที่ อยากจะได้น้องสาว
"ได้สิถ้าอยากเรียกอย่างนั้นผม..เอ่อ..พี่ก็ไม่ว่าอะไ รหรอกนะ"ดูท่าทางสัญดีใจมากจนลืมตัวเข้ามาสวมกอดผม
พอสัญรู้สึกตัวก็ค่อยๆ ถอยออกมา "ถ้างั้นน้องสาวคนนี้อยากจะขอร้องอะไรพี่ชายสักหน่อยน ะค่ะ"
"ว่ามาสิถ้าทำได้ พี่ชายคนนี้จะช่วยเต็มที่เลย" เธอมองไปทางชามข้าวต้ม แล้วมองกลับมาทางผม
"ปกติเวลาฉันป่วยไม่สบายจะไม่มีใครมาดูแลให้ค่ะ ฉันเลยมักจะฝันว่ามีใครสักคนมาคอยป้อนคอยดูแลจนกระทั ่งหายดี"
ผมรู้สึกเขินนิดหน่อยที่จะต้องมาคอยป้อนข้าวให้แต่พอ เห็นรอยยิ้มของสัญแล้ว ทำให้ผมสบายใจรู้สึกได้ว่าพวกเรามีอะไรๆ
ที่เหมือนๆกันหลายอย่าง และเข้ากันได้ดีเหมือนพี่น้องกันจริงๆ "หมดเวลาสนุกแล้วสิ หมดเวลาสนุกแล้วสิ จีคุงพี่หิวข้าวแล้วว"
พี่เอกับเจ๊ลูเข้ามาพร้อมๆกันเป็นช่วงเดียวกับที่อาส ัญนอนหลับไปพอดี ผมจึงชี้นิ้วไปที่ปากเป็นสัญญาณบอกให้ทั้งสองคนเงียบ
อาสัญละเมอ พึมพำเล็กๆออกมาเหมือนเด็กๆ"พี่ชาย"
"แม้ว่าผ่านอุโมงค์ก็เป็นอุโมงค์ที่สุดของปลายอุโมงค์ นั้นคือ ?" พี่เอที่บ่นพึมพำเขียนบทกลอน
ที่ไม่ค่อยเข้ากับนิสัยตัวเองสักเท่าไหร่ "ทำอะไรนะพี่เอ" ผมมองไปทางสมุดโน๊ตที่เขียนตัวอักษรอะไรสักอย่าง
ที่ดูไม่เหมือนภาษาบนโลกนี้ "แต่งบทกลอนประดับคาเรร่านี้นะปกติก็มีทุกคาเรร่าไม่ใ ช่เหรอ?"
ผมไม่รู้ว่าไอ้คาเรร่าที่พี่เอว่านะมันหมายถึงอะไรแต ่ก็คงไม่สำคัญสักเท่าไหร่ละมั้ง
"ความสุขนั้นมันมักไม่จีรังยั่งยืนเหมือนใบไม้ที่ค่อย ๆหลุดร่วงลงจากต้นเมื่อเปลื่ยนฤดูกาล"
ผมคิดว่าปล่อยพี่เอแกเฟ้อไปคนเดียวละกัน ดีกว่าให้มาป่วนชาวบ้านสร้างความรำคาญละมั้ง
"อ้อใช่ๆเดี๋ยวคุณน้ากับคุณลุงวันนี้จะมานะบอกมีธุระส ำคัญจะคุยด้วย"
คุณน้าที่พี่เอว่าก็คงจะเป็นแม่เจ๊ลูส่วนคุณลุงที่ว่ าก็คงจะเป็นพ่อผมสินะ จะมาพร้อมกันทั้งสองคนเลยงั้นเหรอ...
"เฮ้ย!พี่เอ! เรื่องสำคัญแบบนี้ทำไมไม่รีบบอกแล้วมาบอกคร่าวๆแค่นี ้เนี่ยนะ"ผมพูดเสียงดังซะพี่เอต้องปิดหู
"ทำเป็นเสียงดังมีรีแอ็คชั่นใหญ่โตไปได้แค่จะมาเยื่ยม ลูกๆเองแปลกตรงไหนเหรอจ๊ะ"แม่เจ๊ลูเข้ามาพอดี
"คุณน้า~คิดถึงจังเลย~"พี่เอโผเข้ากอดคุณน้าอย่างเต็มแรง "แหมๆยังขี้อ้อนไม่เปลื่ยนเลยนะจ๊ะ"
ถ้าคุณน้ามาแล้วก็แสดงว่าคนๆนั้นที่ผมเกลียดขี้หน้าม ากที่สุดในสามโลกจะต้องมาด้วยแน่ๆ
"โฮ่..นี่นะหรือฮาเร็มที่ว่า" ฮาเร็มบ้าบออะไรเล่านี่มันหอพักหญิงนะเฟ้ยคิดจะเปลื่ ยนชื่อให้ดื้อๆเลยรึไง
"แล้วแกตัดสินใจได้รึยังละว่าจะเลือกคนไหน?ไม่ว่าแกจะ เลือกคนไหนในนี้ฉันก็เปิดใจยอมรับได้หมดแล้วนะ"
หมอนั่นพูดพลางกางผังรายชื่อผู้เข้าพักอาศัยเหมือนเป ิดหนังสือพิมพ์อ่าน "คุณน้านี่มันอะไรกันนะ?"
"ขอโทษทีนะจ๊ะ~พอดีแม่กับเค้าเล่นเกมส์พนันกันนะจ๊ะว่ าใครจะได้ชิงหัวใจลูกไปก่อน"
"นี่มันชีวิตคนนะอย่าเอามาล้อเล่นกันได้ไหม?"ผมละเหลืออดกับทั้งสองคนนี่จริงๆ ผมไม่ได้โกรธคุณน้าสักเท่าไหร่หรอก
แต่คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีคงจะเป็นหมอนี่ไม่ผิดแน่ๆ "พอดีตัวหมากฝั่งนี้ไม่พอเลยกะจะเพิ่มเข้าไปหน่อยให้พ อสูสีได้"
"จำนวนไม่ใช่ปัญหาแต่อยู่ที่คุณภาพมากกว่านะค่ะ"คุณน้าพูดพลางหัวเราะเสียงดัง "แม่ค่ะสำรวมกริยามารยาทหน่อยค่ะ"
"ขอโทษทีนะจ๊ะอ๊ะใช่ๆลูก็นับอยู่ในกระดานด้วยนะจ๊ะแม่ พนันไว้สูงมากเลยทีเดียวอย่าทำให้ผิดหวังนะ"
เจ๊ลูเองก็เริ่มจะโมโหแล้วเหมือนกันที่เห็นว่าตัวเอง กลายเป็นของเล่นของแม่
"หนูไม่ชอบใจเลยนะถึงแม้ว่าหนูจะสนุกด้วยตามทีก็เถอะ แต่หนูชอบเล่นคนอื่นมากกว่าการที่จะถูกคนอื่นเล่น"
หมอนั่นปรบมือให้ "พูดได้ดีสมกับเป็นมือขวาของฉัน" เจ๊ลูพูดพลางมองไปทางหมอนั่นด้วยสายตาที่แทบจะฆ่ากัน ได้
"ขอบคุณค่ะท่านประธานถ้าจะกรุณามากกว่านี้รีบๆตายไปซะ แล้วยกตำแหน่งประธานให้สักทีสิค่ะ"หมอนั่นหลับตาลงแล้วส่ายหัว
"ก็ได้ถ้าหากทำให้ไอ้ลูกไม่เอาไหนยอมใจอ่อน แต่งงานด้วยละก็นะ" พอเจ๊ลูได้ยินแบบนั้นกลับส่ายหัว
"ไม่มีวันซะหรอกค่ะ" หมอนั่นพูดพลางส่ายหน้ามองไปทางคุณน้า "เขาว่ามาอย่างนั้นนะสงสัยต้องตัดออกแล้วละมั้ง"
"ไม่เป็นไรค่ะอย่าดูถูกลูกของฉันเชียวนะค่ะ" กลายเป็นว่าไม่มีบทให้ผมพูดแทรกซักนิดเดียวทั้งๆที่เ ป็นเรื่องของผมแท้ๆ
"แล้วตัวหมาก ใหม่ที่เพิ่มเข้าไปเป็นยังไงบ้างละเอ?" หมอนั่นพูดแล้วหันไปมองพี่เอที่เหมือนจะรู้ดีทุกๆอย่ างตั้งแต่ต้น
และรู้สึกว่าจะสมรู้ร่วมคิดกับทั้งสองคนอยู่ก่อนแล้ว "จะดีหรือค่ะมาถามฉันนะฉันก็พนันไว้เหมือนกันนะค่ะ"
"พี่เอพนันไว้ว่ายังไงเหรอ?"เจ๊ลูถามอย่างสงสัย "พี่พนันไว้ว่าจะใช่ทั้งหมดและไม่ใช่ทั้งหมดหรือก็คือ เหมาหมดและไม่เลือกใครเลย"
"เอยังไม่ตอบเลยนะว่าหมากตัวใหม่เป็นยังไงบ้าง" พี่เอพูดพลางวางพู่กันขนนกในมือ อย่างเหนื่อยหน่ายในฐานะผู้เฝ้ามอง
"ไม่ได้เรื่องเลยค่ะไม่มีสิทธิ์ที่จะยกระดับตัวเองขึ้ นมาเป็นคนรักได้เลย น้องสาวยังไงก็คงจะเป็นน้องสาวอยู่วันยันค่ำไม่มีทาง เป็นคนรักได้หรอก"
พอผมได้ยินเรื่องน้องสาว เหมือนผมโดนฟ้าผ่าลงมา กลางแสกหน้า เรื่องทั้งหมด..เรื่องทั้งหมดมัน..โกหกทั้งเพ..
ทั้งเรื่องที่จะฆ่าตัวตาย..เรื่องที่ติดหนี้..ทุกๆเร ื่องผมโดนอาสัญหลอกมาตลอด "ไม่ใช่นะค่ะความรู้สึกของเราเป็นของจริงค่ะ"
"ป่านนี้แล้วจะมาพูดอะไรตัวหมากที่โดนตัดออกไปแล้วไม่ มีสิทธิ์ที่จะอยู่ที่นี่ต่อหรอกนะ"พี่เอพูดอย่างไม่ใส่ใจเพราะเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัว เอง
"ถึงฉันจะหลอกลวงพี่จีแต่เรื่องความรู้สึกที่ฉันคิดว่ าเขาเป็นพี่ชายคือของจริงนะค่ะฉันไม่ได้ตั้งใจจะโกหก หรือหลอกลวงอะไรเลย"
"เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะไอ้ปีศาจร้ายที่วางแผนส่งอาสั ญมาตั้งแต่ต้นและเล่นสนุกกับจิตใจคนอย่างแกนี่มัน..."
"ใช่ฉันนี่แหละที่ส่งอาสัญมา แต่เรื่องที่อาสัญอยากได้แกเป็นพี่ชายและอาสัญอยากเป ็นน้องสาวนะเป็นเรื่องจริง"
เหมือนกับว่ามีสีแดงปรากฎขึ้นในคำพูดของพ่อ "อาสัญถูกเลี้ยงมาในฐานะตัวหมากเพื่อที่จะแต่งกับแก"
(เป็นมุขในแว่วเสียงนางนวลหรือUmineko no Naku Koro niที่ยืนยันข้อเท็จจริงจากคำพูดนั้น จะกลายเป็นสีแดง)
"เกมนี้เกิดขึ้นก่อนที่แกจะย้ายออกไปจากบ้านและนั่นเป ็นจุดเริ่มต้น" "แม่ของอาสัญติดหนี้ฉันจริงและส่งอาสัญมาให้ฉันเลี้ยง"
"ฉันเลี้ยงอาสัญในฐานะสาวใช้และบุตรบุญธรรม" คำพูดสีแดงยังคงโจมตีจิตใจทั้งผมและอาสัญต่อเป็นระลอ ก
"ถ้าอย่างนั้นก็จะขอโจมตีกลับด้วยข้อความสีฟ้าละ"(เป็นมุขในแว่วเสียงนางนวลอีกเช่นกันโดยข้อความสีฟ้า นั้นมีไว้ใช้ปฏิเสธทฤษฏีข้างต้น)
"นอกเรื่องกันไปใหญ่แล้วเดี๋ยวก็ถูกดึงเข้าสู่โลกคู่ข นานหรอก"พี่เอบ่นให้ทุกๆคนหยุด "ทำตัวไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่เลยนะ"
"ตอนนี้ประเด็นอยู่ที่ว่าจะส่งตัวอาสัญกลับหรือวางไว้ ในฐานะหมากนอกกระดานสินะจ๊ะ"คุณน้ายังคงพูดตรงๆ
"ฉันตัดสินใจจะเก็บหมากที่ไม่ได้ใช้แล้ว" แต่อาสัญกลับไปหลบอยู่ข้างหลังผม"ไม่นะค่ะฉัน..ฉันไม่อยากกลับไป"
"ถึงแม้ฉันจะสำนึกในบุญคุณของท่านเจ้าบ้านแค่ไหนแต่ฉั นก็อยากอยู่ที่นี่ค่ะ อยากอยู่..กับทุกๆคน"
"คนที่จะตัดสินใจก็คือคิงในกระดานสินะจ๊ะว่ายังไงละ?"คุณน้าจ้องมาทางผมพร้อมๆกับที่ทุกๆคนมองมาทางผม
"ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่โกหกหลอกลวงมาตั้งแต่ต้นอย่างนั ้นนะหรือ?" เจ๊ลูพูดพลางส่งสายตาเย็นชามาที่อาสัญ
"นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมจะเป็นคนตัดสินใจสักหน่อย มันอยู่ที่ตัวเธอเองต่างหากว่าอยากจะอยู่หรืออยากจะไ ป"
"ขอบคุณค่ะ..พี่ชาย" พี่เอถอนหายใจ"สุดท้ายก็จบแบบนี้สินะไม่สนุกเลย"พอบ่นเสร็จก็เดินหายเข้าไปในครัว
"แต่หมากทุกตัวสำหรับฉันแล้วต้องใช้ให้คุ้มค่า"พ่อพูดพลางไปกระซิบกระซาบอะไรที่หูของอาสัญ จนเธอหน้าแดง
แล้วหนีมาหลบข้างหลังผม "ฉันก็อยากจะเดิมพันกับความเป็นไปได้หนึ่งในล้านเหมือ นกัน"พ่อพูดจบก็รีบกลับไปทันที
"ไปไวมาไวเหมือนพายุเลยนะจ๊ะ"ผมมองไปทางคุณน้าแล้วเอ่ยปากถาม "แล้วคุณน้าพนันว่ายังไงละครับ?"
"พนันไว้ข้าง ลู,โซดา,เฟริน์,อิมนะจ๊ะ ก็ฝั่งคนที่ออกจะธรรมดาๆ" งั้นก็หมายความว่าหมอนั่นพนันไว้กับพวกไม่ปกติที่เหล ือสินะ
"สุดท้ายแล้วพี่คิดว่าพี่จะชนะนะ"พี่เอพูดพลางยกชาขึ้นจิบ "ไม่แน่เสมอไปหรอกค่ะบางทีหมากนอกกระดานอาจจะชนะเกมส์ นี้ก็ได้"
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่น้องหญิงยืนฟังอยู่อาจจะตั ้งแต่แรกแล้วรึก่อนที่พี่เอจะเขียนกลอนเล่นซะอีก
"นั่นสินะเป็นตัวหมากนอกกระดานที่ทรงพลังจริงๆซะด้วยส ิแต่แม่ไม่คิดหรอกนะว่าหมากนอกกระดานสุดท้ายจะชนะนะ"
ทุกๆคนต่างเปลื่ยนสีหน้าและหัวเราะด้วยเสียงอันดัง ที่ดูยังไงก็เสแสร้งแกล้งทำจนรู้สึกน่าขยะแขยง ผมกับอาสัญจึงเลี่ยงปลีกตัวหนีออกมาจากห้องนั้น
"ขอโทษนะค่ะพี่หนูอยากจะขอโทษพี่มาสักพันครั้งแล้ว"อาสัญพูดทั้งๆน้ำตา ผมลูบหัวเธอ"มันจบแล้วละต่อจากนี้ไปเธอไม่ได้อยู่ในฐานะตัวหมาก"
"เธอไม่ต้องใช้ชีวิตตามคำสั่งใครเธอไม่จำเป็นต้องทำงา นหนักก็ได้แล้วนะ" อาสัญส่ายหน้า "ไม่นะค่ะเรา..เราจะทำค่ะ"
"ถ้าให้อยู่เฉยๆไม่ช่วยงานพี่ชายอะไรเลยเราก็เป็นน้อง สาวที่แย่ที่สุดแล้วละค่ะอีกอย่างฉันยังติดหนี้พี่ชา ยอยู่ด้วยนะค่ะ"
"หนี้อะไรงั้นรึ?" อาสัญไม่ตอบกลับแลบลิ้นใส่แล้ววิ่งหนีกลับห้อง "ไม่บอกหรอกค่ะเป็น-ความ-ลับ"
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สปอยตอนต่อไป
http://img56.imageshack.us/img56/3694/godon.jpg
sohigh159
10-10-2009, 08:57 PM
โอ้ว 2 ตอนรวด. . แต่ ไม่มีเวลาง่ะ สอบ. . . .
ปูเสื่อจอง ใครแย่งมีกัด แง่งๆ
sohigh159
10-10-2009, 08:57 PM
โทดง้าบ ไหงตอนเนทน่ามันออกมาเบิ้ลฟร้าา ง่าา
HaMeaw
10-20-2009, 12:44 AM
อืมมมมมาลงชื่ออ่านอีกรอบ
[ถึงแม้ว่าจะแตกต่าง-แต่ไม่แบ่งแยก]
}การรุกรานของวิญญาณยามค่ำคืน{
วันนี้ไม่รู้ผมเป็นอะไรไปสภาพร่างกายมันหนักๆเพลียๆอ าจจะเป็นเพราะเมื่อวานโหมงานหนักไปก็ได้
ถึงจะมีอาสัญมาคอยช่วยงานบ้างแต่ทำไมตารางงานผมมันเห มือนจะเพิ่มขึ้นยังไงก็ไม่รู้สิ หลังจากที่ผมออกมาที่ระเบียง
ก็บังเอิญไปได้ยิน สาวๆข้างล่างคุยกันอยู่พอดี "จริงๆนะค่ะ ร..เราเห็นจริงๆนะค่ะ ตอนนั้นนะถึงมันจะมืดมากก็เถอะ"
"จ้าๆ เรื่องผู้หญิงผมสีขาวตาสีแดงใส่สูทสีดำพี่ได้ยินเรื่ องนี้จนเบื่อแล้วละนะ" "เฟริน์เองก็เห็นนะค่ะตอนเที่ยงคืน"
ที่ไหนๆมันก็มีกันทั้งนั้นแหละนะไอ้เรื่องสยองขวัญเน ี่ย ถึงหอพักนี้มันจะมีเรื่องแปลกๆอยู่เยอะแต่มันก็ไม่ใช ่เรื่องจริง
ไปซะทุกเรื่องหรอก "เราว่าไม่ใช่คุณผีหรอกนะค่ะอาจจะเป็นใครสักคนในหอพัก นี้ปลอมตัวแกล้งคนอื่นเล่นก็ได้ค่ะ"
"น้องหญิงพี่ว่าไม่ใช่แล้วละเพราะว่า พอพี่แอบมองอยู่ข้างบนจู่ๆเธอคนนั้นก็หายตัวไปซะเฉยๆ เลยเหมือนหายตัวได้เลยละ"
"บะ..แบบนี้ต้องเป็นวิญญาณแน่ๆเลยละค่ะมีแต่ผีเท่านั้ นแหละค่ะที่ทำแบบนี้ได้" ชักจะไปกันใหญ่แล้วแฮะจากคนแปลกหน้า
อัพเกรดกลายเป็นวิญญาณไปแล้ว "อาจจะตาฝาดไปเองก็ได้มั้ง" ทั้งๆที่ปกติพี่เอจะต้องชอบเรื่องแบบนี้แท้ๆแต่คราวน ี้
ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่ "แล้วคนที่แอบมองอยู่ข้างบนเมื่อไหร่จะลงมารวมวงด้วยล ะค่ะ"น้องหญิงพูดพลางส่งยิ้ม
ขึ้นมาให้ผมพร้อมๆกับสายตาของทุกๆคนมองตามมา "ฮะฮะ สวัสดีนะทุกๆคน" เลยกลายเป็นว่าผมต้องลงมาร่วมวงสนทนา
เรื่องผีไร้สาระไปด้วยซะได้ "จะ..จริงๆนะค่ะเราเห็นจริงๆนะค่ะ" "ซีว่าอาจจะเป็นมนุษย์ดาวตาแดงที่หมายจะจับตัวคนไปทดล องก็ได้นะ"
มนุษย์ดาวตาแดงมันมีด้วยเหรอไงแต่ถ้า คนที่จะจับคนไปทดลองละก็ที่หอพักนี้ก็มีอยู่คนหนึ่งแ ล้วผมมองไปทางหมอที่นั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ
หมอที่รู้สึกตัวว่าผมแอบมองอยู่ก็ละสายตาจากหนังสือแ ล้วมองกลับมา "มีอะไรอย่างนั้นหรือ?" "ไม่มีอะไรหรอกอ่านหนังสือต่อไปเถอะ"
ผมว่าคงไม่ใช่หรอกมั้ง "ระ..เรากลัวเรื่องผีๆสางๆที่สุดเลยละค่ะเราคิดว่าถ้า ย้ายไปอยู่ที่อื่นได้ก็คง.."เจ๊ลูที่จู่ๆก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้โพล่งขึ้นมา
"ไม่อนุมัติ!ถ้าแค่ปัญหาแค่นี้แล้วก็ย้ายที่อยู่แล้วใ ช้ได้ที่ไหนกันดูสิคนๆนี้นะอยู่ในห้องที่เคยมีคนแขวน คอตายมาก่อนยังไม่เป็นไรเลย!"
เจ๊ลูพูดพลางผายมือมาทางผมเหมือนนำเสนอโฆษณาสินค้าสั ่งตรง ว่าแต่คนนั้นมันใครกันละเอ..เฮ้ยนั่นมันผมไม่ใช่เหรอ
ผมเข้าไปกระซิบเบาๆกับเจ๊ลู "ถึงกับต้องยกเรื่องโกหกมาอ้างเลยงั้นหรือ" เจ๊ลูไม่ยอมตอบผมกลับเลี่ยงสายตาไป "ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงดีละค่ะ"
ผมที่โดนเจ๊ลูเลี่ยงคำตอบก็แสดงว่าที่เจ๊ลูพูดมามันก ็อาจจะจริงอย่างที่ว่าก็ได้ ก็ว่ามันแปลกๆตั้งแต่ให้ผมย้ายมาอยู่ข้างๆห้องเจ๊ลูแ ล้วห้องนั้นไม่มีใครอยากอยู่ซะด้วยสิ
"ไม่เห็นยากเลยก็ให้หมอนี่จับตัวคนร้ายผมขาวคนนั้นให้ ได้ก็พอแล้วนี่นา" จากคนแปลกหน้าก็กลายเป็นวิญญาณตอนนี้กลายเป็นคนร้ายไ ปแล้ว
ว่าแต่เอาอะไรมากำหนดให้เขากลายเป็นคนร้ายไปได้ละเนี ่ย "ไอ้คนที่มาทำอะไรลับๆล่อๆตอนกลางคืนที่หอพักเรามันต้ องไม่ใช่คนดีแน่ๆ"
เจ๊ลูพูดพลางกอดอกเหมือนเป็นข้อสันนิฐานที่มั่นใจมาก ว่าผู้หญิงผมขาวนั่นต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ แต่ถ้าเป็นใครในหอพักปลอมตัวมานั่นก็อีกเรื่องนึงไม่ ใช่รึไง
"อาจจะเป็นคนที่อยากจะปล่อยข่าวเสียๆหายๆ ทำให้คนไม่อยากมาเข้าพักที่หอนี่ก็ได้นะ"มันไม่มีทางเป็นแบบนั้นได้หรอก
เพราะแถวๆนี้มันมีหอพักแค่ที่เดียวแถมปัญหาที่ทำให้ไ ม่มีคนมาพักที่นี่ก็เพราะเจ๊ลูนั่นแหละ "ไม่ว่าจะเป็นตัวอะไรก็ตามแต่จงจับมันมาให้ได้ซะเจ้าเ บ๊ทั่วไป"
ผมถูกลดขั้นจากผู้ดูแลหอพักกลายเป็นเบ๊ทั่วไปแล้วเหร อเนี่ย.. "โอ๋ๆอย่าร้องนะค่ะอย่าร้อง"น้องหญิงพูดพลางลูบหลังผม
สรุปว่านี่เป็นเรื่องไร้สาระที่ทำให้ผมต้องหัวปั่นอี กแล้วใช่ไหมเนี่ย
หลังจากที่ผมทำความสะอาดและงานอื่นๆจิปาถะเสร็จผมก็เ ตรียมทำข้าวเย็น บังเอิญกับจังหวะที่เจ๊ลูนุ่งผ้าเช็ดตัวออกมาจากห้อง จะไปอาบน้ำพอดี
ฉากนี้มัน..ถึงจะเคยเห็นในหนังสือการ์ตูนหรืออนิเมบ่ อยๆก็เถอะ แต่ในสภาพแบบนี้ ฉากต่อจากนี้ไปผมก็คงจะโดนอัดกลับจุดเซฟอีกแล้วสินะ. ..
กลับกันเจ๊ลูกลับทำเป็นไม่สนใจผมเดินเข้าห้องน้ำไปซะ เฉยๆ "โอ๊ะโอนี่จีคุงโดนเมินอย่างนั้นเหรอนั่นน่าสงสารจังน ่าสงสารจัง"พี่เอพูดพลางพยักหน้า
"ผมว่าแบบนี้มันออกจะแปลกๆนะพี่เอถ้าเป็นทุกทีผมคงจะโ ดนกระทืบจมดินไปแล้ว" เจ๊ลูที่อยู่ข้างหลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เดินเข ้ามาหยิบขวดแชมพูในตู้
"ใครจะกระทืบใครจมดินกันอย่างงั้นเหรอ?" "เปล่าๆไม่มีอะไร" "ฉันก็ไม่ได้ใจร้ายกับนายซะขนาดนั้นซะหน่อยแค่สั่งสอน เล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง"
"สั่งสอนเล็กๆน้อยๆนี่เล่นเอาสลบไปเลยอย่างนั้นนะเหรอ ?" "ก็ถ้าหมามันหื่นก็ต้องใช้ไม้แข็งตีกันบ้างก็ไม่เห็นจ ะเป็นไรไปเลย"
"หมามันไม่ตายไปก่อนรึยังไงกันนะหา!" จู่ๆพี่เอก็ขำขึ้นมาซะอย่างนั้น "ฮะฮะ~ฮ่าฮ่าฮ่า~อยู่กับพวกเธอนี่มันสนุกจริงๆเลยนะ"
"แล้วเมื่อไหร่จะไปใส่เสื้อผ้าซักทีละเจ๊ลู!" เจ๊ลูก้มมองไปทางตัวเองที่ใส่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียว "อายอะไรไปทำไมทั้งๆที่เคยอาบน้ำด้วยกันแท้ๆ"
"นั่นมันสมัยเด็กๆเฟ้ย!เลิกล้อเล่นซะที ได้แชมพูแล้วก็ไปอาบน้ำให้เสร็จๆซะทีสิเฮ้ย!" "เข้ามาช่วยสระผมให้ทีสิ..."
ผมหยุดนิ่งไปเหมือนเวลาถูกหยุดลงในทันทีเหงื่อกาฬไหล พลั่กดั่งน้ำในทำนบแตก อะไรนะ เจ๊ลูจะให้ผมเข้าไปช่วยสระผมให้อย่างนั้นเหรอ
จะบ้ารึไงผมมันผู้ชายนะเฮ้ยถึงจะเป็นเพื่อนสมัยเด็กก ็เถอะ ไม่คิดอะไรเลยจริงๆงั้นรึ หรือไม่คิดว่าผมเป็นผู้ชายกันแน่? อะไรนะ!อะไรกัน!?
"นะ..พี่เอ...นานๆทีก็อยากให้ทำแบบนี้ให้หน่อยนะ" ไม่รู้ว่าผมคิดอะไรของผมไปเนี่ยรู้สึกเหมือนสูญเสียส ิ่งสำคัญที่ผู้ชายสมควรจะมีไปซะแล้ว
"โดนลูลู่แกล้งเอาอีกแล้วเหรอค่ะโอ๋ๆอย่าร้องนะค่ะ" ผมก็อยากจะบอกให้น้องหญิงเลิกลูบหลังผมซะทีเหมือนกัน แต่พอเห็นรอยยิ้มที่ใสซื่อบริสุทธิ์แล้ว
ก็เอ่ยปากขอไม่ออก "เราว่าเรื่องบางเรื่องถ้าไม่รู้มันจะดีกว่านะค่ะแต่เ ราก็ห้ามไม่ได้หรอกค่ะ" "เมื่อกี้น้องหญิงว่าอะไรนะ?"
น้องหญิงทำหน้าสงสัยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน "เราไม่ได้พูดอะไรนี่ค่ะ?" แดจาวูอีกแล้วรึ หรือว่าผมอาจจะคิดไปเอง
เพราะโดนเจ๊ลูหยอกจนช็อคเมื่อกี้ละมั้ง "น้องหญิงคิดว่าวิญญาณมีอยู่จริงไหม" น้องหญิงชะงักไปนิดหนึ่งก่อนที่จะตอบผมด้วยรอยยิ้ม
"ไม่รู้สิค่ะเพราะเรายังไม่เคยเจอเลยละค่ะแต่ถ้าเจอแล ้วเราจะบอกพี่จีคนแรกเลยละค่ะ" ผมคิดว่าถ้าเธอเจอไม่ต้องมาบอกผมก็ได้หรอกมั้ง
ผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับคำตอบนั้นมากซักเท่าไหร่หรอ ก ผมที่เตรียมอาหารเย็นเสร็จแล้วก็ไปนั่งดูทีวีกับน้อง หญิงรอเจ๊ลูที่เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ
"นั่งดูทีวีกันอยู่เหรอจ๊ะจีคุงเหมือนกับพ่อลูกกันเลย นะคู่นี้" "โธ่!ไม่ใช่นะค่ะแม่เอถ้าจะเปรียบเทียบต้องเหมือนคู่แ ต่งงานใหม่สิค่ะ"
"จ๊าๆข้าวใหม่ปลามันก็ได้จ๊า ว่าแต่วันนี้มีอะไรกินบ้างเหรอ" ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะมารับมุขของแม่ลูกคู่นี้แล้วเล ยตอบไปส่งๆ
"สตูว์เนื้อ กับ สลัดผัก" "เห~สตูว์เนื้ออีกแล้วเหรอ"อย่างพี่เอนะถึงจะบ่นนั่นบ่นนี่แต่ถ้าอร่อยก็กินหมดอ ยู่แล้วไม่ใช่รึยังไงกัน
หลังจากที่ผมกินข้าวเย็นเสร็จก็บังเอิญฉุกนึกขึ้นมาไ ด้ว่าลืมเก็บผ้าที่ตากไว้ตอนเย็นซะได้ มืดป่านนี้แล้วด้วยสิถ้าไม่รีบเก็บมา
มีหวังเปียกน้ำค้างตอนกลางคืนจนราขึ้นแหงๆ ผมที่ขึ้นไปเก็บผ้าก็บังเอิญเหลือบมองไปทางสวนลั่นทม ข้างล่างก็เห็นผู้หญิงผมขาวใส่สูทสีดำสนิท
ใครกันนะ? ไม่ใช่คนในหอพักนี้นี่นา คนแปลกๆที่พวกสาวๆคุยกันเมื่อตอนกลางวันอย่างนั้นนะเ หรอ? วิญญาณรึเปล่า รึว่าขโมย?
ถ้าอย่างนั้นเธอมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ถึงได้มาปรากฏ ตัวตอนกลางคืนแบบนี้? เธอเป็นใครกัน ในหัวของผมมีแต่คำถามเต็มไปหมด
พอรู้สึกตัวอีกทีเธอก็หายตัวไปแล้ว ผมเก็บผ้าใส่ตะกร้าแล้วลงมาที่ๆเธออยู่ ตอนนี้ไม่มีร่องรอยของใครอยู่เลย รึว่าผมจะคิดไปเองคนเดียว?
เช้าวันรุ่งขึ้นผมจึงได้ลองสอบถามทุกๆคนในหอพักที่เค ยเห็นสาวผมขาวชุดสูทสีดำคนนั้น ก็ได้ความมาว่าเธอมักจะปรากฏตัวในช่วงเวลาเที่ยงคืนข ึ้นไป
ผมสีขาวยาวถึงหลัง ผิวขาวซีด ใส่ชุดสูทสีดำสนิทดวงตาสีแดงก่ำเหมือนสีเลือด โผล่มาราวๆสิบนาทีบริเวณสวนลั่นทมแล้วหายตัวไป
เป็นคนที่ปรากฏตัวเหมือนกับวิญญาณที่จู่ก็โผล่มาแล้ว ก็หายตัวไปอย่างลึกลับ เรื่องนี้มันเป็นมายังไงกันแน่ ผมจะต้องรู้ความจริงให้ได้
ผมจึงมาแอบซุ่มอยู่ในสวนตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนรอจนเธอ คนนั้นออกมาแต่ว่าผ่านไปครึ่งชั่วโมงเธอก็ยังไม่มา "เฮ้อ~สงสัยเธอคงจะไม่ออกมาแล้วละมั้ง"
"รอใครกันอยู่ยังงั้นรึจ๊ะหนุ่มน้อย" "ก็รอคนใส่สูทสีดำผมขาวที่ชอบโผล่มาทำอะไรลับๆล่อๆแถว ๆนี้นะสิ" "อืม~คนๆนั้นดูเหมือนจะคล้ายกับฉันมากเลยนะ"
ผมหันกลับไปมองต้นเสียงข้างหลังผม "อะ..ออกมาแล้ว!" "เสียมารยาทจังนะทำหน้าอย่างกับเห็นผีไปได้ฉันไม่ใช่ผ ีสักหน่อย"
"แล้วเธอเป็นใครกันละ" เธอคนนั้นยื่นมือที่เย็นเฉียบมากุมมือผมไว้ "ก็ถ้าเป็นวิญญาณคงแตะต้องตัวเธอไม่ได้ใช่ไหมละ"
ผมมองไปทางเธอในชุดสูทสีดำสนิทผมสีขาวยาวถึงหลังผิวข าวซีดสนิทเหมือนใข่ต้ม และดวงตาที่ไม่เหมือนมนุษย์ทั่วๆไปดวงตาสีแดงดั่งเปล วเพลิง
"อ๊ะใช่ๆฉันกินต้นหอมได้นะถึงแม้จะไม่ค่อยชอบกลิ่นของ มันก็เถอะแล้วก็นะ..ฉันนะชื่นชอบการดื่มเลือดมากเลยล ะยิ่งเป็นเลือดของคนหนุ่มสาวด้วยแล้วละก็นะ.."
ผมที่เหงื่อตกเพราะรู้สึกได้ถึงสภาวะกำลังถูกคุกคามน ี่ผมเผชิญหน้าอยู่กับอะไรกันแน่เนี่ยต่อจากสาวใช้ก็แ วมไพร์อย่างนั้นหรือ
"แหมๆใช้ไม่ได้เลยนะ แค่นี้ก็ถูกหลอกเอาง่ายๆซะแล้วฮะฮะฮ่าฮ่า"เป็นเพราะเสียงหัวเราะของเธอที่เหมือนใครบางคนทำให้ผ มใจเย็นลงได้บ้าง
ถึงจะไม่รู้ว่าเธอเป็นใครก็ตามทีเถอะแต่ดูเหมือนจะไม ่ได้มีเจตนาร้ายอะไร "ขอถามอะไรหน่อยเธอเข้ามาที่นี่ได้ยังไงแล้วมีจุดประส งค์อะไร?"
เธอเลิกคิ้วทำท่าครุ่นคิดสักพักจึงค่อยตอบ "~ที่จริงฉันอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้วเพราะฉะนั้น ฉันจึงไม่ได้เข้ามาจากทางไหนทั้งนั้น"
พอผมจะพูดต่อเธอกลับเอานิ้วหยุดผมไม่ให้พูดต่อ "เอาละต่อไปเป็นข้อตกลงนะเธอถามฉันหนึ่งข้อฉันจะถามเธ อหนึ่งข้อเช่นกัน ให้ตอบความจริงมาตามตรง"
"เอาอย่างนั้นก็ได้"ผมยอมรับข้อเสนอนั้น "เธอมีคนที่ชอบอยู่รึเปล่า" ทำไมพอเธอเริ่มคำถามมาก็เป็นคำถามแบบนี้กันได้ละเนี่ ย
"เคยมี" ผมตอบไปสั้นๆห้วนๆ "อย่างนั้นรึ..." ถึงคราวผมถามบ้างแล้ว"เธอเป็นใคร.." "ตอบยากจริงๆเลยนะข้อนี้อืม..เอาเป็นว่าฉันชื่อโกโก้เ ป็นแม่ค้า"
"ถ้าอย่างนั้น...เธอ" "จุ๊ๆอย่ารีบร้อนสิจ๊ะราตรีนี้ยังอีกยาวนานถึงคราวฉัน ถามบ้างละนะ" เอาเป็นว่า นี่ดูเหมือนจะเพิ่งคิดเมื่อกี้เลยไม่ใช่รึไงกัน
แล้วแม่ค้าอาวุธมีธุระอะไรกับหอพักนี้รึว่ามีธุระกับ หอพักนี้.. คนรู้จักของเจ๊ลู? รึว่าคิดจะเอาหอพักนี้เป็นที่นัดพบค้าของผิดกฏหมาย ตอนนี้ในหัวผมคำถามตีกันมั่วซั่วไปหมด
"เธอยังไม่แนะนำตัวเลยนะมันเสียมารยาทมากรู้ไหมเวลาถา มชื่อคนอื่นกลับไม่แนะนำตัวเองเลยนะ" ผมหยุดคิดเรื่องไร้สาระแล้วนึกขึ้นมาได้ว่าสิ่งที่ผม จะต้องทำจริงๆ
คือถามถึงเหตุผลที่เธอมาปรากฏตัวที่นี่ต่างหากแต่ตอน นี้ก็ต้างเล่นตามเกมส์ของเธอไปก่อนสินะ "ผมชื่อจี เป็นผู้ดูแลของหอพักที่นี้"
"เอ..อย่างนั้นหรอกเหรอไม่ใช่ลูกชายเจ้าของเครือธุรกิ จดราก้อนหรอกหรือ?" ทำไมกันทำไมเธอถึงรู้เรื่องนั้นได้
"ทำหน้าเหมือนลูกหมาสงสัยเลยนะคงคิดว่าฉันรู้ได้ยังไง ละสิทั้งๆที่ไม่เคยออกงานสังสรรค์ที่ไหนเลยแท้ๆ ฉันจำเค้าโครงหน้าแล้วก็ลองทายดูเล่นๆนะ"
ไม่ผิดแน่เป้าหมายของเธอคนนี้ก็คือผมแน่ๆหรือว่าคิดจ ะลักพาตัวผมไปเรียกค่าไถ่?แต่ถ้าเป็นคนๆนั้นคงปล่อยเ ลยตามเลยไม่ยอมไถ่ตัวแน่ๆ ก็พวกเราตัดขาดกันไปแล้ว
"เธอ..เป้าหมายของเธออยู่ที่ผมใช่ไหม?" "บู่วผิดจ๊ะฉันถือว่านั่นเป็นคำถามเหมือนกันนะฉันก็แค ่ออกมาเดินรับลมเล่นยามค่ำคืนเท่านั้นเอง"
"เอาละคำถามของฉันบ้างนะ เธอชอบคนๆนั้นมากสินะแล้วถ้าต้องจากกับคนๆนั้นไปในที ่ไกลแสนไกลห่างกันนานแสนนานนายจะยังคงรักเธอคนนั้นอย ู่รึเปล่า"
เหมือนคำถามลองใจผม แต่ผมกลับนิ่งเงียบไปเหมือนตกอยู่ในภวังค์พอรู้สึกตั วอีกทีเธอคนนั้นก็หายตัวไปจากที่ตรงนั้นซะแล้ว...
เหมือนกับนัดกันไว้ ในวันต่อมาผมก็พบกับโกโก้อีกครั้งแต่คราวนี้เธอกลับใ ส่ชุดพีซสีขาวปลอดทั้งตัวดูราวกับวิญญาณไม่มีผิด "มาตรงเวลาดีนี่นะ"
อ๊ะๆกำลังคิดอยู่ละสิว่าหุ่นของพี่สาวคนนี้นี่เช๊งเด ๊ะชะมัดเลยละสิท่า" "ไม่ใช่สักหน่อยกำลังคิดว่าเมื่อวานเธอหายตัวไปได้ยัง ไงตอนนั้นนะ!"
"ก็เพราะหมดเวลาตอบคำถามแล้วนะสินายรู้จักเรื่องซินเด อเรลล่าไหมละ?" "รู้จักสิเจ้าหญิงรองเท้าแก้วแล้วก็..."
"นั่นแหละเวทย์มนต์ของแม่มดจะหายไปในเวลาเที่ยงคืนแล้ วหลังจากนั้นซินเดอเรลล่าจะกลับคืนสู่สภาพเดิม"
เหมือนโกโก้พยายามจะบอกว่าที่เธอปรากฏตัวให้ผมเห็นได ้นั้นก็มีเวลาจำกัดเหมือนกัน "เธอยังคงไม่ได้บอกใครใช่ไหมเรื่องที่มาพบกับฉันนะ"
"อืมยังไม่ได้บอกใครคิดว่าถ้าบอกไปก็จะทำให้เด็กๆในหอ พักนี้วิตกจริตไปซะเปล่าๆ" "หืม~อย่างนั้นเองหรอกเหรอเป็นห่วงเป็นใยเอาใจใส่ดีจั งเลยนะ"
"เอาละเลิกล้อเล่นกันซะทีตอบมาซะเธอมีจุดประสงค์อะไรก ันแน่!" "แหมๆทำการบ้านมาดีนะวันนี้ก็คงกะจะยิงฉันให้พรุนด้วย คำถามสินะ"
"ฉันโกโก้ เฮกมาร์ทมาที่แห่งนี้ไม่ได้มีจุดประสงห์อื่นแอบแฝงแค ่ออกมาเดินเล่นรับลมก็เท่านั้นขอยืนยันด้วยเกียรติขอ งแม่ค้า"
"ถึงคราวฉันบ้างแล้วสินะฮืม~เอาแบบนี้ละกัน" "ในหอพักนี้มีเด็กสาวอยู่มากมายอยากจะถามว่านายชอบใคร เป็นพิเศษรึเปล่า"
"ไม่มีหรอกคนพิเศษแบบนั้นนะ" "โกหก!"เธอตอบกลับมาด้วยเสียงเกรี้ยวกราดราวกับกระสุนลูกซอง ที่ยิงกระหน่ำมา
"นายจะบอกว่าสาวๆสวยๆน่ารักที่นี่ไม่มีใครถูกใจนายเลย สักคนอย่างนั้นรึทั้งๆที่บางคนเข้าขั้นประกวดนางงามไ ด้เลยนี่นะ"
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกรูปร่างหน้าตานะไม่ใช่ปัญหาหรอกแ ต่อยู่ที่จิตใจต่างหากผมไม่ได้รักใครในหอพักนี้เลยถึ งจะชอบก็คงจะไม่มากเกินไปกว่าน้องสาวหรอก"
"อย่างนั้นเองงั้นหรือ" "ถึงคราวผมบ้างแล้วสินะเธอเกี่ยวข้องยังไงกับหอพักนี้ เข้ามาได้ยังไงด้วยวิธีไหน"
"ถามเป็นชุดเลยนะ จะค่อยๆตอบก็แล้วกัน ฉันเป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในหอพักนี้ ฉันเข้ามาในหอพักนี้ด้วยคีย์การ์ดเหมือนทุกๆคนและเข้ ามาในหอพักนี้ด้วยวิธีการตามปกติ"
"ฉันจะบอกอะไรให้อย่างหนึ่งก่อนจากกันนะ เป็นของแถมถ้าเธอรู้ตัวจริงว่าฉันเป็นใครฉันมีรางวัล พิเศษให้ด้วยนะแล้วจะรอในค่ำคืนต่อไปลาก่อน"
พอเธอพูดจบประโยคก็พุ่งเข้าไปในพุ่มไม้ข้างๆหายไป สิ่งที่ผมยืนยันได้แล้วตอนนี้ก็คือเธอคนนั้นเป็นมนุษ ย์แน่ๆไม่ใช่ผีสางที่ไหน ส่วนเรื่องที่เธอมีผมสีขาวแล้วก็ตาสีแดงนั่น
พอผมไปสอบถามหมอก็บอกรายละเอียกยิบย่อยซะจนผม จำไม่ได้ "เกิดจากโรคอัลบินิซึม (albinism) จากยีนด้อยที่มีอยู่ในพันธุกรรม ที่จะเปลี่ยนไทโรซีน
ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญตัวหนึ่งไปเป็นเมลานิน (Melanin)ในมนุษย์ทำให้ผู้ที่เป็นโรคนี้แสดงลักษณะพิ เศษคือ มีสีผิวขาว ผมขาว ตาสีขาว ม่านตาสีเทาและโปร่งแสง
รูม่านตาสะท้อนแสงออกมาเป็นสีแดงทับทิม ม่านตาจะไม่มีรงควัตถุจึงไม่สามารถแสดงสีอื่นๆได้ ส่วนสีแดงที่สะท้อนออกมาคือฮีโมโกลบิน ไม่สามารถปรับตัวกับแสงได้
เมื่อโดนแสงแดดแรงๆจะเกิดอาการแพ้ หรือบางรายอาจเกิดอาการต่างๆกันไปตามสถานภาพ...จบคำอ ธิบาย"หลังจากที่หมอพูดจบก็ปิดหนังสือตรงหน้าเก็บเข้าชั้น
แล้วกลับเข้าไปนอนในห้อง และนั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้โกโก้ไม่สามารถปรากฏต ัวในตอนกลางวันได้ ส่วนสูงของเธอถ้าเทียบจากสายตาของผมและรอยมาร์ค
บนต้นลั่นทมที่ผมแอบทำไว้เพื่อเช็คส่วนสูงของเธอ ไม่สูงไปกว่าผมสักเท่าไหร่ประมาณคร่าวๆ สูงกว่าน้องหญิง ทู อิมและรินกับรัน ไม่ใช่หมอแน่ๆเพราะเธอไม่ได้ใส่แว่น
ไม่ใช่เฟริน์แน่นอนเพราะยังไม่ถึงเวลาเลิกงานของเฟริ น์เลย คนๆนั้นจะต้องอยู่ในหมู่พวกเรานี่แหละ!
"พักนี้พี่จีเค้าดูแปลกๆนะค่ะชอบออกไปข้างนอกคนเดียวต อนกลางคืนบ่อยๆค่ะเราละเป็นห่วงจังเลย"น้องหญิงพูดพลางชักสีหน้าเหมือนแม่กังวลลูกชายไม่ได้ เรื่อง
"นั่นสินะพักนี้พี่จีดูแปลกๆไปจริงๆนะแหละชอบออกไปตอน กลางคืนทำอะไรลับๆล่อๆอยู่ที่สวนคนเดียว"ทูพูดเสริม
"มะ..ไม่จริงน่าเป็นไปไม่ได้หรอกระ..หรือว่า.."อิมพูดพลางชักสีหน้าหวาดกลัวสุดๆ "แหมๆไม่ใช่หรอกน่าไม่ใช่หรอกพี่จีนะไม่โดนวิญญาณสิงง ่ายๆหรอก"
"แล้วเฟริน์เอาอะไรมายืนยันเรื่องนั้นได้ละ" "ไม่เห็นยากเลยแค่ทดสอบนิดหน่อยก็พอแล้ว พี่จีนี่ค่ะหมูผัดกระเทียมพริกไทย..."
"จะให้พี่ลองชิมดูงั้นหรือ? อืมก็อร่อยใช้ได้นะเฟริน์ทำงั้นเหรอ?" เฟริน์หลบเลี่ยงสายตาผมมองไปทางโซดาที่ยกจานแบบเดียว กันออกมา "....เมื่อกี้ให้พี่กินอะไรลงไป?"
"โซดาบอกว่ามันคล้ายกับเนื้อหมูมากค่ะพอเอามาผัดกับกร ะเทียมพริกไทยจะลดกลิ่นสาบได้.."พูดจบเฟริน์ก็หนีไปแทบจะในทันที
"แสดงว่าไม่ใช่ผีดูดเลือดสินะ"ทูพูดพลางหยิบไม้กางเขนออกมา "เอ็กซ่า~ผีร้ายจงออกไปความสุขจงเข้ามา" "เล่นบ้าๆอะไรอีกละเนี่ยแล้วทูนะนับถือพุทธไม่ใช่คริส เตียนไม่ใช่รึ"
"การปราบผีไม่จำเป็นต้องมีพรมแดนค่ะงั้นต้องนี่หลวงปู ่ทวด ย๊ากซ์" "พอได้แล้วเลิกเล่นแผลงๆซะทีแล้วก็ไอ้ที่สวดนะมันใช่ค าถาไล่ผีที่ไหนไม่ใช่เทศกาลยักษ์แดงปาถั่วนะ!"
"สงสัยจะไม่ใช่ผีแต่เป็นยักษ์งั้นก็ต้องใช้ถั่วเขียวไ ล่ออกไปสินะ!ไม้ขอถั่วเขียว" แทบจะในทันทีไม้ก็ยื่นถุงถั่วเขียวที่เหมือนกับเตรีย มไว้อยู่แล้วให้ทู "ยักษ์เอ๋ยจงออกไปความสุขจงเข้ามา"
ยังไม่ทันที่ทูจะปาถั่วเขียวใส่ผมทุกๆคนก็เหมือนจะรั บรู้ถึงแรงอาฆาตจากระเบียงชั้นสองได้โดยอัติโนมัติ "หนวกหู!หนวกหู!หนวกหู!โว้ย คนจะหลับจะนอนอย่าส่งเสียงดังได้ไหม!ห๊ะ!"
เจ๊ลูนั่นเองขอบตาดำคล้ำมาเหมือนนอนไม่พอตะโกนมาจากช ั้นสองเหมือนเป็นสัญญาณให้ทุกๆคนหยุดแทบจะในทันที "ไหนละคำตอบรับนะ หา!"
"รับทราบค่ะ"ทุกๆคนตอบแทบจะเป็นเสียงเดียวกันเหมือนทหารใหม่ตอบรั บคำสั่งของผู้บังคับบัญชา "อย่างเสียงดังกันอีกละ~ฮ้าว~ฉันจะไปนอนต่อละ"แล้วเจ๊ลูก็กลับเข้าห้องไป
"หวิดโดนฆาตกรรมหมูแล้วไหมละเนี่ย"เฟริน์ถอนหายใจอย่างโล่งอก "ไม่เป็นไรฉันจะเป็นคนฝังพวกเธอให้เอง"หมอตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "นั่นมันไม่ใช่แล้วละหมอ"
สงสัยว่าผมจะตบมุขหมอเสียงดังไปจึงโดนรองเท้าแตะสีชม พูสลักอักษร L เขวี้ยงลงมาจากชั้นสอง "หนวกหูน่า"ผมหาอะไรทำไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงคืน
"แหมๆมาได้ตรงเวลาจังเลยนะจ๊ะเป็นเพราะคิดถึงพี่สาวคน สวยคนนี้อยู่ใช่ไหมละ~"โกโก้วันนี้มาในชุดสูทสีดำตามปกติ
"อันที่จริงก็อยากใส่ชุดสบายๆแบบวันก่อนนะแต่วันนี้เห ็นทีจะไม่ได้เสียใจด้วยนะจ๊ะ" คนที่น่าจะเป็นโกโก้ผมตัดออกไปได้เกือบหมดแล้วเหลือแ ค่ต้องการยืนยันบางอย่างเท่านั้น
"วันนี้เงียบจังเลยนะดวงจันทร์ก็สวยดีด้วยจะว่าไปพวกเ รามาแอบนัดพบกันทุกๆคืนเนี่ยเหมือนช้รักเลยนะ~ฮิฮิ" "'งั้นรึ.."ผมตอบห้วนๆ "เป็นอะไรไปไม่สบายตรงไหนรึเปล่า"
"คนที่ไม่สบายนะโกโก้ไม่ใช่หรือผมรู้แล้วละเรื่องที่โ กโก้เป็นโรคอัลบินิซึมนะ " "อย่างนั้นรึรู้แล้วสินะ.." โกโก้ส่งยิ้มให้ผมดูเหมือนเป็นรอยยิ้มเศร้าๆแต่แฝงไว ้ด้วยความรู้สึกมากมาย
"โรคนี้ก็แค่ทำให้เข้าหาคนอื่นยากก็เท่านั้นเองดูเหมื อนผีดูดเลือดเลยใช่ไหมละ" "ไม่หรอกผมไม่คิดอย่างนั้นนะผมคิดว่าดวงตาของโกโก้นะเ ป็นสีแดงเพลิงสวยมากเลย"
"ขอบใจจ๊ะ..ปากหวานแบบนี้นี่เองสาวๆถึงได้หลงหัวปักหั วปำแต่ว่านะ..เธอจะใจดีแบบนี้กับทุกคนไม่ได้นะเพราะค วามใจดีนั่นทำให้คนเข้าใจผิดมันดูเหมือนการไม่รับผิด ชอบ"
"วันนี้ฉันไม่อยากเล่นเกมส์ถาม-ตอบ ฉันแค่มาหาเพื่อนคุยด้วยเท่านั้น..สุดท้ายนี้ฉันมีอะ ไรจะบอกนะ" "อะไรงั้นรึโกโก้?" โกโก้กระโดดขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้ที่ไม่สูงสักเท่าไหร่ นัก
"พรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายแล้วที่เธอจะได้พบกับฉันเพร าะฉะนั้นฉันจะให้โอกาสเธอเป็นครั้งสุดท้ายจงบอกมาฉัน ...คือใคร..." เป็นคำพูดที่แฝงด้วยน้ำเสียงเศร้าๆและแววตาที่เศร้า
"โกโก้จะเป็นใครก็ช่างมันไม่สำคัญหรอกพวกเราเป็นเพื่อ นกันไม่ใช่เหรอ?ถ้าจะจากลากันไปทั้งๆแบบนี้มันไม่ยุต ิธรรมเลย" ผมพยายามที่จะปีนต้นลั่นทมไปหาโกโก้ที่อยู่ด้านบนกิ่ ง
"ฉันจะอยู่ข้างๆเธอเสมอนั่นแหละเพียงแต่เธอมองไม่เห็น ฉันก็เท่านั้นเอง..." นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่โกโก้พูดกับผมก่อนที่จะหายต ัวไป
สุดท้ายแล้วในคืนต่อมาโกโก้ก็ไม่ออกมาอีกเลยและเรื่อ งวิญญาณสาวผมขาวปรากฏตัวก็ไม่มีใครได้พบเจออีกเลย จนผ่านไปได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์
"สุดท้ายแล้วเรื่องวิญญาณก็เป็นแค่เรื่องโกหกนั่นแหละ เนอะ~จีคุง"พี่เอพูดพลางยิ้มร่าหยิบคุ๊กกี้ใส่ปาก "ตกลงว่าพี่จีไม่รู้จริงนะหรือค่ะว่าคนๆนั้นเป็นใคร"
น้องหญิงพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบชิ้นคุ๊กกี้ "ไม่รู้สิ..พี่คิดว่าเป็นคนในหอพักนี้นี่แหละ" "อย่างนั้นรึรู้แค่นั้นแต่จับไม่ได้ไล่ไม่ทันเลยสินะ"เจ๊ลูพูดพลางจิบชาด้วยท่าทีผ่อนคลาย
"ทำไมพวกเจ๊ลูทำท่าทีเหมือนรู้อยู่แล้วเลยว่าคนๆนั้นเ ป็นใครรึว่า.." "จะให้เราบอกไหมละค่ะว่าคุณคนนั้นเป็นใครหญิงคิดว่าหญ ิงรู้นะค่ะ"
"ฉันคิดว่าฉันก็รู้นะ"เจ๊ลูพูดพลางจ้องมองมาทางผม "หวาๆถ้าเล่นเฉลยไปหมดเลยก็ไม่สนุกนะสิ" "นั่นสินะถ้าเฉลยเลยก็คงไม่สนุกปล่อยให้หาต่อไปก็สนุก ดีเหมือนกัน"
"ผมคิดว่าผมรู้แล้วนะ"ผมหยิบซองพลาสติกที่มีเส้นผมสีขาวจำนวนมากขึ้นมา "คิดว่าผมนั่งทำความสะอาดไปวันๆโดยไม่ได้สังเกตุอะไรเ ลยงั้นหรือแต่ปกติก็ไม่ค่อยได้เจอเส้นผมแบบนี้บ่อยๆน ักหรอก"
ผมหยิบกล่องน้ำยาย้อมผมขึ้นมาวางบนโต๊ะ "ก็เพราะเจ้านี่ทำให้ผมไม่สามารถรับรู้ถึงสีผมที่ผิดป กติแบบนี้แล้วก็นี่"ผมหยิบกล่องคอนแท็คเลนส์สีน้ำตาลออกมา
"เล่นปลอมตัวเพื่อเข้าหาคนอื่นๆแบบนี้ใช้ไม่ได้เลยนะ. .พี่เอ" พี่เอค่อยๆดึงวิกผมออกเผยให้เห็นสีผมขาวยาวสลวยถึงหล ัง "รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ละ?"
"ก็ตั้งแต่ที่รู้เรื่องโรคนั้นจากหมอนั่นแหละเพราะส่ว นใหญ่ลักษณะเด่นจะปรากฏให้เห็นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่" พี่เอถอนหายใจ "เฮ้อ~แพ้แล้วสินะว่าจะทำให้เซอร์ไพรมากกว่านี้ซักหน่ อยแท้ๆ"
"แล้วทำไมพี่เอจะต้องใส่วิกผมแทนที่จะย้อมผมตามปกติด้ วยละ?" พี่เอพูดพลางหยิบกล่องยาย้อมผมขึ้นมา "มัน..ย้อมไม่ติดแล้วนะสิก็เหมือนกับคนอื่นๆที่นานๆเข ้าพอรู้ว่าพี่เป็นยังไงก็ตีตัวออกห่างกันหมด"
"มัน..เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆตอนที่จีคุงชมตาพี ่ว่าสวยนะพี่ดีใจมากจริงๆเลยนะ" "ยังไม่พอหรอกแค่นี้ยังดราม่าไม่พอ" เจ๊ลูเดินไปปิดไฟในห้อง ทุกๆคนเข้ามาในห้องแทบจะพร้อมๆกัน
"สุขสันต์วันคล้ายวันเกิดนะค่ะพี่เอ"มินท์ยกเค้กเข้ามาให้แต่ดูท่าทางเขอะเขินเหมือนไม่ค่ อยพอใจที่ตัวเองโดนบังคับให้ยกมาให้ "สุขสันต์วะ..วันเกิดนะ"
"ทุกๆคน..ไม่กลัวพี่อย่างนั้นหรือ?" "ไม่เห็นเป็นไรเลยค่ะแค่มีผมสีขาวตาสีแดงอย่างอื่นก็ป กติเหมือนมนุษย์ทั่วไปไม่ใช่หรือค่ะแล้วคนที่สอนให้ฉ ันเวลาเจอปัญหาอะไรให้ปรึกษาคนใกล้ตัวก็พี่เอเองไม่ใ ช่หรือค่ะ"
"ยังอุตส่าห์จำวันที่พวกเราเล่นปาหินกันได้ด้วยนะ" มินท์หลบเลี่ยงสายตาพี่เอไปอย่างเขอะเขิญ"อีกอย่างนะ..มันโมเอะดีด้วย"
พี่เอถึงกับอึ้งไปนิดนึงก่อนที่จะดึงตัวมินท์มากอด "ขอบคุณนะทุกๆคนขอบคุณมากขอบคุณจริงๆ" "ปล่อยสิค่ะฉันไม่ใช่เด็กๆแล้วนะอย่ามากอดแบบนี้อึดอั ด"
"ขอตุ๊กตาดิ้นได้ตัวนี้เป็นของขวัญวันเกิดก็แล้วกันนะ" ทุกๆคนหัวเราะสนุกสนานอย่างร่าเริง พี่เอเป่าเค้กแล้วตัดแบ่งแจกให้ทุกๆคน แล้วส่งเค้กชิ้นสุดท้ายมาให้ผมแล้วกระซิบเบาๆ
"อ๊ะใช่ๆเรื่องสัญญาที่พี่บอกนะพี่ให้ไปแล้วนะ" "เรื่องอะไรนะ?" "ก็เรื่องสัญญากับโกโก้ว่าถ้ารู้ตัวจริงจะมีรางวัลพิเ ศษให้ยังไง" "แล้วรางวัลนั่นคืออะไรกันละ?"
"พี่จะทำให้ที่นี่เป็นฮาเร็มของจีคุงยังไงละ~นะ ฮะฮะฮะฮ่าฮ่าฮ่า" พี่เอพูดเสียงดังพลางยิ้มร่า ทำให้บรรยากาศครึกคริ้นขึ้นยกเว้นอยู่คนเดียว "ไม่อนุมัติ"ไม่ใช่ใครอื่นเสียงเจ๊ลูนั่นเอง
"จุ๊ๆๆไม่ได้นะจ๊ะวันนี้วันเกิดพี่อย่าทำให้เสีย บรรยากาศสิแค่วันเดียวเองหยวนๆให้หน่อยนะ" "ก็ได้ค่ะ.."เจ๊ลูพูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ แล้วมากระซิบข้างผม "ยกให้วันนี้แค่วันเดียวนะแต่ถ้ายุ่มย่ามมากไปฉันก็ไม ่ปล่อยนายไปหรอกนะ"
"ลูจังมาถ่ายรูปให้หน่อยสิ" "ค่า ค่ะ ค่ะ" วันนี้ก็เป็นวันเปื่ยมสุขอีกหนึ่งวันของพี่เอที่ทำให ้ผมได้รับรู้ว่า ถึงแม้ว่าคนเราจะมีความแตกต่างด้านร่างกายรูปร่างหน้ าตาสีผิวหรือสีตา
แต่ความสัมพันธิ์และคุณค่า ของคนเราไม่ได้วัดกันที่ภายนอก แต่ทว่าวันต่อมาพี่เอก็กลับมาใส่วิกและคอนแท็คเลนส์ต ามเดิม "ทำไมพี่เอยังต้องปลอมตัวอีกละก็ในเมื่อทุกๆคนในหอพัก ยอมรับในตัวพี่เอหมดแล้วนี่นา"
"ก็พี่ชินกับแบบนี้มากกว่านี่นาพอไม่ได้แต่งแบบนี้แล้ วรู้สึกมันขาดๆหายๆไปพี่ว่าแบบนี้ก็ดีอยู่แล้วละนะ" พี่เอพูดพลางใส่สูทสีดำทั้งๆที่เป็นวันที่ร้อนอบอ้าว ขนาดนี้แท้ๆแต่ไม่มีเหงื่อสักเม็ด
"พี่ก็จะพยายามในแบบของพี่ส่วนจีคุงก็พยายามสร้างฮาเร ็มในแบบของจีคุงให้ได้ละนะจ๊ะ~" "ไม่สร้างโว้ย!ใครบอกพี่เอว่าผมจะสร้างฮาเร็มกันเล่า!"
คราวนี้ผมรู้สึกได้ถึงดัมเบลฟองน้ำที่พุ่งเฉียดๆปลาย ผมไปแค่นิดเดียว "หนวกหู!คนจะนอนนะอย่ามาทำเสียงรบกวนแถวนี้จะได้ไหม~!" พี่เอหัวเราะออกมาตามปกติแต่ดูเหมือนจะสดใสกว่าทุกๆท ี
"ฮะฮะฮะคิกคิกคิก ยังเหมือนเดิมไม่เปลื่ยนเลยนะลูจังนะไม่ว่าเมื่อไหร่ ก็ไม่เปลื่ยนไปเลย" ผมก็คิดเหมือนกันนะไม่ว่าเมื่อไหร่พี่เอก็ยังคงยิ้มก ว้างสดใสในแบบที่ใครๆก็ไม่สามารถเลียนแบบได้เหมือนกั น
HaMeaw
10-28-2009, 11:31 PM
เมื่อไรจะถึงบทสรุปของเรื่องราวเอ่ยยย
gคุงจะเลือกครายยย
[กระทั่งกลีบดอกลั่นทมก็ยังอาจถูกเด็ดได้ด้วยกระสุนปื น]
}การรุนรานของควันปืน{
-----------------------------------------
-----------------------------------------
ทุกๆคน ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ... หรือก็คือสูญเสียสติสัมปชัญยะที่จะใช้ควบคุมตัวเองไป
อาการของทุกๆคนจะเหมือนๆกันคือดวงตาสีแดงก่ำ เข้าจู่โจม คนอื่นโดยไม่รู้ตัว ...
การกระทำที่ไร้เหตุผล ไร้สามัญสำนึก เหลือเพียงสัญชาติญาณเท่านั้น ...
-----------------------------------------
-----------------------------------------
วันนี้ผมต้องไปจ่ายตลาด ตามกิจวัตรประจำวันตามปกติธรรมดาๆ อา...คำๆนี้
ผมไม่ได้ยินมันมานานมากแล้วถึงแม้ว่าปกติ จะไม่ค่อยนึกถึงมันซักเท่าไหร่
แต่ผมคิดว่าความปกติธรรมดาๆ ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่หาพบได้ยากมากเลยเวลาอยู่ที่ห อพักนี้
คุณจะต้องโยนทิ้งสามัญสำนึกตามปกติธรรมดาลงถังขยะไปไ ด้เลย
นกพิราบตอนนี้มันก็น่ารักดีอยู่แล้วแต่นกพิราบปกติๆธ รรมดาๆนั่นถ้ามาอยู่ในหอพักนี้
อาจจะเป็นอะไรที่มันมากกว่านกพิราบก็เป็นไปได้ ผมได้แต่คิดฟุ้งซ่านไปตามเคย
จนพอมองไปทางนาฬิกาอีกทีก็สายมากแล้ว ผมจึงต้องรีบไปตลาดด้วยทางลัด
ผ่านทางๆนั้นอีกจนได้ ให้ตายสิเป็นทางที่ผมจะต้องผ่านไปทางนั้นอีกแล้วเหรอ เนี่ย
ผมมีความทรงจำกับประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะผ่านทางนั้นทีไร
มีแต่เรื่องน่าปวดหัวมาให้ผมส่ายหน้ากุมขมับได้ตลอดเ วลาที่ผ่านทางนั้น
ช่วงนี้ผมยิ่งได้ยินข่าวลือแปลกๆพิศดารจากคนที่ผ่านไ ปมาตามทางนั้นว่า..
เห็นหญิงสาวชุดดำเดินไปมาแล้วจู่ๆก็หายตัวไปมั่งละ ได้ยิงเสียงปืนดังมั่งละ
ได้ยิงเสียงกรีดร้องโหยหวนบ้างละ ... จะว่ายังไงดีละ ก็คงจะเป็นเรื่องเล่าสยองขวัญ
ตามแบบฉบับที่ชาวบ้านแต่งกันขึ้นมาเล่นๆ เพื่อความสนุกสนานและกันไม่ให้เด็กๆ
เข้าไปใกล้ทางนั่นซะมากกว่าละมั้ง เพราะทางนั้นมันทั้งชัน ทั้งรกทึบ สองข้างทาง
ก็มีแต่วัชพืชหญ้าขึ้นรกจนสูงท่วมหัว อีกทั้งยังเปลื่ยวไม่มีคนผ่านไปมาเลย
เป็นทางที่ทั้งเสี่ยงแล้วก็ออกจะอันตรายสำหรับเด็กๆ แต่ในทางกลับกัน
ทางนี้เป็นทางลัดที่สะดวกสบายใกล้และสามารถทะลุผ่านไ ปได้หลากหลายทางมาก
ถ้าชำนาญทางแล้วมันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คนอื่นๆเป ็นกังวลกันหรอก
สุดท้ายแล้วผมก็ต้องผ่านทางนี้อีกจนได้...
ผมเดินไปตามทางปกติ ด้วยความเร่งรีบและเคยชิน
พอซื้อของสดได้ครบตามที่ต้องการแล้วผมก็เดินทางกลับต ามทางเดิม
... ... ... ผมได้ยินเสียงปืน! ใครเป็นคนยิง! แล้วยิงใส่ใคร!
คำถามทำนองนี้ฝุดขึ้นมาในหัวของผม จู่ๆผมก็นึกถึงเรื่องสยองขวัญ
ที่มีคนได้ยินเสียงปืน เสียงคนกรีดร้อง นั่นขึ้นมาจนได้ ผมคิดว่าอาจจะเป็นเรื่องแต่งขึ้นมาเล่นๆ
แต่ว่าตอนนี้ผมคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแล้วละ ก็ในเมื่อผมได้ยินเสียงคนกรีดร้องตามมา
เป็นระยะๆ ผมเดินตามเสียงนั้นไปเรื่อยๆ จนออกนอกเส้นทางเดินตามปกติ..
เสียงนั่นดังมาจาก ช่องว่างเล็กๆขนาดคนลอดผ่านได้บนพื้น ผมเห็นเชือกเส้นหนึ่งที่ผูกกับต้นไม้ขาดอยู่
ผมคิดว่าอาจจะเป็นนักสำรวจที่ลงไปสำรวจถ้าแล้วบังเอิ ญทำเชือกขาดละมั้ง
ผมจึงตะโกนถาม "มีใครอยู่ข้างล่างบ้างไหม?" พอผมพูดจบก็เงี่ยหูฟัง
ผมได้ยินเสียงสะท้อนของตัวเองกับผนังถ้ำข้างใน "ใครอยู่บนนั้นช่วยโยนเชือกมาให้ที"
ผมรีบโยนเชือกลงไปแล้วจัดการผูกตรงรอยขาด ในที่สุดคนๆนั้นก็ขึ้นมาจากช่องว่างนั่น
"ขอบใจเธอมากๆเลยนะถ้าไม่ได้เธอฉันคงต้องติดอยู่ในนั้ นอีกหลายวันแน่ๆเลย"
"ลงไปทำอะไรอยู่ในนั้นรึ?" ผมถามขึ้นด้วยความสงสัยเพราะไม่รู้ว่าเธอลงไปทำอะไรอ ยู่ในช่องว่างประหลาดๆนั่น
"ซ้อมยิงปืนนะ"เธอตอบกลับมาแบบแทบไม่คิดอะไร ใครมันจะไปคาดคิดได้ว่าไอ้เสียงปืนนั่น..
เสียงคนร้องโหยหวนขอให้ช่วยนั่น..จะเกิดจากคนที่อุตร ิลงไปซ้อมยิงปืนอยู่ในที่แปลกๆ
แล้วพลาดท่าทำเชือกขาดจนต้องร้องขอความชั่วเหลือจากค นที่ผ่านไปมา ..
ทำให้คนแถวๆนี้ขวัญหนีดีฝ่อนึกว่าโดนผีหลอกไปตามๆกัน พอผมรู้ความจริงแล้ว
ผมละรู้สึกเศร้าใจแทนคนที่เจอแบบนี้แล้ววิ่งเผ่นป่าร าบแทนเลยจริงๆ
"ขอบใจน้องมากๆเลยนะที่ช่วยเหลือฉันไว้ถ้าไม่ได้น้องป ่านนี้ฉันคงต้องติดอยู่ในนั้นอีกหลายวันแน่ๆเลย"
ผมตอบไปสั้นๆ "ไม่เป็นไร" เพราะว่าตอนนี้ผมต้องรีบเอาของสดพวกนี้ไปเก็บก่อนที่ มันจะเสีย
แต่แล้วผมคิดว่าผมได้ยินเสียงคำรามของท้องใส้ของใครบ างคนที่บ่งบอกได้เลยว่า อดอาหารมาเป็นวันแล้ว
ผมมองกลับไปทางต้นเสียงนั่น ที่กำลังน้ำลายสอมองไปทางถุงหิ้วที่ผมแบกกลับมาจากตล าด
"เอ่อ..จะกินไหม.."ผมยกถุงขึ้นมา "กินได้งั้นเหรอ..กินได้จริงๆเหรอ.."
"ถ้าอย่างนั้นก็ตามมาสิอยู่ไม่ไกลจากที่นี่หรอก"ผมพาเธอผู้หิวโหยกลับมายังหอพัก
แล้วให้นั่งรออยู่ในห้องรับแขก ผมทำกับข้าวจากของสดที่ไปซื้อมาจากตลาดในตอนเช้า
เธอคนนั้นกินเอาๆ เหมือนลูกหมาที่หิวโซโดยไม่ใส่ใจสิ่งรอบข้างเลยหรือจ ะเรียกว่าไร้ความระแวงและสงสัยดีละ
พอเธอกินเสร็จก็หันกลับมาขอบคุณผม "ขอบคุณมากๆเลยนะพี่ไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้ว"
แสดงว่าเธอติดอยู่ในนั้นมาสองวันแล้วสินะ "แล้วทำไมถึงต้องลงไปซ้อมยิงปืนในนั้นด้วยละ?"
"พอดีมันเกิดเรื่องหลายๆอย่างนะแต่ถ้าเป็นคุณน้อง..พี ่จะเล่าให้ฟังก็ได้"เธอคนนั้นเล่าเรื่องตั้งแต่
ที่เธอถูกไล่ออกมาจากที่พักอาศัยเดิมเหตุเพราะทำเสีย งดังรบกวนชาวบ้านใกล้เคียงจากการซ้อมยิงปืนของเธอ
"ถ้าอย่างนั้นลองย้ายมาอยู่ที่หอพักนี้ไหมละ" เธอมองผมด้วยแววตาปลาบปลื้มใจ "จริงๆเหรอ?พักที่นี่ได้จริงๆนะเหรอจริงๆนะ?"
"ก็ถ้าไม่ทำเสียงดังมากก็น่าจะอยู่ได้ละนะ" "ขอบใจมากๆเลยนะคุณน้องถ้าไม่ได้น้องพี่คงจะแย่แน่ๆเล ย"
"จะซ้อมยิงปืนในหอพักนี้ก็น่าจะได้อยู่หรอกนะ..ถ้าติด ห้องเก็บเสียง.." คราวนี้เธอกลับน้ำตาไหลพราก
ด้วยความซาบซึ้งใจอย่างสุดๆ "ขอบคุณจากใจมากเลยนะคุณน้องถ้าใครได้เป็นภรรยาคงจะรั กตายเลย"
"เอ่อ..เดี๋ยวก่อนนะ..ภรรยาที่ว่าเนี่ยหมายถึงใครกันอ ย่างงั้นรึครับ?" เธอชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะถามผม
"คุณน้องเป็นทอมหรอกเหรอ"เธอถามผมด้วยสีหน้าฉงนสงสัย"ทอมที่ไหนละครับผมเป็นผู้ชาย!"
"อ้าว..ผู้ชายหรอกเหรอขอโทษทีนะทีแรกพี่นึกว่าคุณน้อง เป็นเด็กผู้หญิงซะอีก"
ผมก็เข้าใจในสิ่งที่เธอพยายามจะบอกอยู่หรอกนะครับสำห รับ คนที่ตัวไม่สูง ผอมบาง ตัวเล็ก หน้าไม่เหมือนผู้ชาย
แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเจ็บจี๊ดๆในอกเหมือนโดนแหกออก มายังไงไม่รู้ ถึงผมจะโดนว่าบ่อยๆแบบนี้ก็ตามทีเถอะ
"ว่าแต่คุณน้องชื่ออะไรงั้นรึพี่ชื่อพี่อ้นนะ เรียกแบบนี้ก็ได้นะ" "ผมชื่อจีครับแล้วก็ช่วยเรียกผมอย่างอื่นนอกจากคุณน้อ งทีเถอะครับ"
"งั้นพี่ขอเรียกน้องจีก็แล้วกันง่ายดี" ผมช่วยพี่อ้นยกข้าวของเข้าไปไว้ในห้องแต่ว่าข้าวของต ่างๆที่พี่อ้นอบกมาด้วย
ออกจะน่าสงสัยและหนักมากๆ อย่างเช่นกระเป๋าสีดำใบใหญ่มีที่ล็อคแบบถอดรหัส ที่หนักเอาการ
กล่องที่ดูยังไงก็เหมือนลังใส่อาวุธสงคราม กระเป๋าใส่กีตาร์ที่ดูหนากว่าปกติ และข้าวของๆพี่อ้นแต่ละอย่างดูน่าสงสัยทั้งนั้น
"มีอะไรอย่างนั้นหรือน้องจี?" "ผมแค่สงสัยนะว่าพี่อ้นขนอะไรมาตั้งเยอะตั้งแยะ" "อยากเห็นอย่างนั้นเหรอ?อยากเห็นละซิ?"
ท่าทางพี่อ้นที่เหมือนพี่เอเป๊ะเลยไอ้ท่าทางที่อยากจ ะอวดอะไรสักอย่างแบบเด็กๆแบบนั้น
"แต่พี่บอกไว้ก่อนเลยนะเห็นแล้วห้ามบอกใครเด็ดขาดเฉพา ะน้องจีเท่านั้นนะที่พี่จะให้ดูด้แค่คนเดียว"
ผมได้กลิ่นอันตรายแบบแปลกๆจากท่าทางที่ดูสนอกสนใจอยา กให้เห็นซะเต็มประดาของพี่อ้น
พี่อ้นเดินไปล็อคประตูห้องแล้วปิดม่านที่หน้าต่างจนม ิดชิด แล้วค่อยๆบรรจงปลดล็อครหัสกล่องต่างๆออกทีละกล่องๆ
ภายในกล่องนั้นดูยังไงผมก็ไม่เห็นข้าวของเครื่องใช้ธ รรมดาๆเลยซักชิ้น
ลำกล้องปืน ชิ้นส่วนต่างๆของปืน แส้ทำความสะอาดปืน น้ำมันกันสนิม อุปกรณ์ที่ดูยังไงๆ ก็เกี่ยวกับปืนทั้งนั้น
ส่วนอีกกล่องเป็น กล่องกระจกใสใส่ปืนแบบแขวนโชว์ "ไหนๆก็ไหนๆแล้วช่วยพี่ตอกตะปูแขวนด้วยก็แล้วกันนะ"
ผมละอึ้งจริงๆที่ได้รู้ว่าพี่อ้นเป็นนักสะสมปืนอัดลม ตัวยง พี่อ้นบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นแค่ปืนอัดลมถึงมันจะไม่ใช ่
ก็ขอให้ผมคิดแบบนี้ก็แล้วกัน... แสดงว่าในทั้งหมดนี่มีทั้งปืนอัดลมแล้วก็ปืนจริงๆด้ว ยสินะ
แล้วก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆซะด้วยสิปริมาณที่พี่อ้นมีนี่ เรียกได้ว่าคลังแสงย่อมๆได้เลยทีเดียว
"เสร็จซะที"พี่อ้นพูดพลางล้มตัวนอนลงบนเตียงผมมองไปรอบๆห้องที่แ ทบจะเรียกได้ว่าดัดแปลงซะใหม่
"เอ้านี่พี่อ้น"ผมพูดพลางยื่นแก้วน้ำใส่ชาเย็นให้ "แหมๆบริการดีจังน้องจีมีสามีรึยังสนใจมาแต่งกับพี่ไห มฮะฮะฮะ"
"จะบ้าเหรอพี่อ้นผมผู้ชายนะจะมีสามีได้ยังไงแล้วก็อีก อย่างนะผมยังไม่คิดจะมีใครหรอกนะตอนนี้"
"เสร็จงานของผมแล้วผมขอตัวก่อนนะ" "ว่างๆน้องจีก็มาคุยเล่นกับพี่บ้างนะ"พี่อ้นโบกมือให้
ผมออกมาจากห้องพี่อ้นเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เจ๊ลูก ำลังขึ้นบันไดมาพอดี
"อ้อวันพรุ่งนี้ว่างไหม?พอดียัยทูจะชวนไปเล่นบีบีกันน ะเห็นบอกว่าสมาชิกในหอพักไม่ต้องจ่ายค่าสนามด้วยนะ"
"จริงเหรอ!"พี่อ้นพุ่งออกมาจากห้องแทบจะในทันทีที่ได้ยินเจ๊ลูคุ ยกับผม "น้องจีๆพาพี่ไปด้วยนะๆ~นะ"
พี่อ้นส่งสายตาน่าสงสารด้วยความที่ว่าอยากไปซะเต็มปร ะดาและเจ๊ลูยิ้มให้ผมแต่ดูจากสายตาแล้วแทบจะฆ่าผมได้ เลย
"เจ๊ลูนี่พี่อ้นเป็นผู้มาเช่าคนใหม่เพิ่งมาวันนี้เลย. .พี่อ้นนี่เจ๊ลูเป็น..จะว่าเป็นเจ้าของหอพักที่นี่ก็ ว่าได้"
"สวัสดีค่ะถ้าสนใจจะไปด้วยก็ได้นะค่ะคนเยอะๆยิ่งสนุก" "จริงเรอะจริงๆนะ ขอบใจมากๆเลยคนที่หอพักนี้ใจดีจริงๆ"
"รบกวนถามอะไรหน่อยนะค่ะเมื่อกี้ผู้ดูแแลหอเข้าไปทำอะ ไรในห้องอย่างนั้นหรือค่ะ?" "ก็..ช่วยยกของจัดห้องนะค่ะ"
"งั้นเองเหรอค่ะบริการดีจริงๆเลยนะค่ะ"เจ๊ลูหัวเราะเล็กๆกลบเกลื่อนแล้วกระซิบมาทางผม "ทีฉันไม่เห็นมาช่วยเลยนะสองมาตรฐาน"
"ท่าทางพรุ่งนี้คงจะสนุกแน่ๆเลยละ" "นั่นสินะค่ะ"เจ๊ลูหัวเราะเล็กๆกลบเกลื่อนแล้วกระซิบมาทางผม"ห้ามหนีเด็ดขาดนะ"
วันรุ่งขึ้น
ในที่สุดผมก็โดนลากเข้าไปร่วมวงอีกจนได้ทั้งๆที่มันไ ม่ใช่เรื่องของผมแท้ๆ
เอาเถอะนานๆทีเปลื่ยนบรรยากาศบ้างก็ดีเหมือนกัน ว่าแต่ไอ้ บีบีกันเนี่ย
มันใช่กีฬาสำหรับผู้หญิงแน่เหรอเนี่ย ส่วนเด็กในหอพักทุกๆคนก็โดนเจ๊ลูแก(บังคับ)พามาเล่นด ้วยกันหมด
ไม่เว้นแม้กระทั่งน้องมินท์ที่โดนพี่เอลากมาทั้งๆที่ ยังปั่นต้นฉบับไม่เสร็จ ไม่รู้ว่าผมจะสงสารดีหรือว่า เห็นใจดี
เพราะใจจริงก็อยากให้มินท์นานๆทีออกไปหาอะไรทำนอกจาก อยู่ในโลกส่วนตัวบ้าง
ระหว่างที่ผมกำลังสวมชุดเตรียมกระสุน ก็มีเสียงประกาศมาทางลำโพงด้วยน้ำเสียงแหลมเล็กที่คุ ้นหู
"ขออธิบายกติกาก่อนนะค่ะ แบ่งเป็นสองทีม โดยจะแบ่งเป็นทีมสตาร์และทีมบราโว่
โดยที่ทั้งสองทีมจะมีผ้าสีแดงและน้ำเงินผูกอยู่เป็นส ัญลักษณ์ให้เห็นอย่างชัดเจน
กติกาก็คือ ยิงฝั่งตรงข้ามได้หนึ่งคนนับหนึ่งแต้ม โดยทุกๆคนจะสามารถกลับเข้ามาสู่สนามใหม่ได้ห้าครั้ง
หลังจากที่ถูกยิง จะต้องดึงผ้าสีออกและเดินกลับไปรอที่ฐานก่อนห้านาทีถ ึงจะกลับมาเล่นใหม่ได้นะค่ะ
เกมส์จะสิ้นสุดลง เมื่อเข้าไปยึดพื้นที่ฝั่งตรงข้ามได้ทั้งหมด,ฝั่งตรง ข้ามไม่เหลือผู้เล่นที่สามารถสู้ต่อได้,
ชิงธงฝั่งตรงข้ามได้ทั้งหมด ถ้าเคลียร์เงื่อนไขอันใดอันหนึ่งได้ก็จะถือว่าเกมส์จ บ มีกติกาพิเศษนิดหน่อย
ถ้าหัวหน้าหน่วยตาย ฝั่งตรงข้ามจะได้แต้มพิเศษเพิ่ม สิบแต้ม นอกนั้นจะนับแต้มตามปกติ
ส่วนธงหนึ่งธงถ้าชิงกลับมาที่ฐานได้ จะนับเพิ่มห้าแต้ม
เป็นอันว่าเข้าใจตามนี้ถ้าไม่เข้าใจก็ถามคนข้างๆเอาก ็แล้วกันนะค่ะ
ส่วนเรื่องความปลอดภัยไม่ต้องห่วงนะค่ะ ชุดที่สวมใส่มีการทดสอบมาทั้งหมดแล้ว
ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างเช่น มีเชื้อไวรัสที่ทำให้ศพเดินได้ ให้รีบมาที่หน่วยรักษาความปลอดภัยนะค่ะ
ทางเรามีปืนลูกซองยางเผื่อป้องกันกรณีฉุกเฉินอย่างกร ณีขั้นต้นค่ะ
ส่วนในกรณีที่เกิดอาการบาดเจ็บที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได ้ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นมาจากการติดกับดักหกล้มหัวฟาดพื้น
หรือถูกทำให้สลบขอให้รีบกลับมาที่หน่วยแพทย์นะค่ะ "
"ขอประกาศหัวหน้าทีม สตาร์ก่อนเลยค่ะ นำทีมโดยสาวสวยหุ่นดีความนิยมสูงสุดในหอ เจ๊ลูผู้ผยองเดช"
เฮ้ย ถ้าทูประกาศแบบนี้ หัวหน้าอีกทีมก็คงจะเป็น... อย่างที่ผมคิดไม่ผิดแน่
"ส่วนหัวหน้าทีมบราโว่ ชายหนุ่มหน้ามน คนขี้โลเล พี่จีผู้ดูแลหอพักลั่นทมค่ะ"
ผมคิดแล้วเชียว ทำไมเวลาเล่นสลอท ถึงไม่ตรงตามที่ผมคิดแบบนี้บ้างนะ
"กติกาพิเศษของพิเศษสเปเชี่ยลเฉพาะคนในหอพัก ในกรณีที่ มีคนจัดการพี่จีได้จะสามารถขออะไรพี่จีก็ได้หนึ่งอย่ างค่ะ"
เอาแล้วไงผมรู้สึกว่าโดนน้องทูดัดหลังเข้าให้แล้ว คงกะจะให้เป็นอย่างนี้แต่แรกแล้วสินะถึงได้จัดแข่งบี บีกันเนี่ย
"แน่นอนค่ะว่า รางวัลนี้ให้การสนับสนุนและอนุญาติโดยพี่เอค่ะ หลังจากนี้ สิบนาทีจะมีสัญญาณดังขึ้นถือว่าเริ่มเกมส์นะค่ะ
การแข่งบีบีกันครั้งนี้ได้การสนับสนุนจากเจ๊ลูเจ้าขอ งหอพักลั่นทมสีชาดเอื้อเฟื้อบังคับบุคลากรพิเศษที่เก ่งยิ่งกว่าลาสบอสเข้าร่วมเล่นค่ะ
ขอให้ผู้เล่นทุกๆท่านโปรดระวัง กุหลาบงามย่อมมีหนามแหลมคม อย่าเผลอคิดว่าเป็นแค่สาวน้อยปกติธรรมดาๆนะค่ะ"
ผมไม่คิดว่าเด็กๆในหอพักเป็นกุหลาบหรอกนะ ผมคิดว่าพวกเธอเป็นดอกไม้มีพิษซะมากกว่า และถึงขนาดทำให้คนตายได้เลยด้วย
พอนึกถึงทีมฝั่งผมทีมบราโว่ ก็มีพี่อ้น,น้องมินท์,เฟริน์,น้องอิม ,อาสัญ น้องหญิงเป็นฝ่ายสนับสนุน
โดยที่ฝั่งตรงข้ามก็มี เจ๊ลู,พี่เอ,หมอ,ไม้,โซดาเป็นฝ่ายสนับสนุน และรินรัน จริงสิถ้านับกันจริงๆก็คงจะเป็นรินละมั้ง ที่จะออกมาสู้แทน
ช่างเป็นการแบ่งฝ่ายที่ยุติธรรมอะไรอย่างนี้ "ทางฝั่งนี้ต่อให้ฝั่งนั้นคนเยอะกว่าเลยนะ"
ต่อให้... ต่อให้ฝั่งผมเสียเปรียบละซิไม่ว่ายิ่งคนเยอะยิ่งถูกท ำคะแนนง่ายขึ้นแล้วฝั่งเจ๊ลูก็มีแต่พวกที่มีร่างกายไ ม่ธรรมดาๆกันทั้งนั้
ส่วนฝั่งผมมีแต่คนธรรมดาๆ ที่พอจะหวังพึ่งได้ก็มีแค่พี่อ้นนี่ละมั้ง พอผมมองลูกทีมผมแต่ละคนแล้วได้แต่ถอนหายใจ
น้องมินท์ที่กำลังสเก็ตภาพสถานที่อย่างตั้งอกตั้งใจ สงสัยว่าคงจะเก็บข้อมูลเอาไว้ประกอบภาพละมั้ง
น้องหญิงที่กำลังขะมักขเม้นบรรจุลูกปืนพลาสสติกใส่แม ๊คกาซีน น้องอิมที่จับปืนอย่างสั่นๆ โดยมีพี่อ้นช่วยซ้อมให้ และดูเหมือนจะแม่นมากด้วย
ที่สามารถยิงกระสุน รัวได้โดยที่ไม่โดนกระป๋องเลยซักนิด แล้วก็เฟริน์ ที่กำลังหัวเราะเล็กๆอยู่คนเดียวที่เหมือนกับว่าวางแ ผนอะไรสักอย่าง
คงคิดว่าถ้าหากชนะคงจะได้เงินเดิมพัน ที่ลงไว้กับหมอละมั้ง ส่วนอาสัญก็นั่งบรรจุลูกปืนใส่แม็คกาซีนตามน้องหญิง
ผมดูสถานภาพกำลังพลแล้วดูท่าว่าหนทางชนะแทบจะไม่มีเล ย
"น่าๆไม่เป็นไรหรอกมันต้องมีซักทางนั่นแหละนะ ยังไงพวกเราก็มาพยายามให้เต็มที่เถอะ"
"ผมคิดว่าแทนที่จะบุกไปหาสู้เราตั้งรับอยู่ที่ฐานทั้ง หมด แล้วผมกับพี่อ้นสองคนจับคู่บั๊ดดี้กันไปตะลุยฝั่งตรง ข้ามดีกว่า"
แผนที่วางไว้ตอนแรกดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นแต่พอเอาเ ข้าจริง ผมกับพี่อ้นกลับได้เฝ้าฐาน เพราะพี่อ้นถนัดแต่ปืนไรเฟิล
ส่วนปืนอื่นๆแทบจะยิงไม่โดนเอาซะเลย แต่ทว่าที่ผมคิดว่าทีมของผมน่าจะแพ้ขาดลอยนั้น กลับต่อสู้กับทีมเจ๊ลูได้อย่างสูสี
น้องอิมถึงจะถือปืนสั่นๆ ด้วยความกลัวปืนแต่กลับยิงแม่นอย่างเหลือเชื่อเก็บผู ้เล่นธรรมดาๆที่ไม่ใช่คนในหอพักได้อย่างสบายๆ
ส่วนเฟริน์ ด้วยทักษะทางด้านร่างกายที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการทำงานก็กระโดดหลบกระสุน เหมือนกับสตั๊นแมนยังไงอย่างนั้น
มินท์ที่ดูยังไงก็ไม่ค่อยถูกกับการใช้แรงซักเท่าๆไหร ่ ที่ผมคิดว่าจะเป็นตัวถ่วงของทีม กลับกัน น้องมินท์กลับเป็นคนทำแต้มได้มากที่สุดในทีมซะด้วยซ้ ำ
ด้วยความที่ว่าต้องการจะกลับไปปั่นต้นฉบับเร็วๆ น้องมินท์จึงเอาจริงเอาจังกับเกมส์นี้มากแทบจะเรียกไ ด้ว่าตอนนี้
เธอเป็นคนละคนกับตอนปกติที่เหมือนสาวน้อยบ้าการ์ตูนท ี่เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องแต่ตอนนี้เธอกลับวิ่งไล่ยิง ฝั่งตรงข้าม
อย่างเอาเป็นเอาตายอย่างกับแรมโบ้ "นั่นก็เพราะพี่มินท์ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไงค่ะ" น้องหญิงพูดพลางบรรจุกระสุนใส่แม๊คกาซีน
ด้วยความเร็วชนิดที่มองตามไม่ทัน "ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอยังไงนะน้องหญิง" ผมยังสงสัยอยู่ว่าคนที่เอาแต่ปั่นต้นฉบับเนี่ย
จะเอาเวลาไหนมา ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ "ก็พี่มินท์ ต้องไปยกลังหนังสือหนักๆคนเดียวตอนออกร้านหรืออย่างว ิ่งไปจองที่ตั้งร้านหนังสือ"
"พอเถอะน้องหญิงพี่พอจะรู้สาเหตุที่ทำให้เป็นอย่างนั้ นแล้วละ"
ทางฝั่งทีมเจ๊ลูก็โหดเอาเรื่อง ก็ทีมนั้นเล่นนอกกฏกันชนิดไม่บันยะบันยัง แต่ทางน้องทูเห็นว่าน่าสนุกดีกลับสนับสนุนเต็มที่ซะง ั้น
"ประกาศพักค่ะ เที่ยงแล้วนะค่ะพักทานข้าวกันก่อนแล้วค่อยไปบู๊ต่อใน ครึ่งหลังนะค่ะ" ผมดูสถานภาพกำลังพลของทีมผมแล้วดูท่าจะหนักเอาการ
เฟิรน์ที่เหนื่อยหอบเพราะกระโดดลิงโลดซะไม่หยุดอย่าง นั้นก็สมควรแล้วละนะ แต่พอมองไปทางมินท์กลับดูไม่ยี่หระสักเท่าไหร่ดูสบาย ๆ
นั่งวาดรูปปืนไรเฟิลอัดลมของพี่อ้นแบบไม่สนใจใคร ทางน้องอิมดูท่าจะหมดสภาพแล้วไม่ใช่เพราะโดนยิงแต่คง จะเป็นเพราะยิงคนอื่นมากไป
แล้วก็กลัวเสียงปืนอีก ตอนนี้จึงนั่งหมดสภาพ ทีมผมที่สู้ต่อได้จริงๆ จึงเหลือแค่สามคน ส่วนผู้เล่นคนอื่นๆ ก็เหมือนกับตัวแจกแต้มตัวแถมยังไงไม่รู้สิ
"รอบนี้ตามแผนเดิมที่วางกันไว้ตอนแรกนะน้องจีอย่าพลาด เชียวละ" "พี่อ้นนั่นแหละอย่าไปโดนยิงซะก่อนละ"
พอสิ้นเสียงสัญญาณ ผมก็ออกตัวนำพี่อ้นไปก่อน พวกลูกทีมผมก็วิ่งตามกันไป แต่ด่านแรกที่เจอนั้นกลับเจอกับรินยืนอยู่กลางสนามโด ยไม่สนใจใคร
โดยเดินหลบกระสุนที่ยิงเข้าใส่ได้ทุกนัด "จากสตาร์ 00 พบตัวหัวหน้าหน่วยบราโว่แล้ว ฝั่งทิศตะวันตกใกล้ถังน้ำมัน" รินพูดใส่ไมค์ไร้สาย
"รับทราบคำสั่งจับเป็นห้ามยิง" รินพูดจบก็เงื้อแขนขึ้นทั้งสองข้างเหนือหัว พอฟาดมือลงมาไขควงจำนวนนับไม่ถ้วนก็ออกมาตามง่ามนิ้ว ทั้งหมดของเธอ
ตอนนั้นเองก็มีลูกทีมฝั่งผมวิ่งออกมาจากทางด้านหลังข องริน แต่ก็โดนรินเขวี้ยงไขควงใส่ โดยไม่เหลียวมองด้วยซ้ำ ไขควงอันหนึ่งพุ่งไปกระแทกปืน
ลูกทีมคนนั้น จนปืนกระเด็นหลุดมือไป ไขควงอีกสองอันปักเข้าที่ ชายเสื้อและขากางเกงตรึงไว้ไม่ให้ ลูกทีมผู้โชคร้ายคนนั้นขยับไปไหนมาไหนได้
"แบบนี้มันโกงกันนี่ริน" "ทางผู้จัดห้ามไม่ให้ใช้ของมีคมทำอันตรายผู้เข้าร่วมแ ต่ไม่ได้หมายความว่าจะห้ามใช้หยุดการเคลื่อนไหวนี่" รินพูดพลางยกแขนขึ้นเหนือหัวอีกครั้ง
ปัง ปัง ปัง เสียงปืนไรเฟิลของอาสัญดังติดๆกัน พร้อมๆกับที่ริน หลบฉากกระโดดไปซุ่มอยู่ในกอไม้ใกล้ๆ เสียงอาสัญติดต่อมาผ่านทางหูฟังของผม
"ถ้าพี่จีโดนยิงทีมเราจะเสียเปรียบมากนะค่ะ ช่วยกรุณาหลบไปทางซ้าย ทางฝั่งนั้นมีคนอยู่แค่คนเดียวทางนี้อาสัญจะยิงคุ้มก ันเองค่ะ"อาสัญพูดจบก็มีเสียงปืนไรเฟิลดังติดๆกัน
เป็นสัญญาณให้ผมมุ่งหน้าไปอีกทาง "ไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้นหรอก!"รินพุ่งตัวพยายามตามผมแต่ก็ถูกกระสุนปืนของอาสัญยิงข วางดักทางไว้ก่อน
"มีฝีมือเหมือนกันนี่นึกว่าจะเป็นแค่ยัยเมดติดพี่ธรรม ดาๆซะอีก" "ขอโทษด้วยนะค่ะขอโทษด้วยจริงๆค่ะดิฉันต้องขอจัดการคุ ณลงตรงนี้แหละค่ะเพื่อ..พี่จี"
"ถ้าทำได้ก็ลองดูสิ" "พี่จีค่ะรีบๆไปเร็วๆเข้าสิค่ะ!"ผมพยักหน้าเป็นสัญญาณให้อาสัญแล้วมุ่งหน้าไปตามทางที ่อาสัญบอก
"ขอชมเชยในความกล้านะค่ะที่อุตส่าห์มาเพียงลำพังนี่คง จะเป็นศึกล้างตาคราวที่แล้วสินะค่ะ"
ไม้สะบัดร่มสีแดงในมือลง รอบๆไม้มีพวกลูกทีมตัวประกอบฝั่งผม นอนสลบอยู่ก่อนแล้ว สี่ห้า-คน บ่งบอกได้เลยว่าถึงแม้จะมีปืนและพวกมากแค่ไหน
ก็ไม่อาจจะต่อต้านร่มสีแดงนี้ได้เลย"ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกค่ะดิฉันแค่ทำให้สลบไปเท่านั้น เอง" "นั่นไม่ใช่แค่นั้นแล้วละ น่าเป็นห่วงมากด้วย"
ผมไม่รู้ว่าไม้เอาอะไรมาเป็นมาตรฐานบอกว่าอันตราย แต่สำหรับมนุษย์ธรรมดาๆปกติแบบผมถ้าโดนฟาดไปแรงๆแบบน ั้นคงไม่จบแค่รอยฟกช้ำบนหลังคอแน่ๆ
"ดิฉันจะถือว่าคุณอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะสู้กับดิฉันแล ้วนะค่ะ ไม่ว่าคุณอยากจะสู้หรือไม่ก็ตาม ขอความกรุณาช่วยเอาจริงด้วยค่ะเพราะถ้าพลั้งมือไปก็อ โหสิด้วยค่ะ"
ไม้ปาร่มจำนวนมากขึ้นไปบนอากาศพร้อมๆกับที่ร่มสีแดงท ุกคันปักลงกับพื้นดิน ไม้ก็เริ่มเข้ามาจู่โจมผม เธอระดมแทงร่มสีแดงรัวมาเป็นชุด
"เฮ้ย! ทีคนอื่นๆแค่ฟาดให้สลบ ทีผมจะฆ่ากันเลยเหรอ?" "พูดเรื่องอะไรค่ะดิฉันแค่เล่นเกมส์ตามคุณหนูสั่งเท่า นั้นเอง" เธอพูดพลางปาร่มในมือใส่ผมต่างหอกทั้งสองคัน
แล้วหยิบร่มบนพื้นขึ้นมาใหม่"แต่ทูไม่ได้สั่งให้ฆ่าผมสักหน่อยนะ!" ผมพูดพลางหลบร่มของไม้ไป โดยไม่มีจังหวะให้ลั่นไกปืนด้วยซ้ำ
"ทราบเรื่องนั้นแล้วค่ะจะระวังค่ะ"ไม้พูดโดยที่มือไม่หยุดโจมตีผมและระดมขว้างร่มสีแดงท ี่เธอปักไว้บนพื้นก่อนหน้านี้แต่ผมก็ไหวตัวทันพุ่งตั วหลบได้แบบเส้นยาแดง
"หลบไป! ตัวประกอบหน้าแถม!" มินท์พูดพร้อมๆระดมยิงปืนกลอัดลมคู่ในมือใส่ไม้ แต่ไม้ก็กางร่มมาบังไว้ได้ทันก่อนที่กระสุนจะโดนตัว "อย่างนี้นี่เองถึงไม่โดนใครจัดการได้เลยสินะ"
"แต่นั่นก็มีจุดบอดด้านหลังร่ม" สิ้นเสียงของมินท์เฟริน์ก็ระดมยิงใส่ไม้จากทางด้านหล ัง แต่ไม้ก็เอาร่มสำรองออกมากางบังไว้อีกคัน "หดหัวเป็นเต่าในกระดองเลยนะ"
"สามรุมหนึ่งยังพูดเช่นนั้นได้อีกหรือค่ะ" ไม้พูดพลางกางร่มอันสุดท้ายบังไว้ทั้งสามทิศจนมองไม่ เห็นตัวไม้ "อย่านับตัวประกอบสมทบซิแค่มินท์กับพี่เฟริน์ก็เหลือแ หล่แล้ว"
"มินท์ใช้ไอ้นั่นกันเถอะ" มินท์พยักหน้าให้เฟริน์เป็นสัญญาณ "เจ็ทสตรีมแอทแทค!!!" "ท่านั้นมันใช้สามคนไม่ใช่เรอะ!"ผมตะโกนตัดมุข เฟริน์ประสานผ่ามือเป็นแท่น
ให้มินท์กระโดดเหยียบแล้วส่งตัวมินท์ขึ้นไป ด้านบนที่เป็นช่องว่างอยู่ของร่ม "เสร็จกัน" ไม้ที่ตาพร่าเพราะแสงอาทิตย์อยู่ด้านหลังมินท์พอดีทำ ให้มองเห็นไม่ถนัด
ไม่ทันที่จะกางร่มปิดทางด้านบน จึงโดนมินท์ยิงเป็นครั้งแรกได้ "ท่านี้นะเคยเอาไปพิชิตบาฮามุตในFxF7เลยเชียวนะ" "นั่นมันคนละท่ากัน แล้วเธอเคยฆ่าบาฮามุตจริงๆด้วยงั้นรึ"
มินท์ไม่ยอมตอบรับมุข "หวังว่าคงจะไม่พูดว่ายิงไม่โดนหรอกนะ" ไม้ยอมรับที่ตัวเองถูกกระสุนยิงจึงปลดผ้าพันแขนออก แล้วยอมถอยกลับไปฐานตัวเองแต่โดยดี
"เจอกันคราวหน้าดิฉันจะต้องจัดการคุณทั้งสองให้ได้ค่ะ" เฟริน์เข่าอ่อนอย่างหมดแรง "พี่มาได้แค่นี้ละนะที่เหลือฝากมินท์ต่อด้วย..." มินท์ประคองเฟริน์ลงนอนอย่างช้าๆ
"ไม่เป็นไรค่ะเดี๋ยวฉันจะสานต่อความฝันของพี่เองหลับใ ห้สบายนะค่ะ" ผมคิดว่าปล่อยให้คู่หูติ๊งต๊องนี่เล่นบทน้ำเน่ากันต่ อไป แล้วตัวผมรีบปลีกตัวไปจบเกมส์นี้ให้เร็วๆจะดีกว่า
ผมติดต่อไปยังพี่อ้นให้มาช่วยสนับสนุนเพราะผมจะไปปิด เกมส์แล้ว ตอนนี้คะแนนฝั่งผมนำอยู่ห้าแต้ม และผมยังไม่เคยโดนยิงเลยซักครั้งถ้าผมไปยึดฐานฝั่งตร งข้ามได้
จะถือว่าชนะไปโดยทันที หรือถ้าไม่สำเร็จอย่างมากผมก็แค่โดนยิงเสียห้าแต้มกล ับมาเสมอ แค่นั้นเอง "ไม่จำเป็นต้องคิดแผนอะไรให้วุ่นวายหรอกน้องจี
แค่บุกตะลุยไปข้างหน้าเรื่อยๆจัดการศัตรูตรงหน้าให้ห มดก็พอแล้ว" นั่นสินะไม่ต้องยุ่งยากไม่ต้องวุ่นวายเพียงแค่ใครโผล ่มาก็จัดการคนนั้น
คิดง่ายๆสบายๆคล้ายๆกับพี่เอเลยนะ น่าจะเข้ากันได้ดีกับพี่เอเพราะดูจากอายุน่าจะรุ่นรา วคราวเดียวกันด้วย "กำลังคิดถึงพี่สาวคนนี้อยู่งั้นรึจ๊ะ"
เสียงแบบนี้พี่เอไม่ผิดแน่นอน แต่พอผมมองกลับไปกลับเป็น โกโก้ นั่งอยู่บนต้นไม้พร้อมๆกับเล็งกล้องปืนไรเฟิลมาทางผม
"สงสัยว่าสุภาษิตที่ว่า แมวกับคนบ้าชอบที่สูงๆท่าจะจริงนะเนี่ย"ผมพูดพลางหลบหาที่กำบัง "โทษทีนะที่พี่ทำลงไปก็เพื่อตัวเองเท่านั้น"
"อะ..อะไรกัน..."พี่อ้นตีสีหน้าตระหนกตกใจที่เห็นโกโก้อย่างเห็นได้ชั ด "ฉันตามหามาตลอด...โชคไม่ดีเลยนะ"
ทางโกโก้เองก็ดูเหมือนจะเคยเจอพี่อ้นมาก่อนแล้ว ระหว่างสองคนนี้คงจะมีเรื่องอะไรกันมาก่อนแน่ๆ เพราะดูจากสีหน้าดีใจปนโกรธแค้น
ของพี่อ้นและร่ายกายที่สั่นเทิ้มด้วยความโกรธ"ฮะฮะฮะฮ่าฮ่าฮ่า อยู่กับน้องจีนี่สนุกจริงๆด้วยสิมีเรื่องให้พี่แปลกใ จได้ตลอดแต่คราวนี้ชักจะสนุกมากไปหน่อยแล้วสิ"
โกโก้พูดจบก็ลั่นปืนใส่พี่อ้น แต่พี่อ้นที่เรียกสติกลับคืนมาแล้วก็หลบหลังถังน้ำมั นที่อยู่ใกล้ๆได้ทันก่อนที่จะโดนยิง
"ทำไมกันทำไม?แกถึงมาอยู่ที่นี่!"พี่อ้นรัวกระสุนปืนพกในมือใส่โกโก้ราวกับคนบ้า แต่โกโก้ก็ลงมาจากต้นไม้และกบดานอยู่ด้านหลัง"นั่นนะสินะทำไมกันน้~า"
"ห้าปีมาแล้วสำหรับแกคงจะจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในสิ่งที่แกทำลงไป" "ฉันก็แค่ทำธุรกิจของฉันส่วนลูกค้าจะเอาไปใช้ทำอะไรนั ้นอยู่ที่ตัวลูกค้าเองไม่ใช่รึ?"
"เพราะแก...เป็นเพราะแกคนเดียวที่ขายปืนให้พวกหัวรุนแ รงแถวๆนั้นเพราะอย่างนั้นครอบครัวของฉัน...ฉันจะล้าง แค้นให้ทุกๆคน"
"มาโทษฉันคนเดียวก็แย่สินะแต่มันช่วยไม่ได้ละนะถ้าแค้ นฉันมากก็จงยิงฉันซะแต่บอกไว้ก่อนเลยนะฉันไม่ยอมให้ถ ูกยิงง่ายๆหรอกนะ"
"น้องจีส่วนนี้ให้พี่จัดการเองเถอะนะนี่เป็นเรื่องของ พี่คนเดียวพี่จะต้องสะสางให้มันจบด้วยมือตัวเองให้ได ้"พี่อ้นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังจนน่ากลัว
พอผมได้ยินแบบนั้นจึงหลบออกมาแล้วมุ่งหน้าต่อไปยังฐา นฝ่ายตรงข้าม ระหว่างที่ผมหลบออกมาผมก็ได้ยินเสียงไซเรนดังแล้วหยุ ดไป "ประกาศสภาวะฉุกเฉิน...."
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของทูเสียงคลื่นซ่าดังเหมือนโดนตั ดสาย ผมคิดในใจทูคงจะกดปุ่มไซเรนเล่นให้คนตกใจหรือสร้างสถ านการณ์แกล้งคนอีกแน่ๆ
แต่ในสนามตอนนี้แทบไม่ได้ยินเสียงปืนหรือเสียงเอะอะโ วยวายเลย พอรู้สึกตัวอีกทีรอบๆข้างล้วนเงียบสงัด ผู้คนที่เคยนอนอยู่ หรือสู้กันอยู่หายไปกันหมด
ไม่มีแม้กระทั่งเสียงของคนที่เคยวิ่งพลุกพล่าน ทั่วทุกทีไม่มีเสียงอะไรเลย เหมือนกับว่า... เหมือนกับว่า... ที่นี่ไม่มีใครอยู่มาก่อนเลย
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผมเห็นปืนอัดลมของคนอื่นๆ ถูกวางทิ้งไว้กับพื้นจำนวนมาก แล้ว? เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าของปืนพวกนี้กันละ? ขณะที่ผมกำลังครุ่นคิดอยู่
ผมนึกขึ้นได้ว่ามีหูฟังติดต่ออยู่แต่มันก็ดันใช้ไม่ไ ด้ขึ้นมาซะเฉยๆ ผมคิดว่านี่คงเป็นฝีมือของใครซักคนแน่ๆ ที่ตัดสัญญาณได้ง่ายดายแบบนี้คงมีแค่คนๆนั้น
เพียงคนเดียว ผมเดินตามหาคนอื่นๆกลับไม่เห็นวี่แววของใครเลย จนกระทั่งเดินกลับไปเจอ เฟริน์ที่นอนสลบอยู่ที่เดิม ผมจึงเข้าไปหาเธอ
เฟริน์ที่นอนอยู่นิ่งๆนั้นจู่ๆก็เข้าจู่โจมผม เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ผมพลักเฟริน์ออกไป แล้วเอาปืนอัดลมยิงใส่ลำตัวแต่ก็ไม่มีผลอะไรแค่ทำให้ ชะงักไปชั่วครู่ได้เท่านั้น
ผมนึกถึงคำที่ทูพูดไว้เมื่อถึงคราวฉุกเฉินให้ไปที่ห้ องรักษาความปลอดภัยที่นั่นมีปืนลูกซองกระสุนยางอยู่ น่าจะใช้ป้องกันตัวเองได้
เฟริน์ที่ลุกขึ้นมาใหม่ พุ่งเข้าใสผมอีกครั้งผมถอยหลบแล้ววิ่งหนีอย่างสุดกำล ัง ไม่ใช่แค่เฟริน์เท่านั้น...
ดูเหมือนว่าคนอื่นๆที่หายไปก็จะเป็นเช่นเดียวกัน
ทุกๆคน ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ... หรือก็คือสูญเสียสติสัมปชัญยะที่จะใช้ควบคุมตัวเองไป
อาการของทุกๆคนจะเหมือนๆกันคือดวงตามีสีแดงก่ำเหมือน คนเป็นโรคตาแดง เข้าจู่โจม คนอื่นโดยไม่รู้ตัว ...
การกระทำที่ไร้เหตุผล ไร้สามัญสำนึก เหลือเพียงสัญชาติญาณที่จะจู่โจมเท่านั้น ...
ไม่ว่าไปทางไหนๆก็เหมือนกันหมด ไม่มีคนไหนที่ควบคุมตัวเองหรือมีสติสัมปชัญยะเหลืออย ู่เลย
ไม่ว่าจะทีมสตาร์หรือทีมบราโว่ ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่เข้าจู่โจมผมอย่างบ้าคลั่ง
เหมือนกับว่าผมหลุดไปสู่เมืองที่มีแต่ซอมบี้ที่ไม่มี สติ ผมอยากจะรู้จริงๆว่าที่นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ยังเล่น บีบีกันกันอย่างสนุกสนานแทบตาย ไม่สิเกือบตายไปแล้วจริงๆต่างหากเพราะร่มของไม้...
พูดถึงไม้ผมก็เห็น ร่มสีแดงจำนวนมาก นี่ผมวนกลับมาจุดที่สู้กันเมื่อกี้? ไม่สิ นี่มันร่องรอยการต่อสู้ของไม้กับ...ใครสักคน
จะว่าไป... แล้วคนอื่นๆในหอพักละ? พวกไม้กับรินหรือเจ๊ลู คงจะไม่เสร็จเจ้าพวกนี้ง่ายๆอยู่แล้ว
ผมได้แต่ภาวนาว่าคงจะมีใครบ้างที่ยังพอมีสติสัมปชัญญ ะที่พอจะอธิบายผมได้บ้างว่าที่นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน แน่
ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แล่นเข้าสู่หัวของผม คนที่อธิบายเรื่องนี้ได้มีเพียงคนที่น่าจะเข้าใจเรื่ องนี้ที่สุดนอกจากตัวต้นเหตุ
ก็คงจะไม่ใช่ใครอื่น คนที่เห็นคนอื่นเป็นเพียงแค่หนูทดลองเท่านั้น อาจจะเกิดจากไวรัสอะไรซักอย่างที่ทดลองอยู่อย่างลับๆ
หลุดออกมาแพร่กระจายก็ได้ ผมก็คิดว่ามันแปลกๆตั้งแต่แรกแล้วที่คนๆนั้นจะยอมมาเ ล่นอะไรไร้สาระพวกนี้ด้วย
ในที่สุด... ผมก็มาถึงห้องรักษาความปลอดภัยจนได้ข้างในมีล็อคเกอร ์ที่่ถูกเปิดอยู่สามตู้ก่อนหน้านี้มีคนมาก่อนผมสินะ
ผมได้ยินเสียงอะไรสักอย่างวิ่งผ่านไปผมเงื้อปืนอัดลม ในมือขึ้นมาตั้งท่าพร้อมยิง ถึงปืนอัดลมจะไม่แรงพอที่จะทำให้พวกนั้นสลบได้
แต่ก็คงจะทำให้หยุดชะงักไปได้ซักพักละนะ ถึงแม้ว่ากระสุนปืนลมของผมจะเหลือไม่มากก็ตามทีเถอะ
ผมด้ยินเสียงบางอย่างเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทางประตูอีกฟาก ผมเห็น...เจ๊ลูที่ถือปืนไว้ในมือเงื้อขึ้นมาทางผม
"บอกมาซะว่านายตอนนี้มีสติดีอยู่รึเปล่า" ตัวผมเองก็ยังยืนยันอะไรไม่ได้ว่าเจ๊ลูจะอาละวาดขึ้น มาเมื่อไหร่หรือว่าจะเข้าจู่โจมผมตอนไหน
ผมจึงเงื้อปืนใส่เจ๊ลูค้างไว้เช่นกัน "เจ๊นั่นแหละตอบผมมาก่อนไม่ได้โดนกัดมาใช่ไหม?"
ตามปกติแล้วหนังแนวซอมบี้ในกลุ่มผู้รอดมักจะมีคนที่ต ิดเชื้อเพราะโดนกัดอยู่เสมอๆและผมไม่มีอะไรที่จะยืนย ันได้เลยว่า
เจ๊ลูยังมีสติอยู่ และถึงแม้ว่าจะมีสติอยู่ก็เถอะผมไม่สามารถรู้ได้เลยว ่าเจ๊ลูจะกลายเป็นแบบนั้นเมื่อไหร่
เจ๊ลูไม่พูดอะไรแต่กลับเป็นฝ่ายสาดกระสุนปืนใส่ผมก่อ นโดยที่ผมฟุ่งหลบไปได้อย่างฉิวเฉียด "นายนั่นแหละที่โดนกัดมาใช่ไหม?"
เจ๊ลูก็ยังคงเป็นเจ๊ลูอยู่ดีผมคิดว่า อย่างเจ๊แกคงไม่เสร็จพวกนั้นง่ายๆอยู่แล้ว ส่วนที่ยิงผมเพราะหวังจะเนียนเอาชนะมากกว่าจะเอาตัวร อดซะด้วยซ้ำ
เจ๊ลูเป็นคนที่เกลียดความพ่ายแพ้และกระหายชัยชนะมากแ ค่ไหนผมน่าจะรู้ดีอยู่แล้วแท้ๆ"เจ๊พอจะรู้ไหมว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่"
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันมันเกิดขึ้นไวมากจู่ๆทุกๆคนก็เป ลื่ยนไป.."เจ๊ลูค่อยๆลดปืนลง พอผมจะออกมาจากที่กำบัง
เจ๊ลูก็ยิงใส่ผมอีกครั้ง "ไม่มีอะไรมายืนยันได้ซักหน่อยว่านายจะไม่กลายเป็นแบบ พวกนั้น!"ผมถอนหายใจเจ๊ลูยังคงเป็นเหมือนเดิมอยู่สินะ
"โอเคๆ ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาพักรบกันก่อนดีกว่าแล้วเจ๊ก็ไม่ ต้องมาแสดงละครเห่ยๆอย่างนั้นเลยถ้าคิดจะตัดสินกัน.. ."
"รอจบเรื่องก่อนแล้วค่อยมาสู้กันให้รู้ผลไปเลยสินะ" จู่ๆก็มีเสียงทุบประตูหน้าต่างเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
"เกิดอะไรขึ้น!?" ผมคิดว่าเสียงปืนของเจ๊ลูที่สาดใส่ผมอย่างไม่ยั้งคิด นั่นจะดังจนทำให้"เจ้าพวกนั้น"
ที่อยู่ข้างนอกได้ยินและพยายามจะเข้ามา "ที่นี่คงจะต้านอยู่ได้ไม่นานสินะ" ผมได้ยินเสียงดังมาจากไมค์
"ประกาศถึงผู้ที่เหลือรอดอยู่ตอนนี้ทางเราเพื่อป้องกั นไม่ให้เจ้า..."พวกนั้น"...หลุดรอดออกไปได้
จึงทำการปิดตายที่นี่เอาไว้ ทางเราได้เตรียมหาหนทางแก้ไขและรับมือเฉพาะหน้าไว้แล ้ว หากจะจัดการ"เจ้าพวกนั้นให้ยิงให้สลบ"
หรือทำให้สลบจากนั้นจึงค่อยจับมัดเอาไว้ ขอย้ำอีกครั้งผู้ที่เหลือรอดอยู่..."คราวนี้สัญญาณกลับขาดหายไปอีกครั้งผมคิดว่า
อาจจะเป็นเพราะไฟฟ้าไม่พอจนทำให้ไมค์ไม่สามารถประกาศ ออกเสียงได้ "จะเอายังไงดีเจ๊ลู?"
"ตามหาคนที่เหลือรอดก่อนส่วนคนไหนจับได้ก็จับเอาไว้ก่ อน" เจ๊ลูพูดพลางมัดตัวเฟริน์กดลงกับพื้น
"เฮ้ยไวจริง!" "หาเชือกมาติดตัวไว้เยอะๆเลยแล้วก็.."ยังไม่ทันที่เจ๊ลูพูดจบก็มีคนพุ่งมาจู่โจมเจ๊ลูแต่ก็ โดนเจ๊แกจับทุ่มจนลงไปกองกับพื้น
"อีกหลายชั่วโมงคงจะตื่นเอาไปยัดๆไว้ในห้องก่อนก็แล้ว กัน" ทำไมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงถึงได้ปฎิบัติต่างกันอย่ างนี้นะ
ใครกันที่เพิ่งจะว่าผมอยู่เมื่อวานว่าสองมาตรฐาน "ก็แล้วทำไมละก็เด็กๆในหอพักนะลูกค้ามีสิทธิ์ที่หมอจะ รักษาให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ใช่เหรอ?"
นั่นสินะถ้าพวกเราเจอตัวหมอละก็คงจะยุติเรื่องวุ่นวา ยนี่ได้แน่ๆเพราะผมคิดว่าคนก่อความวุ่นวายนี่ก็คงจะเ ป็นคนๆเดียวกันนั่นแหละ
พวกเราค่อยๆจัดการ"เจ้าพวกนั้น"ไปทีละคนๆ พอมาถึงตรงกลางของสนามก็ยังเห็นพี่อ้นกับโกโก้ยังสู้ ติดพันกันอยู่โดยไม่สนใจ"เจ้าพวกนั้น"ที่เข้ามาจู่โจมเลย
จะว่ายังไงดีละพอมีใครเข้ามาใกล้สองคนนั่นจะโดนยิงโด ยอัตโนมัติโดยไม่เหลียวมามองด้วยซ้ำ ผมตะโกนเรียกไม่ว่าใครที่ตอบกลับมามีแต่กระสุน
"แบบนี้คงจะห้ามไม่อยู่แล้วละปล่อยสองคนนี่ไว้เถอะ" ผมก็ดแบบเดียวกับเจ๊ลูนั่นแหละเผลอเข้าใกล้ไปเป็นอัน ตรายสุดๆยิ่งกว่า"เจ้าพวกนั้น"ซะอีก
พอผมเลี่ยงไปอีกทางก็เจอไม้ที่สะบักสะบอมเสื้อฉีกขาด วิ่นและดูเพลียๆ ถือร่มอันเดียวพยุงตัว "ดูเธอหมดสภาพแล้วสินะหลับให้สบายเถอะ"
เจ๊ลูไม่ถามไม้หรือผมซักคำพุ่งเข้าไปข้างหลับแล้วใช้ สันมือทุบให้สลบแล้วมัดไว้ "เจ๊ทำอะไรนะ!"ผมมองไปทางไม้ที่ถูกมัดอยู่
"คนที่สู้ต่อไม่ได้ก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วงรีบๆไปต่อเถอะ"แต่ผมคิดว่าที่เจ๊ลูทำลงไปคงจะเพราะความแค้นตั้งแต่ค ราวก่อนด้วยแน่ๆ
เพราะที่เจ๊ลูมัดแล้วทิ้งไว้กลางแดดร้อนๆ ผมจึงอุ้มไม้ไปพิงไว้ใต้ต้นไม้ "ยุ่งไม่เข้าเรื่องสงสารไม่เข้าท่าทำแต่เรื่องน่ารำคา ญ"
"เจ๊ก็จะใจดำใจหินมากเกินไปหน่อยแล้วนะ" ระหว่างที่เจ๊ลูกำลังเถียงกับผมอยู่แบบไม่ทันระวังตั ว รินที่ปาไขควงเข้าไปตรึงตามเสื้อผ้าของเจ๊ลู
ทำให้เจ๊ลูล้มลงแล้วกดเจ๊ลูไว้กับพื้น "ผมไม่ขัดจังหวะนะขอให้มีความสุข.." ผมหันหลังให้เจ๊ลูถือซะว่าผมไม่เห็นก็แล้วกัน
"จะบ้าเหรอแกมาช่วยฉันเดียวนี้เลยนะเฮ้ย!ยัยรินนะ!ไม่ มีสติอยู่เลยต่างหาก"คงจะจริงอย่างที่เจ๊ลูบอกเพราะว่ารินไม่ได้ตรึงขาข้า งขวาที่ถนัดของเจ๊ลูไว้
ทำให้เจ๊ลูสามารถถีบรินออกแล้วใช้ขาข้างเดียวนั้นเตะ ไขควงที่ตรึงอยู่กับขาอีกข้างออกแล้วถอดเสื้อกันกระส ุนชั้นนอกหลุดออกจากที่ตรึงอยู่กับพื้นได้
ไม่ทันที่นกกระจอกจะกินน้ำเจ๊ลูดึงเสื้อที่ตรึงกับพื ้นออกโยนไปคลุมหน้ารินแล้วเข้าไปจัดการจับทุ่มจนสลบ อย่างสบายๆ"ความสามารถแบบมัลติแค่นี้เองสินะ"
"เจ๊ลูก็ออกมาเองได้ไม่ใช่รึไง"ผมพูดพลางจับรินมัดทั้งๆอย่างนั้น "แต่ก็น่าจะเข้ามาช่วยหน่อยไม่ใช่รึยังไงผู้ชายนะต้อง เป็นฝ่ายเข้ามาช่วยสิยะ"
ผมละไม่เข้าใจหลักการของเจ๊ลูเลยสักนิดเดียวทั้งๆที่ เจ๊ลูเก่งพอๆกับรถถังทำไมจะต้องให้คนธรรมดาๆที่มีตรร กกะเป็นอาวุธมาช่วยด้วยละ
"พูดกับนายไปมันก็เท่านั้นสินะ"ผมส่ายหน้าถอนหายใจ "รีบๆไปต่อเถอะ"คราวนี้ผมก็เจอกับตัวอันตรายสุดๆอีกคนที่ดูไม่มีสติแ ต่ว่า
กลับนั่งปั่นงานแบบเอาเป็นเอาตายแบบไม่ลืมหูลืมตา "ปล่อยยัยนี่ไว้แบบนี้แหละ" ผมไม่เข้าใจพฤติกรรมของ"เจ้าพวกนั้นเลย"
บางคนไม่เข้ามาจู่โจมแต่กลับทำอะไรแปลกๆที่ตัวเองชอบ อย่างไม่ลืมหูลืมตา บางคนก็นั่งบ่นพึมพำๆคนเดียว
จนทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่านี่อาจจะไม่ใช่เชื้อโรคแต่อา จจะเป็นเพราะ ยาอะไรสักอย่างที่ทำให้เป็นอย่างนั้นหรือจะให้พูดให้ ถูกก็คือ
"เจ้าพวกนั้นเหมือนคนเมาอะไรสักอย่างไม่มีผิด"เจ๊ลูพูดตัดบท "งั้นก็ไม่ต้องกลัวที่จะถูกกัดแล้วติดเชื้อสินะ"
"อาจจะทำไปเพราะสัญชาติญาณหรือตามความรู้สึกโดยไม่ยั้ งคิดทั้งการกระทำและเหตุผลถูกปฎิเสธทั้งหมดไม่มีสติม ปชัญยะ"
หมอพูดพลางเดินเข้ามาหาผม "โดยที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อารมณ์ความรู้สึกครอบ คลุมร่างกายอยู่เหนือเหตุผลใช้เพียงแต่ความรู้สึก"
หมอเดินเข้ามาใกล้ๆผมอย่างช้าๆ "อย่าเข้าไปใกล้หลบออกมา!" ไม่ทันที่จะสิ้นเสียงเจ๊ลูหมอก็ไปอยู่ข้างหลังผมตั้ง แต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ผมรู้สึกตัวอีกทีหมอก็จับหน้าผมไว้แน่นจนไม่สามารถขย ับไปไหนได้ "หมอจะทำอะไรนะ" หมอมองหน้าผมด้วยใบหน้าที่แดงก่ำเหมือนคนเมาเหล้า
"ทำในสิ่งที่อยากจะทำ"หมอดึงหน้าผมเข้าไปใกล้ผมถูกหมอจูบโดยไม่ทันตั้งตัว หมอใช้ลิ้นลุกล้ำเข้ามาในปากของผมจนผมไม่อาจจะขัดขืน อะไรได้เลย
ผมถูกหมอจูบอยู่นานเท่าไหร่ไม่รู้ ข้างๆนั้นเจ๊ลูมองด้วยความตกตะลึงแบบไม่เชื่อในสายตา ตัวเองและยังช็อคอยู่ที่จู่ๆหมอกลับทำแบบนั้นกับผม
หมอดึงลิ้นกลับมีน้ำลายของผมติดตามมานิดๆหมอเลียริมฝ ีปากนิ่มๆนั้น "ขอบคุณในที่สุดฉันก็เรียกสติคืนมาได้แล้ว"หมอเปิดล่วมยาเล็กๆ
ที่วางอยู่ใต้ต้นไม้แล้วดึงเข็มฉีดยาในนั้นออกมาแล้ว ฉีดยาให้ตัวเอง "ขอโทษด้วยที่ทำอะไรแบบนั้นฉันพอจะรู้สาเหตุที่ทำให้ท ุกๆคนกลายเป็นแบบนั้น"
ผมยังตกตะลึงมึนงงอยู่ไม่หาย"ไม่ใช่หมอเป็นคนทำอย่างนั้นเหรอ?"หมอส่ายหัวแล้วชี้นิ้วไปทางก๋วยเตี๋ยวซุบสีดำสนิทในถ ้วยพลาสติกที่อยู่ข้างๆล่วมย่า
"ในน้ำซุบนั่นมีสารประกอบบางอย่างที่ไม่รู้จักผสมอยู่ สารนั้นทำให้คนที่กรับเข้าไปไม่สามารถควมคุมตัวเองได ้ ทำไปตามสัญชาติญาณเท่านั้น"
"อย่าบอกนะว่าหมอ.." "ใช่ฉันกินมันเข้าไปเพื่อทดลองกับตัวเองแต่ยาแก้ไขนั้ นกลับไร้ผลฉันจึง.."หมอล้มตัวลงไปกองกับพื้น
"หมอ!หมอทำใจดีๆไว้นะ!หมอ!ใครก็ได้เรียกหมอมาช่วยหมอท ี!" เจ๊ลูถอดรองเท้าเขวี้ยงใส่หัวผม "แค่สลบไปเท่านั้นย่ะแค่ยานอนหลับ"
ผมโล่งอกที่รู้ว่าหมอฉีดยานอนหลับให้ตัวเอง แต่ถ้าแม้กระทั่งหมอยังช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ความหวังสุดท้ายก็หมดไปแล้ว... จะทำยังไงดี
ที่จะให้คนอื่นๆกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ละ ผมมองไปทางเจ๊ลูที่ส่ายหัวด้วยใบหน้าที่สิ้นหวังพอๆก ันกับผม
"มีใครอยู่บ้างไหมค่ะมีใครที่ยังพอมีสติอยู่บ้างไหมค่ ะอ้าวคุณจีกับลูนะเองขอบคุณสวรรค์"ผมคิดว่าผมเห็นตัวการของเรื่องแล้วละ
ผมมองไปที่ถ้วยพลาสติกที่ใส่ซุบสีดำนั่นแล้วมองไปทาง โซดา พร้อมๆกับที่เจ๊ลูมองไปทางเดียวกันกับผม เจ๊ลูหันมาสบตาผม
ผมพยักหน้าเป็นสัญญาณ เจ๊ลูเข้าไปด้านหลังโซดาแล้วล็อกตัวไว้ "อ๊ะ?เอ๋!มีอะไรอย่างนั้นหรือค่ะทั้งสองคนทำหน้าตาน่า กลัวจัง"
"ยังจะถามแบบนั้นได้อีกงั้นหรือโซดา"ผมพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาพลางยื่นถ้วยก๋วยเตี๋ยวนั่นไ ปใกล้ๆหน้าของโซดา"ไม่นะค่ะอย่านะ!ไม่เอานะค่ะ"
"บอกมา!เธอใส่อะไรลงไปในนี้แล้วทำยังไงทุกๆคนจึงจะกลั บมาเป็นเหมือนเดิม" เจ๊ลูพูดพลางมัดแขนโซดาไว้
"ก็คิดว่าสักสี่ชัวโมงก็น่าจะกลับเป็นปกตินะค่ะ ที่ใส่ไปเพื่อกระตุ้นการทำงานของร่างกายแต่รู้สึกว่า จะใส่ลงในน้ำซุปมากไปนิด..มากไปแค่นิดเดียวจริงๆนะค่ ะ"
เจ๊ลูไม่พูดอะไรต่อจับถ้วยนั้นกรอกปากโซดาอย่างโหดร้ ายทารุณสุดๆ จนหมดถ้วย "กรรมใดใครก่อกรรมนั้นก็รับไปเต็มๆกแล้วกันนะ"
"ในที่สุดก็เหลือเพียงแค่เราสองคนแล้วสินะ "เจู๊พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเศร้าไว้
เพราะเท่ากับว่าเวลาแห่งความสนุกสนานในวันนี้ได้มาถึ งจุดสิ้นสุดแล้ว"เอาละมาทำให้มันจบเถอะเจ๊ลู"
ใช่แล้วเฉพาะ เวลานี้ ตอนนี้ ช่วงนี้เท่านั้น ที่ห้ามออมมือเด็ดขาด
"ความอ่อนโยนของนายนะ..ไม่สิความไม่เด็ดเดี่ยวนั่นโยน ทิ้งถังขยะไปได้เลยถ้าตอนนี้นายไม่สู้จริงๆจังๆละก็
นายจะตายโดยที่ยังไม่ทันได้ระลึกอดีตก่อนตายแบบการตู นต่อสู้แน่ๆ"
ผมถอนหายใจ เฉพาะคราวนี้ เท่านั้นที่ผมไม่อยากจะแพ้จริงๆเพราะเงื่อนไขบ้าๆนั่ น
"แต่ถ้านายเกิดชนะฉันขึ้นมา นายจะสั่งให้ฉันทำอะไรก็ได้อย่างนั้นนะหรือ?"
ผมชะงักไปเล็กน้อยพร้อมๆกันแทบจะในทันทีเจ๊ลูก็แสยะย ิ้มแล้วระดมยิงมาที่ๆผมยืนอยู่
แต่เคราะห์ดีที่ผมล้มตัวขนานไปกับพื้นดินหลบวิถีกระส ุนไว้ทัน
เล่นจังหวะเผลอแบบนี้ไม่เปลื่ยนเลยนะยังฉลาดแกมโกงได ้ไม่เปลื่ยนเลยตั้งแต่เด็กแล้ว
"เพื่อชัยชนะแล้วฉันไม่สนหรอกนะว่าจะเป็นใครที่ไหนหรื อด้วยวิธีการอะไรขอแค่ชนะก็พอ"
ผมกับเจ๊ลูดวลกระสุนกันอยู่นานทั้งเจ๊ลูและผมก็เหลือ กระสุนกันอยู่ไม่มากแล้ว
นานแค่ไหนแล้วนะที่พวกเราไม่ได้ออกมาเล่นสนุกด้วยกัน แบบนี้
"นั่นสินะ แต่ว่ากระสุนของทางนี้ใกล้จะหมดแล้วละ" ผมพูดพลางยิงสวนกลับไป
"ทางนี้เองก็เหมือนกัน"
ผมกับเจ๊ลูพูดพร้อมกันจนกลายเป็นการประสานเสียง
"งั้นมาทำให้มันจบซะทีเถอะ"
ผมและเจ๊ลูพุ่งเข้าใส่กันโดยเหลือปืนพกคนละกระบอกและ กระสุนในแม๊คกาซีนที่มีอยู่เพียงแค่นิดเดียว
คุณน้าที่ดูเหมือนกับว่าโผล่มาจากที่ไหนก็ไม่ทราบได้
เข้ามาขวางกลางระหว่างผมกับเจ๊ลูพร้อมๆกับใช้สันมือค ู่สับด้านหลังคอพวกเราจนสลบไป ....
"ไม่ได้นะจ๊ะมาตีกันแบบนี้ไม่ดีเลยนะจ๊ะ" นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนสติจะดับวูบไป
จบกิจกรรม ไม่มีใครเหลือรอด DeathEnd กันหมดแต้มออกมาเสมอ ...
"สุดท้ายแล้วยังคาใจอยู่นิดๆนะถ้าสู้กันจริงๆจังๆใครจ ะชนะนะ"
"คงจะเป็นเจ๊ลูแล้วก็เจ๊ลูอีกนั่นแหละเพราะพี่จีไม่เค ยเอาจริงเลยสักทีเพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิง"
ก็คงจะจริงอย่างที่มินท์ว่าถ้าหากไม่มีเงื่อนไขให้ผม สู้สุดตัวแล้วละก็ คงไม่มีเหตุผลอะไรให้กระต่ายออกมากัดเสือหรอก
"เราไม่มีบทเลยค่ะ~งื้อ"น้องหญิงพูดพลางตัดพ้อกับตัวเองด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
"เพราะแม่แก่เกินไปใช่ไหมจ๊ะถึงไม่มีใครชวนเลยเพราะแม ่ไม่สาวใช่ไหมจ๊ะเพราะแม่อายุมากไปหน่อยใช่ไหมจ๊ะ"
คุณน้าพูดตัดพ้อกับน้องหญิงบ้างทั้งสองคนกอดคอปลอบใจ กันอยู่สองคน
"เพราะแม่แท้ๆเชียวงานนี้เลยไม่รู้ผลต้องเป็นโมฆะหมด"
"เงินของฉันลาก่อนเงินเดิมพันจ๋า~"เฟริน์นั่งบ่นกระซิกๆอยู่มุมห้อง
"อ้าวผลออกมาเสมอทำไมต้องเสียเงินเดิมพันด้วยละ?"ผมถามเฟริน์
"ก็พี่หมอลงไว้ว่าผลจะออกมาเสมอนี่ค่ะแต่ไม่ว่าใครจะช นะก็เท่ากับว่าเฟริน์ได้เงินแท้เชียว"
ผมหันไปมองหมอด้วยความตะลึงที่พนันไว้ว่าผลจะออกมาเส มอแล้วก็เสมอจริงๆซะด้วย
จะเรียกว่าแม่นยำจนน่ากลัวเลยก็ว่าได้ "หมอคิดยังไงไปพนันแบบนั้นนะ?"ผมถามด้วยความสงสัย
"ฉันคำนวนเอาจากหลักความน่าจะเป็นและความเป็นไปได้ถึง โอกาสจะมีเพียงแค่หนึ่งในล้านแต่ความเป็นไปได้นับมาว ่ายังโอกาส"
จะบอกว่าขอแค่มีความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อยก็สามารถท ำให้มันเกิดขึ้นได้จริงอย่างนั้นนะหรือ?
ผมไม่อยากจะคิดในเชิงปรัชญาหรืออะไรที่มันชวนให้ปวดห ัวนักหรอกนะ
ขอแค่ไม่มี พวกไร้สติไล่จู่โจมชาวบ้านอย่างซอมบี้ หรือมีชีวิตราบเรียบปกติสุขนี่ก็ดีแล้วแท้ๆ
ผมคิดแบบนั้นจริงๆ
Chakorzite
04-25-2010, 08:04 PM
ขยันพิมพ์เนอะ
sohigh159
04-26-2010, 12:14 AM
=o= ตอนใหม่!!! อ้ากอ่านๆๆๆ อยากอ่านมานานแล้ว
suneo
04-26-2010, 06:55 PM
ประทับตราผ่าน - -b
วันนี้ผมรู้สึกแย่เอามากๆ เป็นวันหนึ่งที่ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลย วันนี้มีเมฆครึ้มตลอดทั้งวัน
ผมมีความทรงจำที่ไม่ค่อยจะดีนักกับสายฝนเพราะฉะนั้นผ มจึงเกลียด บรรยากาศแบบนี้มาก
ถึงแม้ว่าฝนตกแล้วอากาศมันจะเย็นสบายก็ตามทีเถอะ แต่สายฝนที่ตกลงมาสำหรับผมแล้ว
มันราวกับว่าบางสิ่งบางอย่างได้ ร่วงหล่นหายไปกับหยาดฝนไปด้วย ทำให้นึกถึงเรื่องที่ไม่อยากนึกถึง
ถึงมันจะเป็นแค่อดีตก็เถอะ แต่พอสภาพอากาศเป็นแบบนี้ทีไร มันมักจะชวนให้ระลึกถึงวันนั้นทุกที
นี่ผมเป็นอะไรของผมเนี่ย พออากาศเป็นแบบนี้ผมมักจะรู้สึกว่าไม่ได้เป็นอย่างที ่เคยเป็น
ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลย.. ดูเหมือนผมจะคิดมากจนเกินไปแล้วสินะเพราะผมคิดไปเดิน ไป
กว่าจะรู้สึกตัวอีกที
ฝนก็ตกลงมาซะแล้ว อา...นี่มันแย่สุดๆไปเลยนะเนี่ย
น้องหญิงอุตส่าห์เตือนให้ผมพกร่มมาด้วยแท้ๆแต่ก็ลืมเ อามาด้วยอีกจนได้ผมเข้ามาหลบฝน
บนชานชนลารอรถเมลล์ ที่ตรงนี้มีเจ้าของอยู่ก่อนแล้วถึงจะบอกแบบนั้นก็เถอ ะ
แค่เธอคนนั้นมาก่อนผมก็เท่านั้นเองแต่ดูเหมือนว่าเธอ อยู่ตรงนั้นมานานมากแล้ว
ร่ายกายของเธอเปียกปอนไปด้วยน้ำฝนเผยให้เห็นถึงชุดชั ้นในสีฟ้าครามอ่อนๆ
ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ตั้งใจก็ตามทีเถอะ เธอสั่นสะท้านไปทั่วทั้งกาย
เพราะความหนาวจากสายฝนที่พัดกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ ว
"ขอโทษด้วยนะค่ะเป็นเพราะฉันคิดจะออกมาข้างนอกแท้ๆทำใ ห้ทุกๆคนลำบากกันไปหมด"
ผมไม่รู้ว่าเธอพูดถึงเรื่องอะไรและกำลังพูดกับใครผมจ ึงมองไปรอบๆ...ที่ชานชาลานี้..
ก็มีเพียงเธอและผมเพียงลำพังสองคนเท่านั้น...เธอคงจะ พูดกับผมนั่นแหละ
"ไม่ต้องโทษตัวเองหรอกครับเรื่องฝนฟ้าไม่มีใครกำหนดอะ ไรมันได้หรอก"
"ไม่ใช่อย่างนั้นนะค่ะ...เพียงแค่ฉันออกมานอกบ้านถึงอ ากาศจะดีแค่ไหนวันนั้นฝนก็มักจะตกทุกที"
ผมคิดว่าเรื่องพรรคนี้ก็แค่ความบังเอิญที่เธออุปทานข ึ้นมาเองมากกว่าคงเป็นแค่ความบังเอิญ
ที่เธอออกนอกบ้านจังหวะที่ฝนตกก็เท่านั้นเอง "ผมคิดว่ามันเป็นแค่ความบังเอิญมากกว่า"
เธอส่ายหน้า"ถ้ามันเป็นความบังเอิญฉันคงไม่โทษตัวเองหรอกค่ะ"
"ถ้าเธอรู้ว่าเธอออกมานอกบ้านแล้วฝนจะตกทำไมไม่พกร่มม าด้วยละ?"
เธอชี้ไปที่ถังขยะข้างๆที่ตรงนั้นมีซากของร่มที่ดูยั งไงก็ไม่ค่อยจะเหมือนร่มซักเท่าไหร่
"เพราะอุบัติเหตุนิดหน่อยจึงทำให้ร่มของฉันเป็นแบบนั้ น"เธอเหม่อมองร่มคันนั้นด้วยความรู้สึกเลื่อนลอย
ฝนเริ่มกระหน่ำลงมาแรงขึ้นเรื่อยๆ ดูทีท่าว่าจะไม่หยุดง่ายๆราวกับว่าจะมีพายุกำลังจะเข ้ามา
ผมไม่รู้ว่าติดอยู่ตรงนี้มานานมากแค่ไหนแล้วสายฝนค่อ ยๆซาลงแต่ก็ดูเหมือนจะไม่ยอมหยุดตกง่ายๆ
ผมเกลียดบรรยากาศแบบนี้ที่สุด "มีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับบรรยากาศแบบนี้อย่างนั้นรึค ่ะ"
"ทำไมเธอถึงได้ถามแบบนั้นละ?"เธอส่ายหน้าช้าๆ "ก็สีหน้าของคุณตั้งแต่เมื่อกี้แล้วดูเหมือนทุกข์ใจมา ก"
นี่ผมเผลอัวเผลอใจให้บรรยากาศนำพาอารมณ์ไปอีกแล้วสิน ะ"ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจก็พูดออกมาเถอะค่ะฉันจะรับฟังเอ ง"
"ถ้าแค่นั้นทำให้ผมสบายใจขึ้นผมคงไม่ต้องกังวลกับมันแ ล้วละขอบคุณสำหรับความหวังดี"
จากนั้นเราสองคนก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก ...
ผมเห็นร่มสีแดงคันหนึ่งจากที่ไกลๆผมคิดว่าร่มคันนั้น สีสันและรูปร่างช่างคุ้นตาดีเหลือเกิน
"ช่างบังเอิญจริงๆที่พานพบกันในเวลาเช่นนี้" นั่นมันประโยคจากรายการหนังซามูไรช่องโทรทัศน์ช่วงเย ็นรึไงกันเนี่ย
ขณะที่ผมคิดอยู่ร่มสีแดงคันหนึ่งก็พุ่งตรงไปปักกับพื ้น เฉี่ยวหน้าผมไปเล็กน้อยเท่านั้น
"ให้ยืมเท่านั้นกรุณานำส่งคืนที่หน้าห้องคุณหนูด้วยค่ ะ"จบประโยคเธอก็เดินลิ่วๆหายไปกับสายฝน
"โธ่ทำไมให้ยืมแค่คันเดียวเองนะไม่ฟังกันบ้างเลย" "คนรู้จักอย่างนั้นหรือค่ะ?"ผมพยักหน้า
"ถ้ายังไงผมไปส่งให้ไหมครับ"ถึงแม้จะมีร่มอยู่แค่คันเดียวแต่ผมแน่ใจว่าพอที่จะให ้คนสองคนไม่เปียกฝน
เธอส่ายหน้า"ฉันเองก็ไม่มีที่ไปเหมือนกันค่ะไม่รู้จะไปที่ไหนฉัน. ..หนีออกมาจากบ้านค่ะ"
ผมมองเธอเหมือนมองเห็นตัวเองตอนที่ผมหนีออกมาไม่มีผิ ด...เหมือนกันเหลือเกิน
เธอคงจะมีเหตุผลของเธอที่ทำให้ไม่สามารถอยู่ที่นั่นไ ด้ ก็เหมือนกันกับผมที่มีเหตุผลของผมเอง
"ผมจะไม่ถามว่าเธอหนีออกมาทำไมแต่ถ้าแค่ที่พักละก็ผมค ิดว่าน่าจะหาให้เธอได้นะ"
"จริงๆหรือค่ะ..ขอบคุณมากๆเลยค่ะ..เอ่อ.." "ผมชื่อจีครับเป็นผู้ดูแลหอพักใกล้ๆนี่"
"ฉันชื่อน้ำค่ะ งั้นที่พักที่ว่าก็คือ..." ผมพยักหน้า"หอพักหญิงลั่นทมสีชาติครับ"
ไม่รู้ทำไมผมถึงพูดได้ว่าหอพักหญิงแบบเต็มปากเต็มคำก ันนะทั้งๆที่นั่นมีแต่พวกเหนือเกินกว่าสาวน้อยธรรมดา ๆทั้งนั้น
ในที่สุดผมก็พาเธอมาจนได้ พอเธอเข้าไปในหอพักดูเหมือนว่าฝนจะหยุดตกในทันที
แสงของดวงอาทิตย์ลอดรำไรผ่านเมฆที่ครึ้มอยู่ลงมาทางด าดฟ้าของหอพัก
"กลับมาแล้วเหรอค่ะพี่จี.."น้องหญิงวิ่งอย่างเริงราเข้ามาโผกอดผมแต่ผมก็ยันหัวไ ว้ก่อนเพราะรู้ทัน
"พี่ตัวเปียกฝนอยู่นะเดี๋ยวเสื้อก็เปียกหมดหรอก"น้องหญิงทำหน้าบึ้งที่ผมไม่ยอมให้กอดง่ายๆ
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะเราไม่ถือ" "แต่พี่ถือว่าเสื้อมันจะสกปรกนะเพราะงั้นหยุดได้แล้ว"
"น้องสาวงั้นหรือค่ะ" ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกันแต่น้องหญิงก็ชิงตอบก่ อน "เราจะเป็นสามีในอนาคตค่ะ"
ผมรีบเอามือมาปิดปากน้องหญิงไว้ไม่ให้พูดมากไปกว่านี ้ "อย่าสนใจเลยครับมุขของเด็กคนนี้นะ"
พอผมปล่อยมือลงน้องหญิงก็ฉวยจังหวะพูดต่อ"เราจริงจังนะค่ะ~อือ~อู้"ตอนนี้ผมปิดปากเธออีกครั้ง
เป็นจังหวะเดียวกับที่พี่เอเดินสวนออกมาพอดี "ใจร้ายจงนะจีคุงทั้งๆที่มีพี่อยู่ทั้งคนยังพาสาวอื่น เข้ามาอีก"
"พูดอะไรให้ชวนเข้าใจผิดอีกแล้วนะ .." เพื่อกันไม่ให้พี่เอมั่วนิ่มแต่งเรื่องเข้าใจผิดไปเร ื่อยผมจึงชิงจังหวะ
แนะนำตัวซะก่อนเลย"น้ำนี่พี่เอญาติห่างๆกันนะ ถึงจะดูขี้เล่นแบบนี้แต่บางเวลาก็พึ่งพาได้เหมือนกัน"
"สวัสดีจ๊ะเป็นภรรยาใหม่ของจีคุงอย่างนั้นสินะค่ะฮิฮิ ~ฮิ"พี่เอพูดพร้อมๆกับส่งยิ้มให้อย่างคุ้นเคย
"พี่เอเลิกเล่นมุขเห่ยๆได้แล้วนะ"ผมส่ายหัวกับมุขบ้าๆบอๆของพี่เอ แต่กลับทำให้น้ำหัวเราะออกมาได้ซะงั้น
"คิก คิก ขอโทษนะค่ะ ที่เสียมารยาทที่นี่สนุกกันแบบนี้เสมอเลยเหรอค่ะ"เธอเอานิ้วป้องปากไว้
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมน้ำถึงได้หัวเราะออกมากับมุขเห่ยๆ ของพี่เอได้ยังไง สงสัยว่าน้ำคงจะเส้นตื้นมากๆละมั้ง
ผมรู้สึกได้ถึงสายตาทิ่มแทงของใครบางคน พร้อมๆกับรองเท้าแตะสีชมพูลอยตามมาประทับลงบนใบหน้าข องผมในทันที
"ทำไมกับมาช้านักละยะใช้ให้ไปซื้อของใกล้ๆนี่เองนะ"เจ๊ลูบ่นจากชั้นสองบนระเบียงอย่างไม่พอใจ
"ใครจะไปรู้เล่าเจ๊ว่าฝนมันจะตกกลางทางนะ แล้วก็ข้างๆผมนี่..."ผมผายมือไปทางข้างๆ
แต่น้ำก็เดินเข้าหอพักไปแล้ว... "คนที่มีออร่ามืดมนที่เข้าไปเมื่อกี้คงจะเป็นผู้เช่าค นใหม่สินะ"
"ตามนั้นแหละ" นี่เจ๊ลูรู้จักคำว่าหมิ่นประมาทบ้างไหมเนี่ย...
"จะยังไงก็แล้วแต่...จัดการให้เสร็จๆให้เรียบร้อยด้วย นะ"
พี่เอหัวเราะคิกคักแล้วชายตามองเจ๊ลูที่อยู่ด้านบนชั ้นสองด้วยแววตาเยาะเย้ย
"แหมๆคุณภรรยาหลวงใจกว้างจังเลยทั้งๆที่คุณสามีพาน้อย เข้าบ้านยังบอกให้จัดการตามสบายอีก"
"แล้วทำไมถึงตีความไปแบบนั้นละพี่เอ!ไม่ใช่แบบนั้นซัก หน่อย!เลิกเล่นมุขเสื่อมๆได้แล้ว!"
"จ้าๆคุณภรรยาหลวง"พี่เอพูดจบก็ชิ่งไปแทบจะทันที ปล่อยให้เจ๊ลูบ่นเป็นหมีกินผึ้งอยู่คนเดียว
ทางผมเองก่อนที่จะโดนหางเลขไปด้วย จึงรีบชิ่งเข้าหอพักตามพี่เอไป ผมเดินสวนทางกับ
มินท์ที่เดินโซซัดโซเซสวนกันมาพร้อมๆกับยกลังกระดาษข นาดใหญ่สูงท่วมหัวดูหนักไม่ใช่เล่น
จนผมอดที่จะถามไม่ได้"ให้ช่วยไหม?" มินท์บ่นออกมาอย่างเซ็งๆ "ไม่ต้องฉันคนเดียวก็ไหว"
ตอนแรกผมคิดว่ามินท์จะเป็นพวกคุณหนูเด็กแว่นโอตาคุที ่ไม่มีเรี่ยวแรงอะไรเลย
แต่นั่นทำให้ผมคิดผิดเธอ ออกจะเป็นคนที่ใช้แรงงานมากเกินความจำเป็นและเป็นพวก ที่จริงจัง
แทบจะในทุกเรื่องซะด้วยซ้ำ และจากที่ผมได้ไปช่วยงานเขียน(การ์ตูน)เธอบ่อยๆ
ทำให้รู้ได้เลยว่าเธอเป็นคนที่เจ้าจี้เจ้าการและใส่ใ จในทุกรายละเอียดจริงๆจะว่าไงดีละ
ใส่ใจมากจนเกินไป จนเรียกได้ว่าพิถีพิถันเกินควร ถ้าจะให้ผมเปรียบเทียบละก็..คงจะ
เหมือนคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบนั่นแหละ "ถ้าไม่มีอะไรก็อย่ามายืนเกะกะขวางทางจะไปไหนก็ไป"
ผมจึงเดินหลีกทางให้ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ผมก็คงจะแย่งกล่องมาจากมือเธอ และขนไปให้
โดยที่มินท์ก็คงจะทำหน้ามุ่ยประมาณว่าของแค่นี้ฉันยก ไปเองก็ได้อย่ามาทำเหมือนฉันเป็นเด็กนะ
แต่หลังจากเหตุการณ์ที่สนามบีบีกันแล้วทำให้ผมมองเธอ ต่างไปจากที่เคย ไม่มากก็น้อย
เช้าวันต่อมาผมคิดว่าวันนี้เป็นวันที่อากาศปลอดโปร่ง และแจ่มใสมากทีเดียว
ผมเดินสวนกับเฟริน์ที่กำลังหอบผ้ากองโตที่ซักแล้ว จะเอาไปตากบนดาดฟ้า และน้ำที่เดินออกมาจากห้อง
ก็บังเอิญเดินชนกันจนผ้าในตระกร้าของเฟริน์หล่นเต็มพ ื้นไปหมด "ขอโทษนะค่ะ ขอโทษจริงๆค่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะก็แค่เอาลงไปซักใหม่เท่านั้นเองไม่ต ้องขอโทษขอโพยขนาดนั้นก็ได้ "
"ฉันมันไม่ดีเองค่ะที่ไม่ระวังให้ดีฉันมันซุ่มซ่ามค่ะ เดี๋ยวฉันจะเอาลงไปซักให้เองนะค่ะ"
"ไม่เป็นไรจริงๆค่ะ"ทั้งสองคนช่วยกันเก็บผ้าใส่ตระกร้า ผมเองก็เดินเข้าไปช่วยเก็บด้วย
แต่ไม่ทันไรจากท้องฟ้าที่สดใสอยู่ดีๆก็กลับอึมครึมมื ดครึ้มซะได้ "ขอโทษจริงๆนะค่ะ"
พอจบประโยคของน้ำ แทบจะในทันทีลมก็พัดแรงเมฆเริ่มตั้งเค้าราวกับว่าพาย ุจะเข้ามายังไงยังงั้น
"สงสัยว่าคงไม่ต้องเอาผ้าไปตากแล้วละนะ "เฟริน์เก็บผ้าที่ตกพื้นไปพูดไป
"นั่นสินะงั้นพี่จีกับเอ่อ.."เฟริน์มองไปทางน้ำที่กำลังรีบเก็บผ้าอยู่ "ชื่อน้ำค่ะ"
"ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ถ้างั้นช่วยเฟริน์เก็บผ้าลงไปซักใหม่ก็แล้วกันนะค่ะ"
ผม เฟริน์ และน้ำ ต่างช่วยกันเก็บผ้าลงไปซักที่เครื่องปั่นแห้งด้านล่า ง
"ว๊า~เหรียญเฟริน์หมดพอดีเลยพี่จีค่ะ~..."เฟริน์มองมาทางผมอย่างมีเล่ห์นัย
"พี่ไม่ได้พกเงินมานะโทษทีนะ"ผมส่ายหน้า "แหมๆคุณภรรยางุบงิบเงินไว้เองหมดเลยเหรอค่ะน่าสงสารจ ัง"
"พี่ยังไม่ได้แต่งงานนะ!แล้วก็ภรรยาอะไรนั่นก็ยังไม่ม ีด้วย"ผมพูดพลางยัดผ้าใส่เครื่องซัก
"ถ้าอย่างนั้นฉันจะออกให้เองค่ะ"น้ำพูดพลางเอาเหรียญสิบหยอดใส่ในเครื่องซักผ้าอย่างร ะมัดระวัง
"พึ่งพาได้จริงๆเลยนะค่ะไหนๆพวกเราก็รู้จักกันแล้วมาเ ป็นเพื่อนกันดีกว่านะค่ะ"เฟริน์ยิ้มให้น้ำ
อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ไม่รู้ทำไมในความคิดผมถึงเห็นเฟริน์กำลังดีใจที่จ ะได้กระเป๋าเงินใหม่กันแน่นะ?
น้ำตอบกลับอย่างลังเลสั้นๆ "ค..ค่ะ" ผมคิดว่าน้ำคงจะพลาดอะไรไปสักอย่างแล้วละ
ผมมองไปทางท้องฟ้าที่ตอนนี้ ท้องฟ้าที่เคยครึ้มราวกับพายุจะเข้านั้นกลับมีแดดส่อ งลงมาซะได้
"วันนี้มันวันบ้าอะไรเนี่ยเมื่อกี้ฝนก็ทำท่าจะตก ตอนนี้ท้องฟ้ากลับสดใส"ผมบ่นเบาๆกับตัวเอง
น้ำก้มหน้าเหมือนคนสำนึกผิด"อาจจะเป็นเพราะเรามาอยู่ที่หอพักนี่ก็ได้ค่ะ"
"ผมคิดว่าไม่น่าจะใช่นะดูสิตอนนี้ท้องฟ้าแจ่มใสจะตาย"ผมคิดว่าน้ำเป็นคนที่ขี้ระแวงและคิดมากเกินไป
ชอบโทษตัวเองว่าอะไรๆก็เป็นความผิดของเธอซะหมดสภาพอา กาศฝนฟ้านะไม่มีใครที่มัน
มากำหนดได้หรอก กระทั่งกรมอุตุก็ยังมีวันที่พยากรณ์ผิดพลาดได้เลย
"เอาละผ้าซักเสร็จแล้วเอาขึ้นไปตากกันเถอะค่ะ"เฟริน์บอกผมพลางดึงเสื้อออกจากเครื่องปั่นแห้ง
ใส่ลงในตระกร้า ผมกับน้ำก็ช่วยกันเอาผ้าอีกเครื่องเก็บใส่ตระกร้าอีก ใบ "ไม่ได้นะ!ผ้าเครื่องนั้นนะ!"
ผมไม่ทันรู้ตัวเลยว่าผมกำลังเก็บผ้าอะไรออกมาจากเครื ่องพอผมมองตามเฟริน์ที่กำลังอ้าปากค้าง
ด้วยความตื่นตระหนกและหน้าแดงฉานเป็นลูกตำลึงด้วยควา มเขินอาย ในมือผมนั้นคิดว่า...
มันคือชุดชั้นในสีดำลายลูกไม้ "พี่จี!เอาคืนมานะ!อย่าจ้องแบบนั้นสิ!" ผมรีบยัดสิ่งที่อยู่ในมือลงไปในตระกร้าซัก
อย่างรวดเร็ว "เอ่อ..ขอโทษทีนะแต่พี่ก็เห็นของ..เอ๊ย!ไม่ใช่สิ!เอาเ ป็นว่าถือว่าพี่ไม่เคยเห็นก็แล้วกัน"
ถ้าผมบอกว่าผมเคยเห็นชุดชั้นในของพี่เอหรือเจ๊ลูละก็ เฟริน์กับน้ำคงจะรู้ได้ในทันทีเลยว่าผมเป็นคนซักเสื้ อให้พวกนั้นแน่ๆ
ผมจึงรีบสงบปากสงบคำไว้ก่อน แต่ทางน้ำกลับหัวเราะคิกคักไม่ยอมหยุด "โธ่!พี่จีนี่ละก็ "เฟริน์สะบัดหน้าหนี
ด้วยความเขินอายรีบเก็บผ้าอีกเครื่องใส่ลงตระกร้า"เดี๋ยวตระกร้านี้เฟริน์จะยกไปทีหลังเองส่วนตระกร้าแร กพี่จีกับน้ำก็ช่วยทีนะ"
"ครับท่าน"ผมยกตระกร้าผ้าของเฟริน์ขึ้น "พี่จีค่ะถ้าจะดมละก็ตอนนี้มีแต่กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่ มนะค่ะ"
"นี่เฟริน์คิดว่าพี่เป็นคนยังไงเนี่ย!ถึงมีกลิ่นพี่ก็ ไม่ดมหรอกนะไม่ใช่สุนัขซะหน่อย!" น้ำคงจะเป็นคนที่เส้นตื้นมากเลย
ทำให้ตอนนี้เธอต้องปิดปากตัวเองตัวสั่นเทาด้วยความตล กจนออกอาการ "น้ำถ้าจะกรุณาเลิกขำได้แล้วมาช่วยตากผ้าทีได้ไหม?"
"ค่ะ..คิ..คิก..ได้ค่ะ..อุ๊ฟ"น้ำเม้มปากตัวเองไว้กลั้นไม่ให้หัวเราะออกมา ผมและน้ำที่เลิกขำมาได้ซักพักแล้ว
เดินขึ้นมายังชั้นดาดฟ้าแต่น้ำก็ยังไม่ยอมเดินออกมาจ ากชายคาในร่ม "น้ำเป็นอะไรไป?กลัวแดดงั้นหรือ?"
"ไม่ใช่หรอกค่ะฉัน...ฉัน.."ผมเดินมาส่งตระกร้าผ้าและไม้แขวนเสื้อให้น้ำ
"ถ้าไม่อยากออกมาข้างนอกก็ไม่เป็นไรถ้างั้นช่วยใส่ไม้ แขวนเสื้อจากตรงนั้นแล้วส่งมาให้ผมตากก็แล้วกัน"
เธอพยักหน้า กว่าที่เฟริน์จะเดินตามมาทีหลังผมก็ตากผ้าในส่วนที่ย กขึ้นมาหมดแล้ว "ขอบคุณมากค่ะพี่จีตอนนี้พี่จีลงไปได้แล้วค่ะ"
"ไม่ให้พี่ช่วยตากผ้าที่เหลือให้หรือ?" เฟริน์คงจะนึกถึงเรื่องเมื่อกี้ขึ้นได้เธอจึงหน้าแดง ระเรื่อๆขึ้นในทันที
"โธ่!พี่จีนี่ละก็ในนั้นยังมีของที่ให้ใครดูไม่ได้อยู ่ด้วยนะหรือว่าพี่จีอยากจะล่วงละเมิดทางเพศด้วยการมอ งชุดชั้นในสาวน้อยอย่างนั้นรึค่ะ"
ผมเห็นท่าทางทั้งอายทั้งโมโหของเฟริน์แล้วคิดว่ายอมถ อยซะตรงนี้ดีกว่า"ครับๆพี่จะลงไปเดี๋ยวนี้แหละ"
"อะไรกันนะ!ท่าทางแบบนั้นพี่จีไม่สนใจชุดชั้นในของเฟร ิน์เลยซักนิดเดียวหรือค่ะ?"อะไรอีกละทีนี้ตอนแรกก็ไล่ให้ไป
พอไม่สนใจก็หาว่าเมินกันอีกนี่เฟริน์คิดจะให้พี่ทำยั งไงกันละ?"ชุดชั้นในของเฟริน์มันยังเด็กไปไม่มีค่าพอให้พี่จีสน ใจเลยรึค่ะเนี่ย"
คราวนี้มาไม้ไหนอีกละเนี่ย.."ถ้าอย่างนั้นคราวหน้าพาเฟริน์ไปซื้อชุดชั้นในแบบผู้ใ หญ่หน่อยสิค่ะ"
"แล้วก็พี่เป็นคนจ่ายใช่ไหมละ?"เฟริน์ชี้นิ้วมาทางผมสองนิ้วทำท่าเหมือนยิงปืนใส่ "ถูกต้องนะค๊าาา"
"ความงกของเธอนี่มัน...จริงๆเลย"ผมส่ายหัวกุมขมับอย่างเคย "ไม่เรียกงกนะค่ะเฟริน์เรียกประหยัดต่างหาก"
ผมรู้สึกได้ถึงเมฆฝนที่เริ่มจะตั้งเค้าอีกแล้ว "อะไรเนี่ยทำไมฝนมันทำท่าจะตกอีกแล้วละพี่จี?"
"มาถามพี่แล้วจะให้พี่ไปถามใครละ?"ผมมองไปทางน้ำที่ทำท่าเหมือนตัวเองถูกกีดกันจากวงสนท นา
ผมจึงคิดว่าหาอะไรคุยก่อนที่บรรยากาศอึมครึมกว่านี้จ ะดีกว่า"ว่าแต่น้ำปกติอยู่บ้านทำอะไรบ้างงั้นหรือ"
น้ำทำท่าอึกอักเหมือนไม่รู้จะตอบยังไง "ก็ถักโครเชพวกผ้าม่านไหมพรมพวกนี้นะค่ะ"
"นี่ๆว่างๆสอนเฟริน์บ้างสิอยากถักเป็นมั่งเค้าว่าของท ำมือพวกนี้ขายได้กำไรดีนะ"เฟริน์มองน้ำตาเป็นประกาย
ผมคิดว่าเฟริน์คงกำลังมองหาลู่ทางทำเงินจากงานอดิเรก ของน้ำ "ได้ค่ะถ้าว่างตอนไหนก็มาที่ห้องได้เลยนะค่ะ"
ตอนนี้ท้องฟ้าที่ตั้งเค้ามืดครึ้มก็กลับมาสว่างสดใสอ ีกครั้ง ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้มันชักจะไม่ปกติแล้วนะ
แต่ผมก็ไม่ค่อยไได้ใส่ใจมันซักเท่าไหร่ หลังจากที่ผมลงมาจากดาดฟ้า ก็ตรงดิ่งกลับไปที่ห้องของตัวเอง
ก็บังเอิญสวนทางกับเจ๊ลูที่มือข้างหนึ่งถือร่มสีแดงข องไม้ดูท่าทางกำลังเซ็งได้ที่
ผมไม่รู้ว่าไม้พกร่มสีแดงทั้งหมดก็คันแล้วเอาไปซุกเก ็บไว้ตรงไหนบ้างแต่เรื่องนั้นจะยังไงก็ช่างมันเถอะ
เพราะสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยและอันตรายยิ ่งกว่าร่มของไม้ ก็อยู่ตรงหน้าผมแล้ว
"วันนี้มันอะไรกันเนี่ยพอกำลังจะออกจากหอพักฝนก็ทำท่า จะตกพอเดินกลับเข้ามาข้างในท้องฟ้าก็โปร่ง"
ตอนแรกผมคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องบังเอิญที่ฝนทำท่าจะต กนั้นเป็นจังหวะเดียวกับที่น้ำเดินขึ้นมาบนดาดฟ้า
"เพราะเจ๊ลูคิดจะออกไปข้างนอกละมั้งท้องฟ้าเลยแยกออกม ีเมฆหนาฟ้ามืดครึ้มพายุเข้าลมพัดแรงฟ้าแลบฟ้าผ่า.."
เจ๊ลูตีสีหน้าเอือมระอาใส่ผม"ฉันไม่ใช่บุคคลในตำนานหรือลาสบอสนะเวลาปรากฏตัวจะได้ มีเอฟเฟคแบบนั้นตามมานะ"
อย่าถ่อมตัวไปเลยครับเจ๊ อย่างเจ๊นะเก่งยิ่งกว่าลาสบอสไปแล้ว"เรื่องนั้นช่างมันเถอะว่าแต่เห็นเฟริน์บ้างไหม?"
"เพิ่งสวนกันเมื่อกี้นะทำไมอย่างนั้นหรือเจ๊?"เจ๊ลูทำหน้าบ่นเป็นหมีกินผึ้ง"ก็ยัยนั่นยังไม่ยอมจ่ายค่าหอพักงวดนี้เลยนี่"
"คงจะมีเหตุจำเป็นอะไรสักอย่างละมั้งทำให้ต้องค้างไว้ ก่อนถึงเวลาเฟริน์มีก็คงจะเอามาจ่ายเองนั่นแหละ"
เจ๊ลูกอดอกชายตามองมาทางผมอย่างสงสัย "เห~ปกป้องกันดีจังเลยนะมีอะไรรึเปล่าเนี่ย?"
"ก็ไม่มีอะไรหรอกผมคิดยังไงก็พูดแบบนั้นมันก็เท่านั้น เอง"เจ๊ลูส่ายหน้าเอื่อมระอาพลางถอนหายใจ
"นายนี่มันจริงๆเลยสงสารไม่เข้าเรื่องยุ่งไม่เข้าท่าท ำแต่เรื่องน่ารำคาญแท้ๆ"ถึงเจ๊ลูจะพูดแบบนั้นโดยที่ไม่แสดงสีหน้าใดๆ
แต่ผมคิดว่าผมเห็นรอยยิ้มที่มุมปากเล็กๆเพียงเล็กน้อ ยแวปหนึ่งเท่านั้น "แต่ลูลู่ก็ชอบพี่จีที่ตรงนี้ใช่ไหมละค่ะ"
น้องหญิงที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ข้างหลังเจ๊ลูตั้งแต่เ มื่อไหร่ก็เดินออกมาจากด้านหลังเจ๊ลู "ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก"
"แต่ก็ไม่ปฎิเสธใช่ไหมละค่ะ"น้องหญิงพูดพลางหลบเจ๊ลูที่พยายามจะคว้าจับตัวน้องหญ ิงเอาไว้
น้องหญิงหลบไปมาจนสุดท้ายก็วิ่งมาหลบที่ข้างหลังผม "อย่าให้ฉันจับได้นะยัยตัวแสบ"
"ถ้าจับได้พี่จีก็จะมาช่วยเราอยู่แล้วละค่ะ"เจ๊ลูมองมาทางผมด้วยแววตาที่บอกได้เลยว่าหมอนี่พึ่งพ าอะไรไม่ได้หรอก
"เจ๊ลูคงจะคิดอยู่สินะว่าอย่างผมนะพึ่งพาอาศัยหรือช่ว ยเหลืออะไรไม่ได้เลยสักนิด"
"ก็มันจริงไหมละสำหรับสัตว์กินพืชอย่างนายนะจะให้ไปฆ่ ากระต่ายตัวเดียวยังคิดแล้วคิดอีกเลย"
"มันก็จริงนะค่ะถึงพี่จีจะไม่กล้ายิงเด็กสาวกระทั่งใน บีบีกันเนี่ยเค้าเรียกว่าความใจดีค่ะ"
"นั่นไม่เรียกว่าความใจดีแล้วละฉันเรียกมันว่าความใจอ ่อนหรือจะให้เรียกง่ายๆก็คือไก่อ่อนนั่นแหละ"
"ถึงพี่จีจะไก่อ่อนแต่พี่จีก็ไม่เคยทำเรื่องโหดเหี้ยม อำมหิตอย่างยิงคนจากทางด้านหลังหรอกค่ะ"
"นั่นไม่ใช่อำมหิตเค้าเรียกทริกต่างหากถ้าเทียบกับคนไ ม่ได้เรื่องที่ยิงได้แต่ปลาซิวปลาสร้อยแล้วมันไม่แย่ กว่าเรอะ"
ไม่รู้ว่าทำไมผมฟังน้องหญิงกับเจ๊ลูเถียงกันแล้วรู้ส ึกว่าตัวเองดูแย่ลงทุกทีๆได้นะ ถึงแม้น้องหญิงจะพยายาม
พูดแก้ต่างให้ผมก็ตามทีเถอะแต่ผมรู้สึกเหมือนโดนน้อง หญิงต่อว่าผ่านความจริงมากกว่า
"เราเจตนาดีนะค่ะพีจีไม่ได้จงใจจะว่าพีจีเลยซักนิดเดี ยว"น้องหญิงมองหน้าผม "พี่ก็พยายามคิดแบบนั้นอยู่เหมือนกันนะ"
"ตามใจกันเข้าไปโอ๋กันเข้าไปฉันยังมีธุระต้องทำอีกเยอ ะพักรบไว้ตอนนี้ก่อนเย็นนี้เจอกันแน่!"
"จะไม่พูดว่าฝากไว้ก่อนเถอะรึค่ะ?สมกับเป็นลาสบอสจริง ๆไม่พูดประโยคแบบตัวโกงกระจอกๆจริงๆด้วย"
ดูเหมือนเจ๊ลูจะทำเป็นเมินไม่สนใจ ผมไม่รู้ว่าใครกนแน่ที่ทำตัวไม่สมวัยกันแน่ระหว่างเด ็กที่พูดจาหาเรื่องผู้ใหญ่
กับผู้ใหญ่ที่พยายามจะมีเรื่องกับเด็ก"พี่จีค่ะเราว่าบางครั้งความใจดีก็ไม่ได้นำพามาแต่เรื ่องดีๆหรอกนะค่ะ"
น้องหญิงที่หลบอยู่ด้านหลังผมดึงชายเสื้อผมอย่างแรง"เราไม่ชอบใจเลยค่ะเวลาที่พี่จีใจดีกับคนอื่นมัน"
"มันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าพี่จีพยายามจะสร้างฮาเ ร็มของตัวเองนะค่ะ"น้องหญิงพูดจบก็ปล่อยมือจากชายเสื้อผม
แล้วหัวเราะคิกคักแบบเด็กๆ "อย่ามาพูดล้อเลียนผู้ใหญ่แบบนี้นะ"ผมทำท่าจะดีดหน้าผากน้องหญิง
เธอหลับตาปี๋รอเหมือนรู้ว่าตัวเองจะถูกลงโทษอยู่แล้ว ผมจึงใจอ่อนเปลื่ยนมาเป็นลูบหัวแทน
"~โลลิค่อน~"พี่เอที่โผล่มาจากทางด้านหลังแสร้งทำท่าเหมือนขนลุก "พี่จีไม่ใช่โลลิค่อนนะค่ะแค่ใจดีกับเด็กๆก็เท่านั้นเ อง"
"พอเถอะน้องหญิงไม่ต้องพูดอะไรแล้ว.."ผมกุมขมับส่ายหัวถ้าผมปล่อยให้น้องหญิงพูดความจริงต่ อไป
ผมคิดว่าบางทีผมอาจจะมองภาพพจน์ของตัวเองย่ำแย่มากกว ่าเดิมแน่นอนเพราะความจริงบางอย่างมันก็เจ็บปวดกว่าท ี่คิด
"จีคุงพี่อยากกินซาลาเปากระต่ายเซเว่นนะฝากซื้อหน่อยส ิซักสองลูกนะส่วนหญิงอยากได้อะไรก็ไปกับพี่จีเค้าเอา ละกันนะ"
"เราอยากได้พี่จีเป็นเจ้าสาวค่ะ"พี่เอหัวเราะขำก๊าก"ฮะฮะฮะ~ของแบบนั้นนะไม่มีขายที่เซเว่นหรอกนะไม่ลองขอ พี่จีดูละ"
น้องหญิงส่งสายตาปิ๊งๆอ้อนวอนชวนให้ดีดหน้าผากซะจริง ๆ"เรื่องนั้นไว้ก่อนส่วนเรานะถ้าจะตามพี่มาก็ไปหยิบร่ม มาให้พี่ก็แล้วกัน"
น้องหญิงทำท่าวันทยาหัตถ์"รับทราบค่ะ"แล้วก็รีบวิ่งไปซักพักก็หยิบร่มสีแดงมาจากห้องใกล้ๆ
"เอ่อ...ไปเอาร่มคันนี้มาจากไหนกันนะ?"น้องหญิงทำท่าสงสัย"ร่มสีแดงแบบนี้มีแค่คนเดียวที่ใช้ไม่ใช่หรือค่ะ"
"พี่ไม่ได้หมายความว่าร่มนี้มันของใครแต่หมายถึงว่าเอ ามาได้ยังไงต่างหาก"เพราะเจ้าของร่มนี่อันตรายสุดๆในหลายๆความหมาย
"ถึงเราจะเข้าไปเอาตอนที่พี่ไม้หลับอยู่แต่เราคิดว่าพ ี่ไม้ไม่น่าจะโกรธเราแน่ๆค่ะเพราะพี่ไม้พกไว้เยอะมาก"
ผมเองก็เคยเข้าไปใกล้ไม้ตอนที่เธอกำลังหลับอยู่ผลก็ค ือ ปลายแหลมของร่มเฉี่ยวหัวผมไปแค่ห้ามิลจากหน้าผาก
ทูทูเคยบอกผมว่าถึงว่าไม้จะหลับอยู่แต่ประสาทตอบโต้น ั้นก็ยังตอบสนองอยู่ตามปกติ ถ้ารู้สึกว่าถูกรบกวนก็จะจู่โจมในทันที
ไม่เว้นแม้กระทั่งทูเองยังขยาดที่จะเข้าไปปลุกไม้ให้ ตื่น เลยต้องรอไม้ตื่นเองตามปกติเท่านั้นแต่น้องหญิงกลับเ ข้า
ไปเอาร่มจากไม้มาได้ง่ายๆนี่แสดงว่าน้องหญิงเองก็ไม่ ธรรมดาเหมือนกัน "มีอะไรแปลกงั้นรึค่ะ"
ไม่มีหรอกนอกจากน้องหญิงไปเอาร่มนี้มาได้ยังไงโดยที่ ไม่มีรอยขีดข่วนต่างหาก"งั้นก็ไปกันเถอะค่ะ"
น้องหญิงเข้ามาดึงมือผมเดินไปเซเว่นโดยไม่ยอมปล่อยมื อผมเลยซักนิดดูเหมือนพี่ชายน้องสาวยังไงยังงั้น
"เราอยากไปเดินเล่นกับพี่จีค่ะถ้าพี่จีไม่ว่าอะไรพาเร าไปเซเว่นที่อยู่ไกลออกไปอีกหน่อยได้ไหมค่ะ"
ตอนนี้ผมเองก็กำลังว่างอยู่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้ องปฎิเสธน้องหญิงก็เลยตอบส่งๆไป"ได้สิตามใจแล้วกัน"
น้องหญิงส่งยิ้มให้ผมอย่างมีความสุข"ขอบคุณค่ะเราคิดว่าจะดีกว่านี้ถ้าพี่จีใจดีกับเราแค่ คนเดียวนะค่ะ"
"ปกติพี่ก็เป็นแบบนี้ของพี่อยู่แล้วนี่จะให้พี่มาเลือ กปฎิบัติคงจะไม่ได้หรอกมันเป็นนิสัยตั้งแต่เกิดแล้ว"
น้องหญิงส่ายหน้า"ไม่ใช่ตั้งแต่เกิดหรอกค่ะตั้งแต่ชาติที่แล้วต่างหาก"น้องหญิงหัวเราะอมยิ้มเล็กๆ
"นั่นสินะพี่ก็คิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้น"ไอ้เรื่องที่ว่าผมใจอ่อน ชอบสงสารไม่เข้าเรื่องยุ่งไม่เข้าท่า
ทำให้คนที่ถูกช่วยเหลือโดยไม่ได้ร้องขอรู้สึกรำคาญอย ู่บ่อยๆอย่างที่เจ๊ลูเคยว่าไว้ มันเป็นเรื่องที่ผมไม่สามารถเถียงได้เลย
พอผมกับน้องหญิงเดินทางมาถึงเซเว่นอีกสาขาที่อยู่ไกล ออกไปนิดหน่อยผมจำได้ว่าเซเว่นนี้ผมเคยพาน้องหญิง
มาที่นี่ตอนที่เจอกันครั้งแรก"เซเว่นนี้มัน.."น้องหญิงพยักหน้าส่งยิ้มให้"เราดีใจนะค่ะที่พี่จียังอุตส่าห์จำได้"
เซเว่นนี้เป็นสาขาที่ผมพาน้องหญิงที่หิวโซมาแวะพักหา อะไรกินก่อนเข้าไปที่หอพัก
"สวัสดีค่ะ"ผมได้ยินเสียงทักทายที่รู้สึกคุ้นหูมากจากพนักงานเซเ ว่น"พี่เฟริน์มาทำงานพิเศษที่นี่รึค่ะ?"
เฟริน์มองมาทางผมกับน้องหญิงที่ไม่คิดว่าจะมาที่เซเว ่นที่อยู่ไกลออกมาจากหอพักทั้งๆที่มีสาขาที่อยู่ใกล้ กว่า
"ลมอะไรหอบทั้งสองคนมาที่นี่กันค่ะเนี่ย"น้องหญิงมองมาทางเฟริน์ด้วยสายตาที่ดูเหมือนเหนือกว่ า
อย่างผู้ชนะมองผู้แพ้"พวกเราแวะมาสถานที่แห่งความทรงจำกันค่ะมาระลึกความหล ังกัน"
"ความหลังที่น้องหญิงซื้อของกินติดเข้าไปที่หอขนาดกิน สามคนหมดนะหรือ?"ผมตัดมุข
"โธ่..พี่จีนี่ละก็หัดดูสถานการณ์ก่อนพูดบ้างสิค่ะ"น้องหญิงงอนหันหลังให้ผม
"คุณแฟนตัวน้อยๆงอนซะแล้วคิกคิก"เฟริน์แอบขำเล็กกับท่าทางของน้องหญิง
"ขอซาลาเปากระต่ายคู่สองตัวนะแบบเป็นๆร้อนๆเลย"ผมชี้นิ้วไปทางตู้ซาลาเปาติ๋มซำ
"สั่งซาลาเปาไม่รับขนมจีบแสดงว่าจะจีบคนขายแทนใช่ไหมล ะค่ะ"เฟริน์ส่งยิ้มกรุ้มกริ่มมาให้ผม
แต่ผมก็เริ่มเบื่อมุขเก่าๆของเธอแล้วก็เลยตีสีหน้าเร ียบเฉยแบบหมอเมิน ทำเป็นไม่สนใจ
"อุอุ~คุณคนขายขนมจีบโดนเมินซะแล้วละค่ะ"น้องหญิงหัวเราะเชิงเยาะเย้ยเฟริน์
"ว่าแต่คุณพนักงานเซเว่นเพลาๆงานพิเศษบ้างนะเดี๋ยวจะเ ป็นลมล้มป่วยซะก่อน"
"เฟริน์ก็ไม่ได้ทำงานหนักมากแบบพี่จีหรอกค่ะแค่นี้สบา ยมาก"เฟริน์ทำท่าเบ่งกล้ามชูสองนิ้ว
"แน่ใจหรือค่ะว่าไหวทั้งพนักงานเซเว่น,คนขายเค้ก,รับอ อกแบบโฆษณา,และอื่นๆอีก"
เฟริน์ตีสีหน้าตกใจช็อคแบบคลาสสิคเหมือนนางเอกในนิยา ยโดนกลั่นแกล้งด้วยการใส่ตะปูลงในรองเท้า
"นะ..น้องหญิงรู้ได้ยังไง.."น้องหญิงส่งยิ้มให้ด้วยแววตาที่ดูยังไงก็ไม่ได้ยิ้มต ามเลย
"งานอดิเรกของเรานะค่ะรู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อย ครั้งอยากชนะศัตรูก็ต้องศึกษาศัตรูให้ละเอียดค่ะ"
คราวนี้เฟริน์กลับแสดงท่าทางเหมือนกับว่าพลาดซะแล้วเ หมือนนักฟุตบอลที่เตะพลาดทำบอลเข้าประตูตัวเอง
ว่าแต่ทำไมผมต้องมานั่งพากย์สงครามไร้สาระของพนักงาน บ๊องๆกับลูกค้าตัวจิ๋วจอมป่วนด้วยละเนี่ย
"อ้อใช่ๆเฟริน์เมื่อเช้าเจ๊ลูแกบ่นๆอยู่นะว่าค่าเช่าห อเดือนที่แล้วยังไม่จ่ายเลย"พอผมพูดจบ
เฟริน์สีหน้าเปลื่ยนไปจริงจังอย่างเห็นได้ชัดจากที่เ มื่อกี้ยังตบมุขกับน้องหญิงอยู่เลย
"นี่เป็นสัญญาณบอกเหตุถึงวิกฤติขั้นที่หนึ่งแล้วนะค่ะ แล้วเจ๊ลูว่ายังไงบ้างละค่ะ"
"บ่นอุบอิบเป็นหมีกินผึ้ง"ผมพูดไปแค่นั้นจริงๆแต่เฟริน์ถึงกับหน้าถอดสี
"เอ่อ..พี่จีช่วยพูดกับเจ๊ลูให้ทีได้ไหมค่ะนะ..บอกว่า วันที่สิบห้าจะจ่ายให้นะ..นะค่ะ"
เฟรินตอนนี้สีหน้าเปลื่ยนไปแล้วจากชอบพูดเล่นไปเรื่อ ยเปื่อนตอนนี้กลับมาขอร้องผมอย่างจริงจัง
ปกติเรื่องค่าเช่าหอพักผมจะให้เจ๊ลูจัดการทั้งหมด แต่คราวนี้เห็นทีว่าผมไม่ช่วยคงจะไม่ได้
ทุกครั้งเฟริน์ก็จะจ่ายครบตรงเวลาไม่สิ จ่ายก่อนห้าวันซะด้วยซ้ำแต่คราวนี้คงมีเหตุจำเป็นต้อ งใช้จริงๆละมั้ง
"งั้นเดี๋ยวพี่ออกให้ก่อนก็แล้วกันบอกว่าเฟริน์จ่ายพี ่มาแล้ววันที่สิบห้าเฟริน์ค่อยเอามาคืนพี่ก็แล้วกันน ะ"
"ขอบคุณค่ะพี่จี~รอดตายแล้วเดือนนี้~"ตอนนี้เฟริน์กลับมาร่าเริงคึกคักตามปกติแล้วหลังได้ย ินว่า
ผมจะออกค่าเช่าหอให้ก่อน "พี่จีค่ะตามใจมากไปเดี๋ยวก็ได้ใจหรอกค่ะ"น้องหญิงหน้านิ่วคิ้วขมวด
"ถ้ายังไงเสาร์นี้พี่จีว่างไหมค่ะ"น้องหญิงดึงชายเสื้อผมไว้ "ก็ว่างอยู่หรอกทำไมหรือ?"
พอผมพลั้งปากพูดไปแบบนั้นน้องหญิงก็เลียนแบบท่าทางขอ งผมด้วยการกุมขมับส่ายหน้า
"พี่จีค่ะไม่ควรบอกไปแบบนั้นนะค่ะในเมื่อวันเสาร์นี้ก ็มีธุระกันอยู่แล้ว" "ธุระอะไรอย่างนั้นหรือ?"
"พี่จีไม่ได้ดูกระดานฝากข่าวด้านล่างของหอพักเลยสินะค ่ะ"น้องหญิงเลียนแบบท่าทางผมอีกรอบ
"อ๋อใช่ๆวันนั้นเป็นงานการกุศลที่คุณเจ้าของหอพักเป็น คนจัด"เฟริน์ทุบมือทำท่านึกออก
"เหมือนคราวที่เล่นบีบีกันนั่นแหละค่ะแข่งกันจับคู่ออ กร้านใครได้ยอดเงินบริจาคจากขายของมากที่สุด.."
เฟริน์มองมาทางผมด้วยแววตาราวกับหมาป่าล่าเนื้อจ้องล ูกแกะ "พี่..เป็นรางวัลอีกแล้วใช่ไหม?"
"ถูกต้องนะค่ะ"เฟริน์ทำท่าเลียนแบบพิธีกรรายการทีวี "เจ๊ลูเอาอีกแล้วสินะ..."
"คราวนี้พี่จีไม่ต้องลงแข่งหรอกค่ะเพราะถูกกันให้เป็น ของรางวัลไปแล้ว"
สรุปว่าผมโดนมัดมือปิดตาเป็นกระสอบทรายให้ชกไปเรียบร ้อยโดยที่ไม่ทันได้รู้ตัวผมก็โดนลากไปมีเอี่ยวอีกแล้ ว
"คราวนี้จะขออะไรพี่จีก็ได้คนละอย่างสินะ"เฟริน์ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "คงจะขอให้พี่ยกหนี้ให้ละสิ"
เฟริน์ส่ายหน้า"ถ้าเฟริน์ขออะไรที่มากกว่านั้นละค่ะ"น้องหญิงเดินมาขวางระหว่างผมกับเฟริน์
"ไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหนกันค่ะทั้งที่ยังไม่ ทันสู้กันก็คิดว่าตัวเองจะชนะแล้วรึค่ะ?"
เฟริน์ดูเหมือนจะไม่ได้ยินที่น้องหญิงพูดซะแล้ว ทำตาหวานคงจะนึกถึงว่าถ้าได้รางวัลแล้ว
จะเอาผมไปต้มยำทำแกงอะไรซักอย่างในจินตนาการจนกู่ไม่ กลับซะแล้ว
"คิดเงินด้วยค่ะคุณพนักงานจินตนาการสูง"น้องหญิงตะโกนเสียงดังเพื่อเรียกสติของเฟริน์ให้หลุด จากภวังค์
"ค่ะๆซาลาเปากระต่ายสองก้อนสโมคกี้ชีสไบร์ทหนึ่งที่สเ ลอบี้กลางหนึ่งแก้วรับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหมค่ะ"
ผมกับน้องหญิงมองหน้ากันแล้วหัวเราะเล็กๆกับท่าทางที ่เหมือนหุ่นยนต์ของเฟริน์ที่ตอบกลับแบบอัตโนมัติ
พอเฟริน์รู้สึกตัวก็คงจะอายแต่ก็ไปไหนไม่ได้เพราะตอน นี้อยู่หน้าร้านคนเดียว "โธ่แกล้งกันนี่ค่ะ"
"ไปก็ได้ค่ะพวกเราหมดธุระแล้วนี่ค่ะ"น้องหญิงแอบยิ้มด้วยความสะใจที่ได้เอาคืน
"ทำไมสองคนนี้มาช้าจังเลยอื~มไปซื้อถึงที่เซเว่นสาขาไ หนกันนะอืม~"พี่เอบ่นทั้งๆที่ในปากยังเคี้ยวขนมปังอยู่
"สาขาแห่งความทรงจำค่ะแม่เอ"น้องหญิงตอบโดยเอาสโมคกี้ชีสไบรท์มาราสซอสกิน
"สาขานั่นมันอยู่ส่วนไหนของประเทศไทยละเนี่ย"พี่เอถามส่งๆไปโดยที่หยิบถุงเอาซาลาเปากระต่ายออกมา
ดูแล้วท่าทางทั้งสองคนจะหิวมากแล้ว ผมเลยเดินเข้าครัวว่าจะทำอะไรให้สองคนนี้กินรองท้องซ ะหน่อย
แต่ผมก็มาเจอเจ๊ลูนั่งชันเข่าอยู่หน้าตู้เย็นแอบกินพ ุดดิ้งด้วยสีหน้าเปื่ยมสุขจนผมไม่อยากจะเข้าไปขัดจัง หวะ
พอเจ๊ลูค่อยๆตักไปกินไปชิมไปอย่างมีความสุขผมก็นั่งจ ้องมองเจ๊ลูที่สีหน้าเปื่ยมสุข
ด้วยหน้าตาเฉยชาไร้อารมณ์พอเจ๊ลูกินเสร็จก็ถึงเวลารุ กฆาตของผมแล้วเพราะเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้นที่ผ ม
ยอมให้ไม่ได้"อร่อยไหม?"ผมถามเจ๊ลู พอผมถามแบบนั้นเจ๊ลูก็รู้สึกตัวว่าผมกำลังจ้องอยู่ก็ ค้อนใส่ผม
ที่มาแอบมองตอนเธอกำลังกิน แล้วหันกลับมามองด้วยแววตาที่ผมตีความได้ว่าก็อะไรเล ่ามีปัญหารึไง
"อีกเดี๋ยวผมก็จะทำอาหารเย็นแล้วมาแอบกินขนมก่อนอาหาร เย็นเนี่ยไม่กลัวอ้วนรึไง"เจ๊ลูมองตาผมด้วยแววตาใสปิ๊ง
ราวกับเด็กที่ผมตีความได้ว่าแค่ชิ้นเดียวเองไม่เป็นไ รหรอก"ไม่มีแต่คราวนี้ถ้าผมทำเป็นมองไม่เห็นก็จะมีคราวต่อๆ ไป.."
"ไม่เห็นเป็นไรเลยแค่ชิ้นเดียวเองน่า!" "ถ้าชิ้นเดียวนั่นทำให้ไม่สามารถกินข้าวเย็นได้จนหมดล ะก็เจ๊ลูก็จะโทษพุดดิ้งที่กินไปไหม?"
เจ๊ลูส่ายหน้า"ยังไงพุดดิ้งมันก็ไม่มีความผิดเพราะงั้นอย่าทำโทษด้ว ยการงดซื้อมันมาเลยนะพุดดิ้งมันไม่ผิดถ้าจะผิดละก็.."
ผมพยักหน้าราวกับผู้มีชัยชนะ แต่แล้วเจ๊ลูก็เปลื่ยนท่าทีไปพอรู้ตัวว่าเผลอโอนอ่อน คล้อยตาม"ผิดที่คนทำอาหารนั่นแหละมาสาย!"
คราวนี้กลับกลายเป็นว่าผมผิดอีกซะงั้นผมละยอมเจ๊ลูแก เลยจริงๆทั้งๆที่มันเป็นความผิดของเจ๊ลูแท้ๆ
"คราวหน้าอย่าให้เห็นอีกก็แล้วกัน"ผมส่ายหัวกุมขมับ"ก็ถ้าไม่เห็นก็กินได้ใช่ไหมละ"
คราวนี้ผมละจนปัญญาจริงๆที่จะทำให้เจ๊ลูพูดคำว่าขอโท ษหรือยอมรับว่าตัวเองผิดเนี่ย
"จีคุงข้าวเสร็จรึยังหิวแล้วน~า~อืม" ผมจึงผูกผ้ากันเปื้อนมัดผมแล้วใส่ผ้าคลุมหัว"อีกสิบห้านาทีเสร็จช่วยรออีกสักแป๊ปนะพี่เอ"
หลังจากที่ทั้งสามสาวจัดการอาหารที่อยู่ตรงหน้าจนหมด เกลี้ยง น้องหญิงก็เก็บจานไปที่อ่างล้างตามปกติ
พี่เอกับเจ๊ลูก็จะลุกขึ้นพร้อมกันไปนั่งดูทีวีโดยไม่ ได้นัดหมายด้วยความเร็วสูงช่างสามัคคีกันในเรื่องควา มขี้เกียจทำงานบ้านจริงๆ
"คนทำงานมาเหนื่อยๆกลับมาบ้านก็ให้พักกันบ้างสิ"เจ๊ลูทิ้งตัวลงนอนกอดตุ๊กตาบนโซฟาทำท่าเหมือนคนอิดโร ย
ทั้งๆที่เมื่อกี้ยังกินข้าวด้วยความเร็วสูงแข่งกับพี ่เออยู่เลย"นั่นสินะพวกเราทำงานมาทั้งวันแล้วน้~า"อย่างพี่เอทำงานอะไรเป็นชิ้น
เป็นอันให้เห็นบ้างละเนี่ย?"เราคิดว่านั่นเป็นข้ออ้างของพ่อบ้านที่กลับมาจากที่ท ำงานแล้วบอกปัดให้ภรรยาทำงานบ้านแทนมากกว่าค่ะ"
โดนเด็กต่อว่าแบบนี้เล่นเอาผู้ใหญ่สองคนสะอึกไปตามๆก ัน"อะไรเล่า!คนเค้าอยู่บ้านก็อยากที่จะผ่อนคลายกันบ้างส ิ"
"คราวหลังก็ช่วยเก็บจานไปล้างบ้างหรือช่วยเก็บโต๊ะบ้า งสิ"ผมก็ไม่ต้องการความช่วยเหลืออะไรมากหรอกแต่รู้สึกว่า
ถ้าไม่ให้ทั้งสองคนนี้เอาการเอางานบ้างโรคขี้เกียจขอ งคนไม่เอาไหนจะกำเริบเอาแต่ก็ช่างมันเถอะ
เพราะเห็นว่าพอมีงานเทศกาลที่ไหนก็ไปไหนไปกันอยู่แล้ วเพราะงั้นโรคขี้เกียจคงไม่มาหาสองคนนี้แหงๆ
พอถึงวันงานกาชาดเพื่อการกุศลผมก็เดินดูไปรอบๆงานอย่ างเบื่อหน่ายเพราะไม่มีอะไรจะทำได้แต่บ่นกับตัวเอง
ที่โดนจับไปเป็นรางวัลการแข่งออกร้านเมื่อไหร่ก็ไม่ร ู้ถ้าให้ผมเดาตัวการของเรื่องนี้จะต้องเป็นคุณน้าแม่ เจ๊ลูแน่นอน
เพราะคนที่จัดงานนี้ขึ้นมาก็คุณน้าแล้วก็คุณน้าอีกนั ่นแหละ "เร่~เข้ามาเร่~เข้ามาสายไหมฟูฟูฟ่องๆพองลมหวานเจี๊ยบ จ้า~"
เสียงพี่เอที่สดใสก้องกังวานดังไกลแบบไม่ต้องใช้เครื ่องขยายเสียงช่วย ทางน้องหญิงเองก็เอาไม้ไปปั่นกับน้ำตาลหลากสี
ในเครื่องหมุนจนได้สายไหมแล้วก็ผูกถุงแขวนไว้ด้วยท่า ทางทะมัดทะแมงพร้อมๆกับส่งยิ้มหวานให้คนที่ผ่านไปผ่า นมา
เล่นเอาลุงๆป้าๆเคลิ้มพลอยซื้อให้ลูกหลานตามๆกันด้วย รอยยิ้มของน้องหญิงแต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกว่ามีกลุ ่มชายวัยกลางคน
มารุมซื้อสายไหมกันได้นะ"ซื้อสายไหมแล้วส่วนที่เราจะแถมให้คือรอยยิ้มค่ะ"น้องหญิงพูดพลางยิ้มให้ลูกค้าที่เพิ่งจะซื้อไปเมื่อก ี้
"เป็นไงละแค่รอยยิ้มของน้องหญิงก็ขายได้แล้ว~ฮะฮะฮะ~ฮ ะฮ่า"พี่เอหัวเราะเสียงดังดึงดูดสายตาจนกลายเป็นจุดสนใจ
"จีคุง~เป็นไงบ้างวันนี้พวกเราชนะเห็นๆเลยเน๊อะ~"พี่เอเรียกด้วยเสียงดังเล่นเอาคนรอบๆหันมองตาม
ผมคิดว่าจะแค่แวะเข้าไปแป๊ปเดียวเท่านั้นเองพอน้องหญ ิงเห็นผมเข้าก็ดีใจจนออกนอกหน้าส่งยิ้มให้ผม
เล่นเอาคุณลุงรอบๆโจมตีผมทางสายตาที่รู้สึกได้ถึงควา มเป็นศัตรู "แถวๆนี้โลลิค่อนเยอะเนอะ~จีคุงว่าไหม?"
พี่เอมองจิกผมทางสายตา"ไม่ใช่ผมก็แล้วกัน"ผมตอบไปแบบนั้นเล่นเอาพี่เอหัวเราะร่วน
"ขอโทษค่ะพี่จีมันเป็นธุรกิจค่ะหวังว่าพี่จีจะให้อภัย เรานะค่ะ"น้องหญิงจ้องผมด้วยแววตาราวกับลูกสุนัขโดนทิ้ง
"พูดได้ดีมากน้องหญิง!เพื่อธุรกิจบางครั้งก็ต้องสละเร ื่องส่วนตัวทิ้งไปบ้าง!"พี่เอพูดพลางพยักหน้าเข้าใจ
"พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกว่าแต่พี่เอดูแลน้องหญิงดีๆก็ แล้วกันผมว่ารอบๆข้างมันดูอันตรายยังไงพิกล"
ผมมองไปรอบๆเห็นแต่พวกลุงๆทั้งนั้นไม่เห็นเด็กๆมาซื้ อสายไหมซักคนดูเหมือนว่าเพราะเริ่มดึกแล้วเด็กๆ
คงจะเริ่มทยอยกลับกันหมดแล้ว "ไม่ต้องห่วงถึงน้องหญิงจะหายไปไหนพี่คิดว่ากลับหอเอง ได้ถูกแน่นอน!"
พี่เอยืดอกภูมิใจในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับความสามารถต ัวเองเลยซักนิด"ไม่ต้องห่วงค่ะพี่จีถ้าเกิดอะไรขึ้นเราจะดูแลแม่เอเอ งค่ะ"
พี่เอซึ้งในคำพูดน้องหญิงจนต้องคว้าตัวมากองพลางลูบห ัวพลางคนรอบๆร้านตบมือให้กำลังใจกันยกใหญ่
เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ยคนแถวๆนี้กลายเป็นสาวกน้องหญิง กันไปหมดแล้วรึไง?ผมคิดแค่นั้นแล้วก็เดินจากไปดูร้าน อื่นต่อ
ด้วยความมึน ถัดจากร้านของพี่เอและน้องหญิงก็เป็นร้านของทูกับไม้ ที่เปิดร้านยิงปืนให้ยิงปืนไม้อัดลม
ให้โดนของรางวัลให้ตก "สนใจเล่นซักปืนไหมพี่จี~"ทูทูเอาศอกกระทุ้งไหล่ให้ดูของรางวัล
ผมมองไปถึงกับตะลึงมีทั้งกันพลารุ่นจำกัดจำนวน ฟิคเกอร์พระเจ้า กล่องการ์ดเกมส์ในตำนาน
เล่นของรางวัลแต่ละอย่างนี่หายากๆทั้งนั้น นั่นรวมถึงปืนอัดลมของแท้เกรดดีจากเยอรมัน
ที่คนที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตาดีพยายามยิงให้ตกอยู่ "อ๊าๆหงุดหงินจังหงุดหงิดไอ้กล่องนี้ยิงมาสองร้อยแล้ว นะยังไม่ได้เลย!"
ผมทอดถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายเตรียมชิ่งไป ดูเหมือนว่าผมจะไหวตัวช้าไปหน่อยพี่อ้นพุ่งมาตะครุบต ัวผมไว้
เหมือนแมวตะครุบเหยื่อ"น้องจีช่วยพี่หน่อยสินะๆพี่อยากได้ไอ้นั่นจริงๆอ่~า"พี่อ้นทำหน้าเหมือนเด็กๆอยากได้ขนมหวาน
"ของที่มีคุณค่าคือของที่คว้ามาได้ด้วยความสามารถของต ัวเองไม่ใช่รึครับอีกอย่างพี่มีเป็นร้อยจนจะไม่มีที่ เก็บแล้วยังโลภอีก"
"ก็นี่มันของหายากมากเลยนะไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยพันสอง พี่ยังยอมจ่ายเลย"พี่อ้นทำท่าเหมือนจะร้องให้
"ใครว่าปืนนี้ราคาแค่หลักพันกันค่ะของในร้านนี้ราคาเห ยียบเฉียดๆหมื่นหมดค่ะ"ทูทูทำท่าทุบหน้าอกภูมิใจในคุณภาพของรางวัล
"ทำแบบนี้ร้านไม่ขาดทุนรึไง?"ทูทูทำท่าชี้นิ้วป้องปาก"จุ๊ๆอ่อนจริงๆนะค่ะพี่จีงานนี้เป็นงานการกุศลเพราะฉะ นั้น.."
ไม้เอ่ยปากตอบแทน"คุณหนูก็แค่เอาขนของเล่นที่ได้จากญาติมาเป็นของรางวั ลเท่านั้นเองค่ะ"
แต่ถ้าผมคิดราคาของพวกนี้ถ้าเอาไปขายยังจะกำไรเยอะกว ่าทำร้านยิงปืนอีกนะ "อ๊าาน้องจีพี่หมดความอดทนแล้วพี่จะปล้นละ!"
ผมวิ่งไปห้ามพี่อ้นไม่ให้ทำอะไรบ้าๆเพราะประสาทเสีย"เอาเป็นว่าถ้าพวกเราร่วมมือกันไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ ได้หรอก"
"ถ้างั้นทำยังไงละ?"ผมชี้ไปที่มุมกล่องที่เอียงไปนิดๆพร้อมกระซิบบอกแผนก ารณ์ให้พี่อ้นฟัง
"ถ้ากล่องมันเสียศูนย์แบบนั้นก็แค่ใช้คนสองคนช่วยกันร ะดมยิงกล่องเดียวกันในจังหวะที่มันเสียศูนย์ก็หมดเรื ่อง"
"งั้นจังหวะที่กล่องมันเอียงนั่นก็!"ผมพยักหน้า"โอกาสมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้นพริบตาเดียวที่ทูทูไม่ร ะวังและไม้ออกไปซื้อของกิน"
พี่อ้นใช้ปืนสองกระบอกยิงสลับกันเป็นชุด"ไม่ได้ผลหรอกๆแค่นั้นไม่แรงพอที่จะทำให้กล่องหล่นลงม าได้หรอก"ทูทูพยักหน้า
ผมยิงไปที่มุมกล่องจนกล่องเริ่มสั่นเอน"จังหวะนี้แหละพี่อ้น!!"พี่อ้นใช้ปืนสองกระบอกที่เหลือยิงทีละนัดไปที่มุมๆเด ียวกัน
"อ๊า!ไม่นะ!"กล่องที่สั่นเอนอยู่แล้วร่วงหล่นลงมาจากชั้นวาง"ได้แล้ว!สำเร็จแล้ว!"พี่อ้นกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
พลางทำให้คนที่ยืนดูรอบๆปรบมือให้กำลังใจกันเหมือนฉา กนี้เอามาใช้ใหม่ยังไงยังงั้น ผมคิดว่าผมเบื่อฉากแบบนี้ผม
เลยปลีกตัวออกไปดูร้านอื่นดีกว่า"เดี๋ยวสิน้องจีไหนๆก็ได้มาแล้วพี่ก็ว่างแล้วด้วยไปเย ื่ยมร้านพี่บ้างสิ"ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกัน
ว่าพี่อ้นออกร้านแบบไหนกับใครพอผมไปถึงผมก็แทบอยากจะ จรลีหนีไปไกลๆเลยจริงๆร้านของเจ๊ลูกับพี่อ้น...
"โอ้~ไงอลังการงานสร้างดีไหมละ?"เจ๊ลูพูดพลางภูมิใจในต้นไม้ประดับของรางวัลที่เต็มไป ด้วยตุ๊กตาข้าวของเครื่องใช้
แต่ที่ผมเซ็งสุดๆก็คือไอ้ป้ายโฆษณากำกวมนั่นมากกว่า"เชิญค่ะเชิญค่ะล้วงใข่ลุ้นล้วนเสี่ยงโชครางวัลใหญ่ยั งมีเพียบ"
ผมมองไปที่ป้ายรางวัลมีทั้งตุ๊กตาสัตว์ตัวใหญ่เท่าคน ไล่ลงมาจนกระทั่งรางวัลเล็กสุดน้ำส้มสองขวด"มีรางวัลทุกใบนะค่ะ"
"เข้ามาเลยๆถึงจะโชคไม่ดียังไงอย่างน้อยก็ได้เครื่องด ื่มชดเชยการสูญเสียน้ำจากการออกกำลังกายยามค่ำคืนนะค ่ะเร่เข้ามา"
ผมคิดว่าไอ้การโฆษณาของเจ๊ลูมันจะทำให้คนน้อยลงแต่ผิ ดคาดกลับทำให้คนมามุงดูสนใจมากกว่าเดิม
"ตอนนี้เราขอเพิ่มรางวัลพิเศษค่ะ!"เจ๊ลูโชว์เครื่องหมายXในกระดาษใบเล็กๆแล้วม้วนมันใส่ ลงไปในใข่แล้วเอามือใส่ลงไปในกล่อง
"รางวัลพิเศษที่ไม่มีบนกระดานบอร์ด!ถ้าใครหยิบเครื่อง หมายที่ใส่ไปได้ฉันจะยอมทำทุกๆอย่างตามคำขอหนึ่งอย่า งค่ะ"
จบประโยคของเจ๊ลูเหมือนพายุเข้าคนจำนวนมากเข้าคิวต่อ แถวยาวเหยียดเข้าไปจ่ายคูปองมาจับสลากในกล่อง
พี่อ้นยิ้มแก้มปริ"เป็นไงละถ้ามากับลูยังไงก็ไม่มีทางแพ้งานนี้แน่ๆ"ผมส่ายหน้า"แบบนี้มันจะไม่เป็นไรแน่เหรอ?"
เจ๊ลูยักคิ้ว"ไม่เป็นไรหรอกก็เพราะฉลากที่ว่ามันอยู่นี่"เจ๊ลูแบมืออกในมือมีใข่พลาสติกอันเดียวกับที่ทำท่าใส ่ลงไปเมื่อกี้
"ละ..หลอกลวงกันชัดๆ"เจ๊ลูยิ้มที่มุมปากเหมือนคนร้ายโรคจิต"ก็ถ้าไม่มีใครรู้ไม่มีใครจับได้มันก็ไม่เป็นปัญหาหรอ ก"
"ไม่เอาด้วยเล่ห์ก็เล่นด้วนกลไม่เล่นมนต์ก็เล่นคาถาสิ นะจ๊ะ"คราวนี้บอสใหญ่แม่งานถึงกับออกโรงเองด้านหลังมีน้องห ญิงพ่วงตามมาด้วย
"คุณน้าค่ะลูลู่เล่นโกงแบบนี้ผิดกติกาใช่ไหมค่ะ?"น้องหญิงถามด้วยแววตาใสซื่อ"ไม่หรอกจ๊ะเขาเรียกว่ากลวิธีทางการขายน้าให้ผ่านนะ"
น้องหญิงทำหน้ามุ่ยที่กล่อมแม่เจ๊ไม่สำเร็จ"งั้นเราขอเล่นด้วยค่ะ"น้องหญิงคงจะไม่รู้สินะว่าสลากรางวัลพิเศษที่เจ๊ลูปร ะกาศเมื่อกี้นะ
เจ๊แกเอาออกมาแล้ว "แต่แม่คิดว่าคำบนแผ่นป้ายน่าจะเปลื่ยนใหม่นะจ๊ะโฆษณา ด้วยข้อความแบบนั้นมันน่าอายออกไม่ผ่านจ๊ะ"
เจ๊ลูสั่งให้พี่อ้นปลดป้ายลงมาสกรีนคำใหม่ว่า MyBalls คุณน้าชูนิ้วโป้งบอกผ่าน เจ๊ลูถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทางด้านน้องหญิงที่ต่อคิวจับสลากมานานพอสมควรขนาดที่ ผมเดินไปซื้อผัดไทยร้านโซดากับอาสัญกลับมานั่งกินที่ ร้านของเจ๊ลู
พอผมกลับมาก็ถึงคิวน้องหญิงจับสลากพอดี "เอาละนะค่ะ"น้องหญิงจับสลากแล้วชูขึ้นเหนือหัวไม่รู้ผมคิดไปเองร ึเปล่าผมคิดว่า
ผมเห็นน้องหญิงแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายที่มุมปากแวปหนึ ่ง สลากในใข่ใบนั้นมีเครื่องหมายx"ไม่จริงนะเป็นไปไม่ได้"
เจ๊ลูแกะใข่ใบที่ตัวเองเก็บไว้กับตัวพอคลี่สลากออกมา ดูสลากใบนั้นก็เขียนเครื่องหมายxเหมือนกัน"สงสัยจะผิดพลาดทางเทคนิค"
พี่อ้นเหงื่อตก "ก็มันอยู่ตรงนี้แล้วนั่นมัน?"น้องหญิงยื่นสลากในมือให้เจ๊ลู"อันนี้ก็ของจริงนะค่ะดูสิค่ะ"เจ๊ลูคอตกที่โดนน้องหญิง
ดัดหลังเข้าให้แล้ว"ก็ดีกว่าคนอื่นๆได้รางวัลพิเศษนั่นไปก็แล้วกันนะจ๊ะย อมๆน้องหญิงเค้าไปเถอะนะ"แม่เจ๊ลูส่งยิ้มให้
ผมคิดว่าเจ๊ลูแกทำตัวแกเองแท้ๆกรรมใดใครก่อกรรมนั้นก ็คืนสนองอย่างนั้นสินะ"เราขอสั่งให้เป็นม้าให้เราจนกว่างานจะเลิกค่ะ"
เจ๊ลูได้แต่ดัดฟันกรอดๆแต่ก็ต้องยอมให้น้องหญิงขี่หล ังพาเดินตามผมไปเที่ยวงานรอบๆฝากร้านให้พี่อันดูแลแท น
"แหมๆเดินคู่กันเหมือนครอบครัวเลยนะ"พี่เอที่ปิดร้านแล้วเดินสวนกันมาพูดหยอกแซวเล่นอย่าง สนุกสนาน
"ไม่ใช่นะค่ะแม่เอคู่รักกับสัตว์เลี้ยงต่างหาก"ไม่รู้ทำไมผมถึงเสียวสันหลังวาบขึ้นมาได้นะ"น้องหญิงเป็นมนุษย์ใช่ไหมแล้วตาพี่ก็ปกติดีสินะ"
น้องหญิงทำหน้าสงสัยแต่ก็ยังส่งยิ้มให้ผมจากบนหลังเจ ๊ลูที่ทำหน้าน่ากลัวกำลังวางแผนเอาคืนอยู่แน่ๆ"เราก็คือเราสิค่ะ"
ผมคิดว่าเรื่องที่ผมถามไปเมื่อกี้หรือเรื่องที่ผมคิด อยู่ผมแค่คิดฟุ่งซ่านไปเองนั่นแหละมั้งผมน่าจะไปดูร้ านรอบๆให้ครบเที่ยวให้สนุก
ดีกว่ามานั่งคิดฟุ่งซ่านไร้สาระแบบเมื่อกี้ ผมเดินไปรอบๆงานมีทั้งการออกร้านเครื่องเล่นชิงช้าสว รรค์ดูๆไปก็เหมือนงานเทศกาลย่อมๆ
ได้เลยนี่ผมหลุดมาอยู่ในเกมส์จีบสาวค่ายใบไม้รึไงกัน เนี่ย?ถ้าเป็นแบบนั้นผมคิดว่าอีกไม่นานก็คงจะมีเหตุก ารณ์อะไรสักอย่างขึ้นมาแน่ๆ
ผมสาบานได้เลยว่าผมก็แค่คิดเล่นๆเท่านั้นเองนะ ผมได้ยินเสียงของผู้คนที่กำลังมุงดูอะไรสักอย่างอยู่ ผมแหวกฝูงชนเข้าไปดูผมก็เห็น
พวกอันธพาลสามคนคนกำลังมองดูคอติสถักของเฟริน์กับน้ำ ด้วยสายตาเยาะเย้ย "นี่มันอะไรนะน้องสาวไหมพรมถักพวงกุญแจของเล่นเด็ก?"
หนึ่งในสามคนนั่นโยนคอติสในมือเขวี้ยงทิ้งไปอย่างไม่ ใยดีเหมือนขยะไร้ค่า เจ๊ลูดึงมือผมไว้ส่ายหน้าเหมือนจะบอกว่าอย่าเข้าไปยุ ่งเลย
"ทำอะไรนะของซื้อของขายนะ"เฟริน์ตะโกนเสียงดังหวังว่าจะมีคนมาช่วยแต่ก็ไร้ผล เพราะพวกอันธพาลที่มาหาเรื่องเธอนั้น
เป็นพวกมีอิทธิพลมากที่ไม่มีใครกล้ามีเรื่องด้วย"ไม่ต้องไปสนใจของจิ๊บๆจ๊อยๆเหมือนของเล่นเด็กนี่หรอก เดี๋ยวพวกพี่เหมาให้เอง"
"ใช่ๆไปเที่ยวรอบๆงานกับพวกเราดีกว่านะจ๊ะน้องสาว"น้ำทำท่าเหมือนจะร้องให้ เป็นอีกครั้งที่ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มจนดูเหมือนฝนฟ้า
จะตกลงมาทำเอาชาวบ้านร้านค้ารีบเก็บของรีบเอาผ้ายางม าคลุมกันฝนกันใหญ่ "ของๆเรา.."น้ำยืนตัวแข็งทื่อ
ตอนนี้ผมคิดว่าผมมีทางเลือกอยู่สองทางที่จะ...
---------------------------------------------------------
1 เข้าไปช่วย
---------------------------------------------------------
ผมติดสินใจแบบนั้นไม่ใช่เพราะว่าผมเป็นพระเอกหรืออยา กจะทำตัวเป็นพระเอกหรอก แต่ว่าน้องในหอพักที่น่าสงสารกำลังถูกรังแก
ผมเดินตรงเข้าไปหาหนึ่งในสามคนนั้น"หยุดได้แล้วไม่เห็นรึไงว่าน้องเค้าไม่อยากไปด้วยนะอย ่าฝืนใจน้องเค้าเลย"
"แกเป็นใครสะเออะแส่หาเรื่องไม่รู้รึไงว่าพวกเราเป็นใ คร"พอจบประโยคหนึ่งคนที่พูดก็ควงกำปั้นพุ่งเข้าใส่ผม
แต่ด้วยความเคยชินหรือเรียกว่าเคยตัวก็ว่าได้ผมก็หลบ ฉากออกไปด้านข้างอีกคนก็พยายามจะฟาดผมด้วยท่อนเหล็กจ ากทางด้านหลัง
แต่เจ๊ลูก็เข้ามาช่วยผมไว้ด้วยการเตะท่อนเหล็กนั่นจน ปลิว"ต้องให้ช่วยดูแลอยู่เรื่อยเลยนะ.."ยังไม่ทันที่ผมจะได้ยินเจ๊ลูพูดจบประโยค
ผมรู้สึกหัวมึนๆเบลอๆผมคิดว่าผมได้ยินเสียงดังเหมือน เสียงปืน ผมไม่ได้คิดไปเองท่ามกลางฝนที่ตกลงมาประปราย
ผมรู้สึกเจ๊บแปล๊บที่สีข้างเลือดไหลซึมเปรอะออกมาตาม ชายเสื้อ สติของผมก็เลือนหายไป...
ไม่รู้ว่าผมนอนหลับไปนานเท่าไหร่ คิดว่าน่าจะนานพอจนจบหลังช่วงงานเทศกาล ในระหว่างที่ผมอยู่ที่โรงพยาบาล
ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน เด็กๆในหอพักพากันแวะเวียนผลัดเปลื่ยนมาเยื่ยมผมเป็น ครั้งคราว
เจ๊ลูเล่าให้ฟังว่าหนึ่งในพวกนั้นเป็นคนยิงผมส่วนที่ พวกนั้นยอมถอยไปเพราะว่าน้องหญิงไปตามตำรวจมาได้ทันพ อดี
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าน้องหญิงมาไม่ทันผมก็คงจะโ ดนยิงตายไปแล้ว นี่เป็นบทเรียนชั้นดีสำหรับผมที่คิดอยากจะเป็นพระเอก
แบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ทุกๆวันผมจะได้ยินเสียงขอโทษของใครสักคนที่ผมไม่ได้ค ิดไปเอง น้ำคิดว่ามันเป็นความผิดของเธอ
เธอมาเยื่ยมผมทุกๆวันไม่ได้ขาด ผมรู้ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นเธอแต่ผมก็ได้ยินเสียงเธอ จากอีกฝั่งของผ้าม่านที่กั้นอยู่
ผมคิดว่าผมอยู่กับเธอแค่ลำพังในห้องสองคน ผมจึงแกล้งนอนหลับ น้ำเริ่มร้องให้และโทษตัวเองว่าเป็นความผิดของเธอ
ฝนเริ่มตั้งเค้าและตกลงมาประปราย "หยุดร้องเถอะอย่าโทษว่าอะไรๆก็เป็นความผิดของน้ำทั้ง หมดหรอก"
เสียงร้องให้ยังคงมีอยู่และค่อยๆเงียบลงไปพร้อมๆกับส ายฝนที่หยุดตกลงมา"ขอบคุณที่ช่วยมาเยื่ยมตลอด"
น้ำไม่ยอมตอบอะไรผมได้แต่นิ่งเงียบ"ขอบคุณ"ผมเอ่ยคำสั้นๆ ก่อนที่ผมจะหลับไป
ผมกลับไปที่หอพักอีกครั้งถึงแผลของผมจะหายดีแล้วแต่แ ผลในใจของน้ำที่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเองนั้นยังคง อยู่
รอยยิ้มเศร้าที่ส่งมาให้ผมยามที่ผมกลับมาที่หอพักนั่ นมันช่างชวนให้ผมหดหู่ใจ พอทุกๆคนกลับเข้าไป
น้ำยังคงยืนอยู่ที่ตรงนั้น "เลิกโทษตัวเองได้แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความ ผิดของใครหรอกถ้า"
"แต่ว่า.." ผมทำท่าสบายๆ"ต้องขอบคุณน้ำซะด้วยซ้ำที่ทำให้ผมได้พักผ่อนชั้นหนึ่ งในโรงพยาบาลชั้นดี"
น้ำตีสีหน้าตกใจปนสงสัยที่จู่ๆผมกลับขอบคุณเธอ"ที่นั่นนะมีอาหารมาเสริฟถึงที่งานก็ไม่ต้องทำได้พักผ ่อนสบายๆปราศจากตัวกวน"
น้ำตอนนี้เหมือนมีดาวเล็กลอยไปมาติดอาการมึนงง"อีกอย่างนะพยาบาลที่นั่นก็สวยมากเลยด้วยถึงหมอที่นั่ นจะอ้วนแก่ท่าทางหื่นก็ตามทีเถอะ"
คราวนี้น้ำเริ่มที่จะยิ้มออกได้บ้าง"แล้วก็นะมีหมอท่าทางจิตเสื่อมคนหนึ่ง..."ผมพยายามเล่าเรื่องตลกของโรงพยาบาลให้น้ำฟัง
จนน้ำหัวเราะน้ำตาไหลทั้งๆที่ผมคิดว่านั่นก็แค่มุขฝื ดๆเองนะ แต่น้ำก็หัวเราะจริงๆจังๆจนตัวสั่นเทิ้มเกร็งไปหมด
"พี่จีจะฆ่าน้ำรึค่ะ"เธอพยายามฝืนตัวเองห้หยุดหัวเราะแต่ทำไม่ได้ "เห็นไหมละว่าเรื่องที่เธอทำนะไม่ได้แย่ไปซะหมด"
ท้องฟ้าที่มืดครึ้มในตอนนี้กลับปลอดโปร่งสดใสและมีสา ยรุ้งทอแสงลงมา"หลังฝนตกท้องฟ้าย่อมแจ่มใสเธอคิดว่ามันควรจะเป็นแบบน ั้นไหม?"
น้ำพยักหน้าให้ผมในที่สุดเธอก็ยิ้มออกเสียที..
---------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------
2 ไม่เข้าไปช่วย
---------------------------------------------------------
ผมทำได้แค่มองข้าวของๆน้ำและเฟริน์ถูกเจ้าพวกนั้น ทำลายไปซะจนไม่มีชิ้นดีพอพวกมันเห็นว่าตำรวจที่น้องห ญิงตามมา
พวกมันก็รีบหนีไป สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาผู้คนพากันวิ่งหลบฝน ผมที่ในมือมีร่มอยู่แค่คันเดียวทำได้แค่กางร่มให้น้ำ
และเฟริน์ที่นั่งทรุกเข่าอยู่กับพื้นมองข้าวของๆตัวเ องที่ถูกทำลายเหมือนคนหัวใจแตกสลายผมพูดได้เพียง"ขอโทษ"
เพียงเท่านั้นผมช่วยอะไรพวกเธอไม่ได้เลยเฟริน์ลุกขึ้ นและส่งยิ้มให้น้ำ"ไม่เป็นไรๆแค่พวกเราทำมันขึ้นมาใหม่ก็ได้นี่"
น้ำมองข้าวของที่กระจัดกระจายอยู่รอบๆอย่างเสียดายผม ยื่นมือฉุดน้ำให้ลุกขึ้นยืน"นั่นสินะข้าวของแค่พังไปเราก็แค่ทำมาขายใหม่ก็ได้นี่"
"แต่ว่า.."ผมช่วยดึงน้ำขึ้นมา"พวกมันเอาไปได้แค่สิ่งของแต่พวกมันเอาหัวใจเราไปไม่ไ ด้หรอก"
"ว่าแต่พวกมันพอเจอหมาต๋าวิ่งหนีหางจุกตูดกันหมดเลยนะ ทั้งๆที่เป็นผู้มีอภิสิทธิ์แท้ๆ"ผมส่ายหน้ากุมขมับ
"เค้าเรียกผู้มีอิทธิพล"เฟริน์ทำท่าเลียนแบบพีธีกรทีวี"ถูกต้องนะค๊าาสำหรับรางวัลที่ได้คือสิทธิพิเศษช่วยสา วสวยเก็บร้านค่ะ"
"ถึงไม่ได้รางวัลพี่ก็จะช่วยอยู่แล้วละแล้วก็นั่นนะมุ ขใช่ไหม?"น้ำเริ่มยิ้มออกและแอบหัวเราะเล็กๆ"ก็ถ้าไม่พูดผิดมันจะขำเหรอค่ะ"
ฝนหยุดตกท้องฟ้าเริ่มกระจ่างเมฆหมอกจางหายไปพร้อมๆกั บหมู่ดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า "อย่างน้อยก็ไม่เสียงแรงที่มาออกร้านใช่ไหมละ"
ผมชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้าน้ำมองตามนิ้วผมเห็นกลุ่มดาวเรี ยงรายเต็มท้องฟ้าไปหมด "วันนี้คืนเดือนมืดใช่ไหมท้องฟ้าโปร่งแบบนี้มองถนัดนั กแล"
"พูดเป็นคนโบร๊านโบราณเลยนะค่ะไม่น่าเชื่อว่าพี่จีจะเ ป็นพวกชอบดูดาวด้วย"เฟริน์กระแนะกระแหนผม
"พี่ก็ไม่ใช่คนโรแมนซ์ซักเท่าไหร่หรอกแต่มีคนบ้าดูดาว อยู่คนหนึ่งนะพี่เลยต้องไปเป็นเพื่อนดูด้วยตลอด"เฟริน์เข้ามากระซิบใกล้ๆผม
"เจ๊ลูใช่ไหมค่ะ"ผมส่ายหน้าไม่ตอบคำถามนั้นของเธอ "สวยจัง"น้ำเผลอพูดออกมาหลังจากที่มองหมู่ดาวที่ทอแสงเป็นประ กาย
"แต่ไม่สวยเท่าเธอหรอก"เฟริน์เลียนแบบเสียงของผม พากย์อยู่ด้านหลังผม "พี่ไม่พูดคำแบบนั้นหรอกนะ"
น้ำกับเฟริน์หัวเราะออกมาแทบจะพร้อมๆกับพลางทำให้ผมห ัวเราะตามไปด้วย ท่ามกลางหมู่ดาว
--------------------------------------------------------
หลังจากที่จบงานเทศกาล แม่เจ๊ลูกลับบอกว่าเนื่องจากมีคนโกงในการแข่งออกร้าน จึงทำให้รางวัลต้องงดไปพวกเด็กๆในหอพักบ่นอย่างเสียด าย
ผมคิดว่าน่าจะเป็นทูทูที่ทำผิดกติกาเอาของที่บ้านมาอ อกร้าน ทั้งๆที่มันราคาแพงมหาแพงขนาดนั้นแล้วก็ยัง มีไม้ที่ไปจ้างคนมาช่วยอุดหนุนร้าน
ยิงปืนลมของทูทูอีก ผมรู้ว่านั่นเป็นความหวังดีของไม้ที่อยากจะให้เจ้านา ยของตัวเองชนะแต่นั่นก็ทำเกินไปหน่อย ส่วนยอดร้านที่ทำกำไรได้มากที่สุด
ก็มีอยู่ร้านเดียวนั่นแหละเล่นเอาตัวเองเข้าแลกเป็นข องรางวัลที่ชวนให้พวกหื่นๆมาอุดหนุนกันแทบจะถล่มร้าน แถมยังของรางวัลที่เอาเปรียบกันสุดๆ
อย่างน้ำส้มแค่สองขวดนี่ไม่ว่ายังไงดูแล้วก็น่าจะทำก ำไรได้อื้อซ่าจนน่าจะส่งกรมสรรพากรมาตรวจสอบทรัพย์สิ นเลยนะเนี่ย
"ส่วนรางวัลขวัญใจออกร้านงานเทศกาลขอยกให้ร้านคอติสขอ งน้ำและเฟริน์จ๊ะ"คุณน้าจู่ๆก็พูดอะไร งงๆ ออกมา
"รางวัลก็เอาเป็นไปเดทกับจีคุงก็แล้วกันนะจ๊ะแน่นอนว่ าแม่จะออกค่าใช้จ่ายให้เองจ๊ะเที่ยวให้สนุกนะ~"คุณน้าส่งยิ้มให้ผมพร้อมโบกมือในขณะที่ผมถูกเฟริน์ลา กตัวไป...
mastergear
06-04-2010, 05:39 PM
เลือกข้อไหนมันก็ Bad End ทั้งคู่นี่หว่าเฮ้ย !
suneo
06-05-2010, 04:18 PM
ลงชื่ออ่าน
การรุกรานที่มองไม่เห็น
วันนี้สภาพผมไม่ต่างอะไรจากซากศพเดินได้
ถ้าจะถามว่าทำไมนะเหรอก็เพราะผมโดนพี่เอกับเจ๊ลูขายใ ห้น้องมินท์อีกแล้วนะซิ
เรื่องมันมีอยู่ว่า
"เฮ้อ วันนี้อยากกินอะไรที่มันแปลกๆใหม่ๆบ้างน้~า" พี่เอบ่นทั้งๆที่ดูรายการทีวีอยู่
หน้าจอโทรทัศน์ตัดเข้าสู่โฆษณาร้านเนื้อย่างชั้นดีจา กวัวขุน ดูท่าทางน่ากิน
ผมรู้สึกได้ถึงความอยากของพี่เอ พี่เอหันกลับมามองที่ผมพร้อมๆกับส่งสายตา เป็นประกายปิ๊งๆ
ราวเด็กสองขวบจ้องขนมหวาน "พี่เอเนื้อโคย่างราดซอสแบบนั้นนะผมทำไม่เป็นหรอกนะ"
"โธ่~พี่ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นซักหน่อย" จู่ๆผมก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมา
และพอมองกลับไปต้นตอของที่มาที่ทำให้ผมสันหลังวาบแปล กๆก็เห็นเจ๊ลูส่งสายตาจ้องมาทางผม
ที่ถ้ามองในมุมมองของผมแล้วเหมือนราชสีห์มองเหยื่อเต รียมจู่โจมและขย้ำได้ทุกเมื่อ
"เห็นไหมละลูจังก็คิดอย่างเดียวกันกับพี่ซิเนอะ~เนอะ~" เจ๊ลูพยักหน้า "นานๆทีได้เปลื่ยนบรรยากาศบ้างก็ดีนะ"
"แล้วทำไมผมต้องทำด้วยละ" "ใครบอกให้นายทำ~หือ?แค่หาวิธีทำยังไงก็ได้ให้ได้กินก ็พอแล้ว"
ขณะที่ผมกำลังกุมขมับหาวิธีด้วยสมองเล็กๆของผม มินท์ที่เปิดประตูเข้ามาได้จังหวะมองไปทางพี่เอและเจ ๊ลูที่ดูโทรทัศน์
พลางน้ำลายสอแล้วมองไปทางโฆษณาร้านขายเนื้อย่าง "เอ่อ..อยากลองชิมเนื้อวัวแบบนั้นดูไหมค่ะ..พี่เอ"
"เอาสิๆมินท์..ว่าแต่ร้านนั่นมันไกลมากเลยไมใช่เหรอ?" "ร้านนั้นเป็นญาติห่างๆของมินท์เองค่ะถ้าสั่งก็น่าจะม าส่งให้ไม่น่าจะเกินสามสิบนาที"
"จริงดิ๊~เอาสิสนๆเท่าไหร่เท่ากันพี่จ่ายเอง" มินท์มองมาทางผมแล้วลูบคางแสยะยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย
"เดี๋ยวมินท์เลี้ยงเองค่ะแต่มีข้อแม้นิดหน่อย" "ข้อแม้อะไร?ว่ามา"เจ๊ลูพูดทั้งๆที่สายตายังจดจ่อกับโฆษณา
"ขอยืมตัวพี่จีไปช่วยงานหน่อยนะค่ะ" "ตกลงๆเอาตัวไปเลยพร้อมกุญแจมือปลอกคอสายจูงเลยจ้~า"
พี่เอพูดพลางพลักผมให้น้องมินท์ "เป็นอันว่าสัญญาเสร็จสิ้นนะค่ะ" "ขอบคุณที่ใช้บริการจ้ะ"
ไม่มีคำถามถึงผมซักคำว่าผมจะยอมช่วยไหม หรือว่าผมอยากจะทำไหม นี่ผมกลายเป็นของซื้อของขายตั้งแต่เมื่อไหร่กันละเนี ่ย
เรื่องมันก็เป็นแบบนี้
ผมต้องอยู่ช่วยน้องมินท์เก็บกวาดห้อง ช่วยงานสารพัดอย่าง จนกว่างานที่น้องมินท์ทำจะเสร็จก็เล่นซะเกือบๆตีสามก ว่า
"เอาละไปพักได้วันนี้ขะ..ขะ..ขะ..ขอบ..ขอบชีสอร่อยมาก ๆเลยนะ!"หลังจากที่เธอพูดจบก็หน้าแดงแล้วปิดประตูใส่หน้าผม
ผมคิดว่ามินท์คงอยากจะพูดว่าขอบคุณแต่เธอไม่เคยขอบคุ ณใครมาก่อน ทำให้นึกเกิดอายขึ้นมาก็เลยเปลื่ยนเรื่องซะอย่างนั้น
"ในที่สุดก็เสร็จซะทีตอนนี้ประสาทสัมผัสผมเฉียบคมซะยิ ่งกว่าคมมีด ไม่มีอะไรในตอนนี้ที่ผมไม่สามารถจับสัมผัสรับรู้ได้ถ ึงมัน"
ผมพูดประโยคในการตูนต่อสู้ของมินท์พลางมองซ้ายแลขวาแ ล้วเดินไปตามระเบียงหอพักเหมือนคนบ้า เพราะอินกะประโยค
"จริง..รึเปล่าค่ะ..." ผมได้ยินเสียงกระซิบมาตามลมอย่างแผ่วเบา ช่วงนี้ผมมักจะได้ยินเสียงแบบนี้บ่อยๆเวลาที่เบลอๆ
อย่างเช่นตอนตื่นนอน ตอนที่อยู่คนเดียวตามระเบียงทางเดิน หรือว่าตอนที่กลับมาจากซื้อของตอนกลางคืนและส่วนใหญ่
ผมมักจะคิดว่าเสียงนั่นเป็นเพียงแค่เสียงลม เพราะหลังจากได้ยินเสียงนั่นแล้วก็ไม่มีเสียงอะไรอีก ผมจึงไม่ค่อยใส่ใจสักเท่าไหร่นัก
แต่คราวนี้ผมกลับได้ยินเสียงคนเดินตามมาด้วย! มันคลับคล้ายคลับคราแดจาวูว่าเคยเกิดเรื่องทำนองนี้ม าก่อนแล้วนะ
แต่ตอนนั้นกับตอนนี้ไม่เหมือนกันเพราะตอนนี้ ผมอยู่ในสภาวะปลดลิมิตเตอร์ของตัวเองไม่ว่าใครจะทำอะ ไร
หรือแมลงวันซักตัวก็ไม่สามารถหลุดรอดจากสายตาและการร ับรู้ของผมได้หรอกเพราะตอนนี้ ประสาทสัมผัสของผมเฉียบคมสุดๆ
หลังจากที่ปั่นงานให้น้องมินท์อยู่แต่ในห้องถึง 18กว่าชั่วโมงโดยไม่นอนพัก
ผมรับรู้ได้ถึงมัน.. อะไรบางอย่างที่กำลังตามผมอย่างช้าๆ ผมมองเหลียวหลังกลับไป กลับไม่สามารถมองเห็นมันแต่รับรู้ได้ว่า..
มีอะไรบางอย่างอยู่ตรงนั้นอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น ผมเอื้อมมือไปพยายามสัมผัสสิ่งที่มองไม่เห็นนั่น...
"ยืนทำบ้าอะไรอยู่คนเดียวดึกๆดื่นๆตอนนี้นะ?"เจ๊ลูยืนมองผมด้วยสายตาฉงนสงสัยว่าผมกำลังทำอะไรอยู่
ในสภาพที่ผมตั้งท่าเอื้อมมือตะแคงข้างพยายามคว้าลมดู เหมือนคนบ้าไม่มีผิด "เอ่อ..ขอผมอธิบายก่อนได้ไหมว่าผมกำลังทำอะไร"
"เชิญ.." ผมกำลังนึกอยู่ว่าผมกำลังจะทำอะไรที่แม้กระทั่งตัวเอ งก็ยังไม่รู้ "ช่างมันเถอะผมไม่รู้จะพูดยังไงลืมๆมันไปซะเถอะนะ"
"งั้นรึ..การที่จะปล่อยคนบ้าที่ทำอะไรแปลกๆอยู่คนเดีย ว ออกมาเดินเพ่นพ่านตอนช่วงฟ้าสางนี่มันอันตรายจริงๆด้ วยสินะ"
"จะว่าอะไรก็ตามสบายเลยครับ"ผมคอตกกับคำพูดนั่นเพราะผมเองก็ไม่รู้จะเถียงยังไงเห มือนกัน "กลับห้องตัวเองไปนอนได้แล้ว"
"ครับๆๆเจ๊ลู" "ครับทีเดียวก็พอแล้วก็เติมท่านด้วย" "ครับท่านลูลูซ" เจ๊ลูเอานิ้วจิ้มตาผม "อ๊าค เจ็บนะเจ๊ลู!จู่ๆทำอะไรเนี่ย"
คราวนี้ผมได้ยินเสียงหัวเราะคิกๆ "เมื่อกี้นายได้ยินเสียงอะไรไหม?" "ผมคิดว่าผมไม่ได้ยินเสียงหัวเราะนั่นนะ"
ผมกับเจ๊ลูมองตากันปริบๆเหมือนส่งสัญญาณให้กันว่านี่ มันชักจะไม่เข้าท่าแล้ว เพราะหอพักนี้ขึ้นชื่อเรื่องวิญญาณและเรื่องเล่าสยอง ขวัญร้อยแปดเรื่อง
"เอาเป็นว่าฉันจะคิดว่าไม่ได้ยินก็แล้วกัน"ถึงเจ๊ลูจะพูดอย่างนั้นแต่ดูท่าว่าขาที่สั่นนิดๆนั่น จะไม่ตรงกับปากพูดซักเท่าไหร่นะ
"ให้ผมไปส่งที่ห้องไหม" "บ้าเปล่าห้องอยู่กะ..ใกล้ๆแค่นี้เองสะ..สบายมาก"เจ๊ลูพูดพลางหันหน้าหลบสายตาผม
ผมคิดว่าตอนนี้เจ๊ลูคงจะกลัวมากจริงๆ "ไม่เป็นไรหรอกเจ๊ผมก็อยู่ตรงนี้แล้วเจ๊ไม่ต้องห่วงแค ่ผมอยู่ตรงนี้"
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมได้พูดออกไป จู่ๆผมก็รู้สึกเหมือนโลกมันควงๆอยู่ครึ่งรอบแล้ว ห้วงความรู้สึกของผมก็วูบลงไป
ณ ห้องของหมอ ในห้องนี้มีสีขาว...
"อรุณสวัสดิ์" หมอทักทายผมแบบนี้ทุกๆครั้งไม่ว่าผมจะตื่นขึ้นมาตอนไ หนเวลาไหน ในห้องของหมอ
หมอก็มักจะทักผมแบบนี้เสมอๆพร้อมๆกับตัวต้นเหตุที่ทำ ให้ผมวูบไปยืนพิงผนังแบบสบายๆไม่มีท่าทีสำนึกผิดเลยซ ักนิด
ส่วนเรื่องก่อนหน้านี้หมอบอกว่าจำอะไรไม่ได้เลย ตัวผมเองกับเจ๊ลู..จะคิดว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วก ัน..
"ตื่นแล้วสินะ"หมอพูดพลางมองไปทางเจ๊ลูตัวต้นเหตุ "อะ..อะไรเล่าอย่าหาว่าฉันเป็นตัวต้นเหตุตลอดสิ"
"ก็..ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย"หมอเบือนหน้าหนีเจ๊ลูแล้วมองมาทางผมด้วยใบหน้าที่เรี ยบเฉยแต่สายตาบ่งบอก
ทางแววตาได้เลยว่าสงสารหรือเวทนา เป็นแววตาแบบที่มองลูกสุนัขตกน้ำยังไงยังงั้น ผมรู้สึกสมเพชตัวเองจริงๆ
"ฉันเปล่าทำจริงๆนะไม่มีใครเชื่อบ้างเลยรึไง" ผมกับหมอเบือนหน้าหนีไปทางหน้าต่างแทบจะพร้อมๆกัน
"ตอนนั้นมีแค่เจ๊ลูกับผมแค่สองคนเท่านั้นถ้าไม่ใช่เจ๊ ลูแล้วใครจะทำละ" "ไม่ใช่ฉันจริงๆนะ!"
"ถ้างั้นลองไล่ลำดับเหตุการณ์ให้ฟังหน่อยซิ" "ตอนนั้ฉันเดินไปเจอหมอนี่ทำท่าบ้าๆบอๆเต๊ะท่าแปลกๆยื ่นมือไปข้างหน้าเหมือนคนบ้า"
เล่าละเอียดเกินไปแล้วมั้งเจ๊ "แล้วก็พอฉันหันหลังไปพอหันหลังกลับมาอีกทีก็เห็นหมอน ั่นมันสะดุดอะไรไม่รู้หกล้มหัวฟาดพื้น"
"อะไรสักอย่างงั้นรึ"หมอพูดพลางครุ่นคิด "พักนี้ได้ยินเสียงอะไรแปลกๆบ้างไหม"หมอพูดพลางมองมาทางผม
"หมอก็ด้วยอย่างงั้นหรือ?" "ถ้าใช่อย่างที่คิดก็น่าจะเป็นแบบนั้น" แบบนั้นมันแบบไหนกันละหมอ
"ไม่ต้องใส่ใจมากหรอกถือว่าไม่เคยพูดก็แล้วกัน" หมอพูดแบบนั้นแล้วกลับเข้าห้องไป
แต่นั่นยิ่งไปกระตุ้นต่อมสงสัยของผมให้หนักเข้าไปอีก หมอพูดเหมือนกับว่ารู้เรื่องทุกๆอย่างเป็นอย่างดี
แต่กลับไม่ยอมบอกอะไรผมเลยนี่ออกจะใจดำไปซักหน่อยนะ "ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว"
"คนทำแบบนั้นยังจะพูดแบบนี้ได้อีกเหรอเจ๊" "ก็บอกว่าไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำซิ"
"ถ้าจะทะเลาะกันเชิญนอกห้อง" หมอกลับเข้ามาพร้อมกับหนังสือในมือดูจากสายตาคงจะไม่ พอใจซักเท่าไหร่
ที่มีคนมารบกวนเวลาอ่านหนังสือในห้องของตัวเอง ผมกับเจ๊ลูจึงพักรบแล้วถอยทัพออกมาจากห้องหมอแต่โดยด ี
ผมคิดว่าผมอาจจะเพลียเพราะโหมงานหนักมากไปรึไม่ก็เหน ื่อยมากเกินไปแน่ๆถึงได้ยินเสียงแปลกๆบ่อยๆ
อย่างเช่นเสียงคนเดินตาม เสียงก้าวเท้าที่เกินมาหนึ่งก้าว เสียงกระซิบ เสียงหัวเราะเล็กๆที่แว่วมาตามลม
ผมคงจะคิดไปเองอย่างทุกทีนั่นแหละนะ ผมล้มตัวลงนอนใต้ต้นลั่นทมที่ไม่มีใบเหลือเพียงกิ่งว ่างเปล่า
ตอนพลบค่ำวันนี้ช่างเป็นคืนเดือนเพ็ญที่ส่องสว่างจ้า จนแสบตาเลยทีเดียว
"ขอโทษนะค่ะที่ทำให้หกล้มจนสลบไปขอโทษจริงๆค่ะ" ผมได้ยินเสียงนั่นอีกแล้ว
เสียงนั่นดังมาจากไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่ผมนอนอยู่นั กผมยันตัวเองขึ้นมาจากพื้นพลางมองไปรอบๆที่ไม่มีคนซั กคนเดียว
"ได้ยินเสียงของฉันด้วยรึค่ะ" "ได้ยินสิเธอ..อยู่ตรงไหนนะ?" "ฉันอยู่ข้างหน้านี่แหละค่ะลองเอื้อมมือมาสิค่ะ"
ผมพยายามเอื้อมมือไปข้างหน้าสัมผัสกับ"บางสิ่ง"ที่ผมมองไม่เห็น ผมรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ผมกำลังสัมผัสอยู่
"อ๊ะ..อือ..อย่าจับตรงนั้นสิค่ะ" พร้อมๆกันนั้นผมก็โดนลูซิเฟอร์ไชนิ่งดรอปคิกคู่ใส่สี ข้างอย่างจัง
"ทำบ้าอะไรอยู่ยะเจ้าหมาบ้ากาม!" ผมขยี้ตาหรี่ตามองไปข้างหน้าแต่ก็มองไม่เห็นอะไร
"เจ๊ลูนั่นแหละโดดถีบผมทำไม" "ฉันรู้สึกได้ถึงการล่วงละเมิดทางเพศนะสิ!" "ไม่ใช่สักหน่อย!แล้วที่ว่าล่วงละเมิดทางเพศนะใครกัน?"
ผมกับเจ๊ลูมองไปรอบๆที่ไม่มีใครอยู่ "ไม่รู้ละ สัญชาติญาณของฉันมันบอกมาให้ทำแบบนั้นก่อนที่จะเกิดเ รื่องอะไรร้ายแรงขึ้น"
"เรื่องร้ายแรงแบบไหนกัน?" "ก็อย่างมิติปิดกั้น วิญญาณพยาบาท พรากผู้เยาว์ ชำเราเด็กสาวอะไรพวกนี้"
เรื่องพรรคนั้นมันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ที่หอพักนี้หรอ ก "ไม่รู้ทำไมอยู่ๆก็เกิดอารมณ์แบบนี้ขึ้นมาได้นะ น่าหงุดหงิดจริงๆ"
เจ๊ลูบ่นเสร็จก็กลับเข้าหอพักไป "ขอโทษทีนะค่ะที่ทำให้เดือดร้อน" เสียงนั่นอีกแล้วไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้ยินเสียงนั่นช ัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
"เธอเป็นใคร" "ฉันดีใจมากๆเลยค่ะนี่เป็นรอบหนึ่งเดือนเลยนะค่ะที่ฉั นได้คุยกับคนอื่นๆ"ผมเริ่มเห็นภาพเด็กสาวตรงหน้า
อย่างลางๆจนกระทั่งเห็นได้อย่างชัดเจน เป็นเด็กสาวผมยาวสีดำถึงหลัง ในชุดนอนสีขาวตลอดทั้งตัวดูราวกับวิญญาณไม่มีผิด
"ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะค่ะฉันนี่สร้างแต่ปัญหาจริงๆเลย"เด็กสาวผมยาวคนนั้นพูดกับผม "เธอเป็นอะไรกันแน่"
"ฉันชื่อม่านหมอกค่ะ ที่เห็นฉันได้ตอนนี้คงจะเป็นเพราะตอนนี้เป็นวันพิเศษ ค่ะ"ผมไม่เขาใจเกี่ยวกับเรื่องที่เธอพูดเลยสักนิด
"ฉันดีใจมากๆเลยที่มีคนรับรู้และสัมผัสตัวฉันได้ ปกติแล้วจะไม่มีคนมองเห็นฉันและรับรู้หรือจับสัมผัมถ ึงตัวตนของฉันได้"
"นั่นมันอะไรกันนะเธอจะบอกว่าเธอเป็นวิญญาณอย่างนั้นร ึ?" เธอส่ายหน้า"ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงนั่นแหละค่ะ"
"ตระกูลของฉันมีความสามารถพิเศษอยู่นั่นก็คือการที่บุ คคลรอบๆตัวมักจะมองข้ามตัวตนของพวกเราไปหรือเรียกง่า ยๆว่าโดนเมินนั่นแหละค่ะ"
"เพราะอย่างนั้นถึง ไม่มีคนเห็น สัมผัสไม่ได้ ฟังไม่ได้ยินสินะ" "ใช่แล้วค่ะฉันพยายามลองทุกๆวิถีทางแล้วที่จะให้คุณจี ผู้ดูแลหอรับรู้ได้ถึงตัวตนของฉันค่ะ"
"ถ้างั้นที่ผมสัมผัสไปนั่นก็..." ม่านเขินอายจนหน้าแดงแล้วหันหน้าหลังให้ผมด้วยความเข ิน
ผมคิดว่าประสาทสัมผัสของเจ๊ลูนี่ดูท่าจะมองข้ามไม่ได ้ซะแล้ว "ถ้าปกติผมมองไม่เห็นม่านหมอกงั้นก็แสดงว่า.."
"ขอโทษด้วยนะค่ะฉันไม่คิดว่าเรื่องมันจะเป็นอย่างนั้น ขอโทษด้วยจริงๆค่ะ" ถ้าปกติแล้วผมไม่สามารถมองเห็นม่านหมอกแล้วละก็...
เสียงคนเดินตามนั่น .. เสียงหัวเราะนั่น.. เสียงกระซิบนั่น.. ทั้งหมดเกิดจากม่านหมอกหมดเลยสินะ
"ค่ะขอโทษด้วยจริงๆค่ะที่ทำให้ลำบากและเดือดร้อน" ผมลูบหัวเธออย่างแผ่วเบา "ไม่เป็นไรหรอกนะเธอคงจะเหงาที่ไม่มีเพื่อนคุยด้วยสิน ะ"
ม่านหมอกเริ่มน้ำตาคลอเป้า "ขะขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณมากจริงๆ ขอบคุณมากๆค่ะ"
"และแล้วม่านหมอกก็จางหายไปเป็นละอองฝุ่นผงในอากาศ..."
"พี่เออย่ามาใส่คำบรรยายแปลกๆลงในบทสนทนาได้ไหม!" "สวัสดีจ๊ะจีคุงมาทำอะไรดึกๆดื่นๆตรงนี้กับน้องม่านหม อกอย่างงั้นรึจ๊ะ~"
"พี่เอมองเห็นด้วยอย่างนั้นรึ?"ผมพูดพลางมองไปที่กล้องวีดีโอของพี่เอ "ก็ปกติจะมองไม่เห็นนะแต่ถ้ามองผ่านกระจกหรือผ่านทางก ล้องก็เห็นตามปกตินะจ๊ะ"
"อย่างกับผีเลยเนอะว่าไหมจีคุง~" "ขอโทษนะค่ะที่ต้องทำให้ลำบากกัน" "ไม่เป็นไรไม่เป็นไรน่าสนุกดีซะอีกที่พี่ได้รู้ว่ามีส าวน้อยล่องหนอยู่ในหอพักนี้ด้วย"
"ถ้ามีความสามารถแบบนี้ก็ยอดไปเลยน้~า ใช้แอบเข้าไปในห้องจีคุงก็ได้ เข้าไปดูจีคุงอาบน้ำก็ได้ หรือแอบเข้าไปดูหนังฟรีในโรงหนังก็ได้"
แล้วไหงไอ้ตัวอย่างสองอันแรกของพี่เอทำไมต้องเอาผมมา ยกตัวอย่างด้วย "มันก็ไม่สะดวกนักหรอกนะค่ะอย่างตอนไปซื้อของนี่ก็ลำบ ากมากๆเลยค่ะ
กว่าที่จะทำให้พนักงานรู้สึกตัวนะค่ะ" "นั่นนะสินะ" "จะว่าไปทำไมน้องม่านหมอกถึงต้องมาคอยตามจีคุงด้วยละ?"
"คือว่า..ได้ยินมาว่าถ้าเป็นผู้ดูแลหอพักที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรถ้ามาขอร้องละก็จะทำให้ได้ทุก อย่างนะค่ะ"ม่านหมอกมองหน้าผมอย่างมีความหวัง
"เอ่อ..ผมไม่ใช่ยักษ์ในตะเกียงนะจะได้เสกให้ทุกๆคนเห็ นม่านหมอกได้นะ" "แต่อย่างน้อยก็น่าจะพอทำอะไรได้บ้างสินะค่ะ"
ผมครุ่นคิดถึงคนที่พอจะช่วยได้ เรื่องนี้ถ้าไปพึ่งหมออีกคงจะไม่ดีแน่เพราะเกิดเรื่อ งแบบนั้นผผมก็สู้หน้าหมอไม่ค่อยได้เหมือนกัน
"ถ้างั้นจีคุงลองไปถามหมอดูประจำตระกูลดูซิ""หมอดูประจำตระกูล?" "อ้าวนี่จีคุงไม่รู้เรื่องนี้อย่างนั้นหรอกเหรอเนี่ย. ..ถ้าอย่างนั้น...จะเล่าดีไหมนะ.."
มาอีกแล้ว อารมณ์ประมาณว่าอยากเล่าแต่ไม่อยากบอกของพี่เอ "ตกลงว่าจะเล่าดีๆไหมพี่เอ"
"ถ้าอยากจะให้เล่าต้องจ่ายค่าเข้าชมก่อนนะ" "อยากได้อะไรอีกละทีนี้พี่เอ" "PFP3" "มันมีซะที่ไหนเล่า!"
"ถ้างั้นก็ประตูไปไหนก็ได้~" "ขอของที่มันมีอยู่จริงจะได้ไหม" "งั้นแหวนของเอแทน!"
ผมจำได้ว่ามีแหวนที่เก็บกวาดได้เมื่อเช้าในห้องพี่เอ อยู่วงหนึ่งพอดี "เอ้านี่" ผมโยนแหวนวงนั้นให้พี่เอ
"แหมๆจีคุงร้ายนะเนี่ยขนาดพี่แต่งงานแล้วยังมาหมั้นซ้ ำซ้อนกันอีก"พี่เอแสดงท่าเขินอายแบบที่มองดูก็รู้ว่าแกล้งทำ
"ก็เมื่อกี้ใครขอแหวนกันเล่า ให้ตามเงื่อนไขแล้วก็รีบๆเล่ามาซะที~" "แหมๆไม่รับมุขกันเลย"
"ก็นะอันที่จริงพี่ก็ไม่รู้อะไรมากนักหรอกนะ คุณอาบอกไว้ว่าตระกูลของจีคุงนะมีสถานที่ลึกลับอยู่แ ห่งหนึ่ง ภายนอกดูเหมือนป่าธรรมดาๆ
ภายในเป็นภูเขาป่าวงกตที่หลงเข้าไปแล้วหาทางออกได้ยา กมาก ข้างในส่วนลึกของป่าจะมีศาลาไม้เก่าๆกลางน้ำ ณ ที่นั่นเอง...เจ้าจะพบคำตอบ"
"พี่เอพูดเหมือนเคยเข้าไปเลยนะ" "เคยสิตอนนั้นพี่ก็ไปกับคุณอาพ่อของจีคุงนั่นแหละไปขอ ฤกษ์ยามวันแต่งงานแล้วก็ทำนายดวงชะตานะ"
อย่างงั้นเองหรือถึงแม้ว่าผมไม่ค่อยจะเชื่อเรื่องพวก นี้สักเท่าไหร่แต่มันก็คุ้มค่าที่จะลองไปดูซักครั้ง "ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าที่นั่นเข้าไปได้ยากมาก"
"ถ้าอย่างนั้นทำยังไงดีละ?" "ลองขอร้องคุณอาดูซิหรือจะให้พี่ช่วยขอร้องให้อีกคน" "ไม่มีทางผมไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคนพรรคนั้นอีกต่อไปแล ้ว"
"งั้นพี่จะลองขอดูให้นะจะบอกให้ว่าจีคุงอุตส่าห์มาคุก เข่าขอร้องอ้อนวอนแบบว้อนท์สุดๆไปเลยละจ๊ะ"พี่เอพูดเลียนแบบเสียงเจ๊ลูขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
"คุยเรื่องอะไรกันเหรอค่ะท่าทางน่าสนุกจังขอเราร่วมได ้คนได้ไหมค่ะ"น้องหญิงที่ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่จู่ๆก็เดินเข ้ามาจ้องตาผม
"ถ้าจะไปที่นั่นก็ระวังตัวเอาไว้ให้ดีนะค่ะพี่จี" "ที่นั่นเนี่ยที่ไหนอย่างงั้นรึ?" "ที่ๆมีคุณหมาป่าใจร้ายอยู่นะค่ะ คุณหมาป่าเกลียดคุณแรคคูนมากๆเลยค่ะ"
"เกลียดประมาณไหนงั้นหรือ?" น้องหญิงจ้องมองผมตาไม่กระพริบ "เกลียดประมาณว่าอยากกัดให้ตายเลยละค่ะ"คราวนี้น้องหญิงตีสีหน้าเย็นชาจนดูน่ากลัว
"ถ้าอย่างนั้นคุณแรคคูนควรจะทำอย่างไรดีละ?" "ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั่นแหละค่ะแค่อย่าให้หมาป่ารู้ตัว ก็พอค่ะ"น้องหญิงส่งยิ้มให้ผมอย่างเคยตามปกติ
แล้วก็หัวเราะกลบเกลื่อนพร้อมๆกับวิ่งไล่จับผีเสื้อท ี่บินผ่านมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่าทางงานนี้จะอันตรายน่าดูองค์หญิงน้อยถึงกับต้องมา เตือนด้วยตัวเอง
"ขอโทษทีนะจีคุงพี่โทรไปขอคุณอาแล้วละตกลงว่าบ่ายวันพ รุ่งนี้จะมีคนมารับนะ แฮะแฮะแฮะ" "ไวจริง!อะไรอะพี่เอผมไม่ได้ขอร้องซักคำเลยนะ"
"น่าๆถือซะว่าพี่ไม่เคยพูดก็แล้วกัน..นะ"พี่เอหลบเลี่ยงสายตา พอผมเผลอก็รีบชิ่งหนีไปแทบจะในทันที
วันต่อมาตอนบ่ายๆตามที่นัดกันไว้
ผมกับม่านหมอกก็มายืนรอรถหน้าหอพัก คราวนี้กลับมีแต่รถสีดำสนิทคันใหญ่มารับแทนโดยที่ผมไ ม่เห็นใครเลยนอกจากคนขับ
"ในที่สุดเวลานี้ของนายน้อยก็มาถึงจนได้สินะครับ" เวลาอะไรอย่างงั้นรึ?นี่ไอ้หมอนั่นเล่นตลกอะไรกับชีว ิตผมอีกกันแน่ละเนี่ย
"คุณท่านสั่งมาให้รับนายน้อยไปดูฤกษ์ยามงามดีที่จะใช้ สำหรับจัดพิธีแต่งนะครับ" "ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย"
"อย่างนั้นหรอกรึครับขอประทานอภัยจริงๆที่ข้ากระผมเข้ าใจผิดไป" ผมคิดว่าสาเหตุที่ทำให้หมอนั่นยอมลงทุนส่งรถมารับถึง ที่
ก็เพราะเหตุผลอย่างนี้นี่เองสินะ "ไม่ทราบว่านายน้อยจะไปคนเดียวอย่างนั้นรึขอรับ" ผมมองไปรอบๆตอนนี้ผมก็ไม่เห็นวี่แวว
ของม่านหมอกเหมือนกัน แต่ผมแน่ใจว่าเธอยังอยู่แถวๆนี้เพราะผมยังสัมผัสได้ถ ึงตัวตนของเธอถึงแม้ว่ามันจะแผ่วเบา
จนแทบจะไม่สามารถรับรู้ได้เลยก็ตามทีเถอะผมจึงเปิดปร ะตูรถแล้วเอ่ยเบาๆว่า "เชิญ"ผมสังเกตุได้ว่า
รถนั้นยุบลงนิดหน่อยจากการที่มีคนขึ้นไป "ฉันขึ้นมาแล้วค่ะ"ผมได้ยินเสียงที่เบาเหมือนเสียงกระซิบ
ผมจึงเดินขึ้นรถด้านหลังแล้วปิดประตู คุณลุงคนขับคงจะสงสัยน่าดูว่าผมทำอะไร พอรถออกวิ่งไปได้ซักพักก็มีโทรศัพท์ดังเข้ามา
"สวัสดีครับ" "นี่ม่านหมอกเองนะค่ะ" "อยู่ใกล้กันแค่นี้ทำไมต้องโทรศัพท์หาด้วยละ?"
"ถ้าคุณคนขับเห็นคุณผู้ดูแลคุยอยู่คนเดียวมันจะดูแปลก ๆนะค่ะ" มันก็จริงอย่างที่เธอว่านั่นแหละนะ
ถ้าผมนั่งคุยอยู่คนเดียวบนเบาะหลังที่ไม่มีใครนี่มัน ดูแปลกๆจริงๆด้วยเหมือนกับคนบ้าที่คุยอยู่คนเดียวยัง ไงยังงั้น
ระหว่างทางผมก็คุยกับม่านหมอกผ่านทางโทรศัพท์ ม่านหมอกย้ายมาอยู่ที่หอพักมาได้เดือนนึงแล้วแต่ไม่ม ีใครรับรู้เลยซักคน
โดยได้รับการแนะนำมาจากคุณน้าแม่ของเจ๊ลูอีกที ม่านหมอกมีทั้งกุญแจประตูหน้าหอพักและกุญแจห้องของเธ อ
ทุกๆครั้งเธอพยายามที่จะติดต่อพูดคุยกับคนอื่นๆในหอพ ักหลายครั้งหลายคราแต่ไม่สำเร็จ
รู้สึกตัวอีกทีคุณลุงคนขับก็จอดรถที่หน้าปากทางที่ดู เหมือนป่า และสับเปลื่ยนรถเป็นรถเทียมม้าสีดำเลื่อมลายแบบโบราณ
"ขอให้ช่วยขึ้นไปบนรถและอย่าออกนอกรถเป็นอันขาดจนกว่า จะถึงนะครับเพื่อความปลอดภัย"
ผมสงสัยจริงๆว่าป่านี้มันยังไงกันแน่..มันช่างเงียบแ ละวังเวงชอบกล ไม่มีแม้เสียงนกหรือเสียงลมพัดผ่านเลย
ผมและม่านหมอกลงจากรถสีดำเปลื่ยนไปขึ้นรถเทียมม้าแทน บนรถนั้นภายในบุด้วยกำมะหยี่อย่างดี
แต่ก็เก่ามากแล้วในรถนั้นไม่มีหน้าต่างสักบานมีเพียง ช่องระบายอากาศเล็กๆที่ตรงกลางรถเท่านั้น
ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับรถคันนี้ไม่ต้องหวังเลยว่าผมหรือม ่านหมอกจะรอดออกไปจากรถนี้ได้ เพราะทางเข้า
และทางออกของรถนี้มีแค่เพียงทางเดียวและรถคันนี้ไม่ม ีหน้าต่างเลย อาจจะสร้างขึ้นมาพื่อป้องกันไม่ให้คนนอก
จำทางเข้าไปยังที่พักร่างทรงอะไรนั่นก็ได้ คงจะเป็นบุคคลสำคัญมากเลยสินะถึงต้องปกป้องและคุ้มกั นเป็นอย่างดีขนาดนี้
พอไปถึงที่หมายรถม้าก็หยุดจอด คุณลุงคนขับเดินลงมาเปิดประตูให้เป็นสัญญาณบอกว่าได้ มาถึงยังที่หมายแล้ว
ผมและม่านหมอกเดินลงมาจากรถม้านั่น ภายนอกดูเหมือนบ้านไม้เก่าๆที่ยกสูงอยู่กลางสระน้ำแล ะดูเหมือนจะร้างและไม่มีคนอยู่ภายในเลย
"ถ้ามีอะไรก็ติดต่อเข้ามานะครับกระผมถูกสั่งไว้ว่าห้า มขึ้นไปบนเรือนเด็ดขาดไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม..."
"งั้นพวกเราไปกันเถอะ" ผมพูดกับม่านหมอกที่ตอนนี้ผมไม่รู้สึกถึงตัวตนของเธอ เลย "ค่ะ"ผมได้ยินเสียงรับคำสั้นๆเบาๆเหมือนเสียงของลมเท่านั้ น
พอผมเข้าไปข้างในก็มีแต่ผ้าม่านสีขาวระโยงระยางแขวนเ ต็มไปหมด เจ้าของที่นี่เป็นพวกชอบขึงผ้าตากผ้าไปทั่วเลยอย่างง ั้นรึเนี่ย
"ไม่ใช่รสนิยมของเราหรอกนี่เป็นของท่านรุ่นก่อนทั้งหม ด"ผมได้ยินเสียงมาจากทางด้านหลังของผ้าม่านสีขาวขนาดให ญ่ที่กั้นไว้เป็นฉาก
"นั่งก่อนสิทั้งสองคน"ผมแปลกใจจริงๆที่สามารถรับรู้ได้ถึงตัวตนของม่านหมอก ได้ด้วยทั้งๆที่ผมเองก็นั่งอยู่ใกล้ๆ
แต่แทบจะจับความรู้สึกที่ม่านหมอกนั่งอยู่ข้างๆไม่ได ้เลย แสดงให้เห็นได้เลยว่าคนๆนี้อาจจะเป็นของจริงก็ได้แต่ กลับกันอาจจะรู้จากเงาหลังฉากก็ได้
เพราะอย่างงั้นไอ้คนที่ไม่ยอมแม้กระทั่งเปิดเผยหน้าต าของตัวเองจึงทำตัวเป็นผู้วิเศษหลังฉากจึงหลอกลวงคนไ ด้มากมายด้วยกลลวงสารพัดโดยไม่มีใครรู้...
"เจ้าคิดแบบนั้นไม่คิดว่ามันเป็นการเสียมารยาทกับเราอ ย่างนั้นรึ?"เสียงจากทางด้านหลังฉากดังขึ้นอีกครั้ง"มิได้ครับผมไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย"
"โกหก!เจ้าไม่ได้คิดว่าเราเป็นพวกปิดบังใบหน้าทำตัวเป ็นผู้วิเศษหลังฉากหลอกลวงคนอย่างนั้นหรอกหรือ?"ก็คิดแบบนั้นนะแหละ
"ไม่ได้คิดแบบนั้นเลยครับ"ฉากพวกนี้ก็คงจะกำหนดไว้ให้คิดแบบนี้แล้วก็เดาเอาตาม หลักจิตวิทยาและการชักจูงให้คิดตามแบบนั้นสินะ
"เจ้าจะเชื่อรึไม่ก็ตามแต่คนที่ต้องการจะปรึกษาเราจริ งๆนะอีกคนมิใช่รึ ส่วนเจ้าที่ไม่เกี่ยวข้องนะออกไปรอข้างนอกซะ"
"ก็แล้วถ้าผมไม่ออกไปละ?"ผมคิดว่าการปล่อยให้ม่านหมอกอยู่คนเดียวกับคนที่ไม่ย อมแม้กระทั่งเปิดเผยใบหน้าตัวเองแบบนี้
มันออกจะเสี่ยงและอันตรายไปสักหน่อย "ตามใจเจ้าเราไม่มีสิทธิ์ที่จะขวางเจตนารมย์ของสาวน้อ ยที่เจ้าพามาหรอกนะถ้าเจ้าไม่ไว้ใจเรา"
"ขอโทษนะค่ะฉัน..สามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้ใช่ไหมค่ะ" ฝ่ายท่านเจ้านิ่งเงียบไปซักพักก่อนจะให้คำตอบออกมา.. .
"เราสามารถช่วยเจ้าได้บางส่วนเท่านั้น ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความพยายามของเจ้าเองเราไม่สาม ารถช่วยไปได้มากกว่านี้หรอก"
"พูดแบบนี้เหมือนปัดความรับผิดชอบเลยชัดๆนี่"ผมตะคอกใส่ด้วยอารมณ์เดือดดาล "แต่เราไม่ได้บอกว่าจะไม่ช่วยซักหน่อยเจ้าคนไร้มารยาท"
ผมคิดว่ายิ่งต่อปากต่อคำเท่าไหร่กลับกลายเป็นว่าผมจะ จนมุมกับคำพูดของตัวเองจึงคิดสงบปากสงบคำดีกว่า "นึกว่าเป็นแค่คนไร้มารยาทไม่มีสมองซะอีก"
คราวนี้ผมจึงนิ่งเงียบบ้าง "เข้าเรื่องเลยดีกว่าเราไม่ชอบอ้อมค้อม สาวน้อยสิ่งที่เจ้าเป็นอยู่นั้นไม่มีทางแก้ไขได้หรอก เกิดจากคำสาบเก่าจากต้นตระกูลของเจ้าเอง"
"แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง?ถ้าอย่างนั้นฉันควรจะทำอย่า งไรดีค่ะ" จากเงาด้านหลังฉากที่สงบนิ่งอยู่ซักพัก
"เรื่องนั้นเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วคำสาบนั่นเกิดจอมขม ังเวทย์ผู้โฉดชั่วคำสาบนั่นจะสิ้นสุดลงที่รุ่นของเจ้ าและคำสาบนั้นจะจบลงที่เจ้าเมื่อทำตามเงื่อนไขบางอย่ าง"
"เงื่อนไขที่ว่านั่น..."ผมคิดว่าได้ยินเสียงกลืนน้ำลายของม่านหมอกจากไม่ไกลท ี่ๆผมนั่งอยู่
"เจ้าจะต้องมีความรักกับคนผู้หนึ่ง" แล้วคนที่ว่านั่นมันเป็นใครกันเล่าทำไมไม่บอกให้มันช ัดเจนไปเลยละถ้าท่านเจ้ารู้เรื่องราวทั้งหมดล่วงหน้า นะ
"คนผู้นั้นเจ้าจะต้องเป็นคนค้นหาเองเราไม่มีความสามาร ถหยั่งรู้ถึงอนาคตได้เรามองได้แต่เพียงภาพสะท้อนในอด ีตผ่านเงาด้านหลังเจ้าเท่านั้น"
สุดท้ายแล้วท่านเจ้าก็ไม่ได้บอกอะไรพวกเรา และบอกให้พวกเรากลับไปได้แล้วเมื่อหมดธุระของท่านแล้ วจะขอพักผ่อน
อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่ใช่ลัทธิงมงายชวนเชื่อที่ขูดรีด เอาค่าปรึกษาแพงๆหรือเรียกร้องเงินบริจาคหรือสิ่งของ อะไร
ในความคิดผมดูเหมือนจะเป็นสำนักงานให้คำปรึกษาในเรื่ องที่บอกใครไม่ได้ซะมากกว่า "สุดท้ายแล้วฉันก็ไม่ได้รู้อะไรเลย.."
ผมได้ยินเสียงที่เศร้าสร้อยและแผ่วเบาราวกับสายลม "ก็นะ..อย่างน้อยเธอก็ได้รู้ว่าคำสาบนั่นนะยังพอมีทาง แก้ไขได้ไม่ใช่รึ?"
"แต่คนๆนั้นเป็นใครอยู่ที่ไหนหน้าตาเป็นยังไงฉันไม่รู ้อะไรเลย.." ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีเมฆหนาครึ้ม
"เรื่องนั้นทำไมต้องไปสนใจมันด้วยละในเมื่อคนๆนั้นเป็ นคนที่เธอหลงรักก็หมายความว่าต้องมีอะไรสักอย่างที่ท ำให้เธอรักเขาไม่ใช่หรือ"
"ไม่ต้องใส่ใจในเรื่องรูปร่างหน้าตาหรือว่าเขาคนนั้นอ ยู่ที่ไหนหรอกเมื่อถึงเวลาผมคิดว่าพรหมลิขิตจะต้องทำ ให้เธอได้เจอเขาคนนั้นและรักเขาคนนั้นแน่นอน"
ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองรึเปล่าพอผมพูดไปแบบนั้นผมก็ร ู้สึกได้ถึงตัวตนของม่านหมอกที่แทบจะรับรู้ไม่ได้ว่า เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน
หน้าของเธอแดงระเรื่อขึ้นมา จนผมรู้สึกได้ "ถ้าคนๆนั้น..."เธอหันมาสบตาผม ด้วยแววตาที่เหมือนอยากจะบอกอะไรสักอย่าง
"ถ้าคนๆนั้นอยู่ใกล้ๆนี่ก็คงจะดีสินะ"พอผมพูดไปแบบนั้นดูเหมือนว่าตัวตนของม่านหมอกก็จืดจา งลงจนผมแทบจะมองไม่เห็นเธออีก
"นั่นสินะค่ะ..." นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนที่ผมจะแยกตัวอ อกไป
ผมคิดว่าวันนี้สภาพอากาศไม่ค่อยจะดีซักเท่าไหร่นัก อาจจะเป็นเพราะเมื่อเช้าน้ำเดินสะดุดกระถางต้นไม้ของ เฟริน์แตกละมั้ง
น้ำจึงดูหงอยพอๆกันกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่ มีเมฆหนาครึ้มจนดูเหมือนฝนทำท่าจะตกลงมา ผมเดินออกไปที่ระเบียงทางเดิน
ก็เห็นอะไรสักอย่างที่โปร่งใส เหมือนล่องหนอยู่เดินสวนกันกับน้ำที่ดูหดหู่สุดๆเพรา ะโทษว่าตัวเองไปชนกระถางต้นไม้ของเฟริน์
ผมจึงเดินลงไปดูให้แน่ใจว่านั่นนะมันตัวอะไรกันแน่ พอผมเข้าไปใกล้ๆก็ดูเหมือนสิ่งนั้นจะพยายามเดินหนีผม ไปเรื่อยๆ
"จะ..จะวิ่งตามฉันมาทำไมค่ะ.."ผมเริ่มเห็นตัวตนของสิ่งนั้นขึ้นมาชัดเรื่อยๆจากการท ี่ผมวิ่งไล่อยู่นานสองนาน
สิ่งนั้นก็คือร่างของสาวน้อยในชุดสีขาวที่เหนื่อยหอบ เพราะการวิ่งหนีผมอย่างสุดกำลังหน้าของเธอแดงระเรื่อ ๆจากการวิ่งร่างกายสั่นเทาเพราะความเหนื่อย
จากการวิ่งหนี "ขอโทษทีนะผมไม่คิดว่าจะเป็นเธอ"ผมเผลอคิดไปว่าไอ้ที่โปร่งใสวิ่งไปมานั่นคือนักฆ่าจา กอวกาศที่มาไล่ล่าเอเลี่ยนซะอีก
ว่าแต่ผมจะวิ่งไล่ตามมาทำไมกันเนี่ย?"ตอนนี้ผมกำลังว่างไปเดินเล่นกันหน่อยไหม?"อย่างน้อยก็คงจะทำให้ม่านได้เปลื่ยนอารมณ์บ้างก็คงจะ ดี
"แต่ฉันเดินไม่ไหวแล้ว"ผมนั่งคุกเข่าลงหันหลังให้ม่าน"ช่วยไม่ได้แฮะงั้นถ้าอยากจะไปไหนก็บอกมาเลยเดี๋ยวจะใ ห้ขี่หลังไปส่งเอง"
ม่านดูเหมือนจะตกใจและเขินอายอยู่บ้าง"จะให้ทำยังไงได้ยังไงกันละ!" ผมจึงทำท่าอุ้มเจ้าหญิง"หรือจะให้อุ้มไปแบบเจ้าหญิงดีละ"
สุดท้ายแล้วม่านก็ยอมขี่หลังผมแต่โดยดี ผมไม่รู้ว่าม่านทำหน้ายังไงแต่ผมก็รู้สึกได้ถึงตัวตน ของเธอที่เด่นชัดขึ้นเสียงหายใจที่รดต้นคอของผม
น้ำหนักตัวของม่านนั้นเบาพอๆกับน้องหญิง เนื่องจากเป็นคนที่ตัวเล็ก "ถ้างั้นฉันอยากจะไปสวนสาธารณะใกล้ๆ"ผมพยักหน้า "รับทราบ"
ผมพาเธอไปที่สวนสาธรณะใกล้ๆโดยหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ม ีคนผ่านเยอะๆถ้ามีคนเห็นผมทำท่าแบกอะไรสักอย่างทั้งๆ ที่มองไม่เห็น
คงจะว่าผมบ้ามากแน่ๆแต่ก็ยังดีที่ตอนเช้านี้คนไม่ค่อ ยเยอะอาจจะเป็นเพราะเป็นเช้าวันจันทร์ที่คนเริ่มออกไ ปทำงานและไปเรียนหนังสือกัน
"ขอบคุณค่ะ" ผมไม่รู้ตอนนี้เธอแสดงสีหน้ายังไง เพราะตอนนี้ผมมองไม่เห็นเธอเลย แม้กระทั่งความรู้สึกก็ยังจับสัมผัสไม่ได้
"ม่านหมอก!ม่านหมอกอยู่ที่ไหนนะ!ม่านหมอกถ้าอยู่ใกล้ๆ นี่ช่วยส่งเสียงตอบหน่อยสิ" ผมเที่ยวควานหาตัวเธอไปรอบๆสวนสาธารณะ
แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมาเลย มีแต่เพียงเสียงลมเท่านั้นเพราะที่นี่ไม่มีใครอยู่ซั กคน ผมเดินไปจนกระทั่งเห็นโกโก้และพี่อ้นที่กำลังเดิน
ไปคนละทางของสวนสาธารณะ
พี่อ้นท่าทางเหมือนกำลังมองหาใครสักคนอยู่ท่าทางลับๆ ล่อๆในชุดสีดำสนิทใส่หมวกปีกกว้างปิดใบหน้าไว้
ผมคิดว่าเดินตามพี่อ้นไปโดยพยายามให้ไม่มีเสียงแล้ว. .แต่ผมก็ทำพลาดดันเหยียบกิ่งไม้จนเกิดเสียงดังจนได้. ..
"ใครนะ!?"พี่อ้นหยิบปืนยกขึ้นมาเล็งมาทางพุ่มไม้ที่ผมซ่อนอยู่ ช่วยไม่ได้สินะ"ผมเองครับพี่อ้น"
พี่อ้นถอนหายใจอย่างโล่งอก "เฮ้อ~นึกว่าใครซะอีกน้องจีนี่เอง.."ผมดูจากท่าทางของพี่เอที่ปกติดูสบายๆ
แต่ตอนนี้กับเคร่งเครียดกระวนกระวายใจจดใจจ่อกับอะไร บางอย่างอยู่ สีหน้าของพี่อ้นตอนนี้ดูเหมือน
คนที่ตัดสินใจอะไรบางอย่างลงไปแล้วดูเคร่งเครียดน่าก ลัวกว่าปกติจนเสียวไปถึงสันหลัง
"น้องจีพี่ขออะไรสักอย่างได้ไหม?" ผมพยักหน้าเป็นคำตอบเพราะพี่อ้นที่ท่าทางเอาจริงเอาจ ังแบบนี้
ต้องเป็นคำขอร้องที่สำคัญมากๆแน่ "พี่อยากจะให้น้องจีมาด้วยกันหน่อยใส่นี่ซะ"พี่อ้นดึงเอาชุดสูทสีดำออกมาจากกระเป๋า
"พี่อ้นนี่มันเรื่องอะไรกันนะ?" พี่อ้นถอดถอนหายใจยาวๆก่อนที่จะนั่งลงบนม้านั่งใกล้ๆ "ถ้าไม่เล่าให้ฟังคงจะไม่ได้สินะ"
มันเป็นเรื่องที่นานมาแล้วตั้งแต่พี่อ้นยังเป็นเด็กส าวที่ไม่รู้ประสีประสาอะไรพ่อของพี่อ้นเป็นสารวัตรสา ยสืบสวนสอบสวนพิเศษ
พ่อของพี่อ้นเข้าไปพัวพันกับการลักลอบขายอาวุธเถื่อน ให้ผู้มีอิทธิพล พ่อของพี่อ้นจับเครือข่ายการซื้อขายเล็กๆได้รายหนึ่ง
แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่แค่ขายอาวุธเถื่อนเท่านั ้นเจ้าพวกนั้นยังลักลอบขายยาเสพติดอีกด้วย พ่อของพี่อ้นพลั้งมือฆ่า
ลูกน้องคนสนิทของหัวหน้าใหญ่ของเจ้าพวกนั้น...แน่นอน ว่าพวกมันไม่ยอมอยู่เฉยๆแน่.......
พี่อ้นหยุดเล่าไปซักพัก ... ก่อนที่จะเริ่มเล่าต่อ
พวกมัน....มาที่บ้านระหว่างที่พี่ไปโรงเรียน....ทุกส ิ่งทุกอย่างของพี่ถูกแย่งชิงไปภายในวันนั้น
พ่อ แม่ น้องสาวที่น่ารัก ทุกๆคนถูกไฟคลอกตาย... บ้านที่รวบรวมความทรงจำทั้งหมดในวัยเด็ก
ถูกเผาจนไม่เหลือสภาพเดิม ครอบครัวของพี่.. ไม่เหลือใครอีกแล้วทุกๆคนถูกฆ่าจนหมด
เจ้าพวกนั้นแย่งชิงความสุขทุกๆอย่างไปจากพี่ ตั้งแต่วันนั้นมาพี่พยายามเพื่อที่จะตามหาตัวคนบงการ
คนที่แย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากพี่ ในที่สุดพี่ก็รู้ว่าคนที่สั่งให้ เผาครอบครัวของพี่ทั้งเป็นนั้น
เป็นสาวสวยผมยาวที่มีผมสีขาวปลอดและดวงตาสีแดงก่ำราว กับปีศาจ ซึ่งพี่ฟังครั้งแรกก็คิดว่ามันเป็นแค่เรื่องล้อเล่น
กันหรือแค่ตำนานเท่านั้น แต่ว่าพี่ก็เคยเจอมันจริงๆ มันเป็นลูกสาวคนกลางของหัวหน้าใหญ่ของเจ้าพวกนั้น
ผมสีขาวปลอด ผิวสีขาวซีดราวกับศพ ดวงตาสีแดงก่ำราวกับเลือด พี่เคยเจอมันสองสามครั้งระหว่างที่ล่อซื้อ
อาวุธเถื่อนตอนกลางคืน แต่ไม่ว่าจะเมื่อไหร่มันก็หนีไปได้ทุกๆครั้งราวกับปี ศาจหายตัวไปกลางค่ำคืน
....
ในห้วงความคิดผม... เป็นไปไม่ได้น่า... คนๆนั้นไม่จริงใช่ไหม... ขอร้องละพระเจ้า
คงไม่ใช่คนๆนั้นหรอกใช่ไหมผมได้แต่ภาวนาให้ไม่ใช่คนท ี่ผมคิดถึงคนแรกเมื่อเอ่ยถึง...
หญิงสาวผมขาวดวงตาสีแดงที่ออกเดินเล่นท่ามกลางราตรี ผมอาจจะผิดที่คิดถึงคนใกล้ตัว...
ผมไม่อยากแม้แต่จะจินตนาการเลยว่า.. ระหว่างสิบปีมานี้..คนๆนั้นไปทำอะไรอยู่ที่ไหนมา
ผมไม่กล้าแม้แค่จะคิดว่าเธอคนนั้นเลือดเย็นพอที่จะสั ่งให้เผาครอบครัวของพี่อ้น..
ผมคิดไปพลางระหว่างที่ใส่ชุดคลุมสีดำทับลงไปบนชุดเดิ มและสวมหมวกปีกปิดบังใบหน้า
ดูเหมือนพวกมาเฟียหรือพวกที่ทำตัวลับๆล่อยังไงก็ไม่ร ู้...
"มาตามนัดตรงเวลาพอดีเลยนะ"สาวสวยผมขาวผู้มีนัยน์ตาสีแดงราวกับทับทิมปรากฎตัวขึ ้นเบื้องหน้าพวกเรา
ที่ใส่ชุดสีดำปิดบังใบหน้าด้วยหมวกทรงสูง แววตาของเธอคนนั้นราวกับเย้ยหยันและดูแคลนทุกสิ่งทุก อย่างบนโลกนี้
ผมเอ่ยอะไรไม่ออกสักคำได้แต่เพียงยืนนิ่งไม่ไหวติงรา วกับถูกยึดให้ติดไว้กับพื้น...
"โอ๊ะโอคราวนี้พาแฟนมาด้วยรึ?คุณสายสืบ?"ดูเหมือนว่าโกโก้จะรู้อยู่แล้วและคาดการณ์ไว้ล่วงหน้ าก่อนแล้ว
ว่าจะถูกล่อซื้อจึงไม่ค่อยจะตกใจสักเท่าไหร่เมื่อพี่ อ้นถอดหมวกออกเผยให้เห็น ใบหน้าที่แสยะยิ้มอย่างหน้ากลัวราวกับฆาตกร
"คราวนี้ฉันจะมาขอตกลงดีๆนะคุณตำรวจช่วยปล่อยๆฉันไปซั กทีได้ไหมโดนคุณตามบ่อยๆจนเซ็งจะแย่แล้ว"
"ฉันจะปล่อยแกแน่..แต่จะปล่อยให้แกลงนรกยังไงละ!"พี่อ้นชักปืนขึ้นมาประทับเล็งไว้
"เฮ้อ~แย่จังๆเป็นแบบนี้อีกแล้วนะ.."โกโก้ยกมือขึ้นผูกผมแต่เธอกลับเอาปืนที่ซ่อนอยู่ด้าน หลังผมมายิงใส่พี่อ้นก่อน
"หลบหาที่กำบังเร็วเข้า..."พี่อ้นตะโกนบอกผมพลางพุ่งตัวไปหลบหลังม้านั่ง ผมที่รู้สึกตัวก็ถอดหมวกออก
"...ไม่จริงใช่ไหม..ตลอดมา..พี่หลอกลวงผมมาตลอด.."ผมมองผ่านแววตาของโกโก้
พี่สาวที่แสนดีของผม มีเบื้องหลังแบบนี้เองนะหรือ? ตลอดมาพี่แกล้งทำตัวเป็นพี่สาวที่ดีหรือว่านั่นคือตั วตนของพี่กันแน่
หรือตัวตนของพี่จริงๆเป็นผู้มีอิทธิพลขายอาวุธสงคราม กันแน่? ผมไม่รู้ว่าคนไหนคือพี่ของผมตัวจริงกันแน่
ผมสื่อข้อความในใจผมออกไปทางแววตา โกโก้เองก็คาดคิดไม่ถึงเหมืนกันว่าผมจะมาที่นี่ ท่ามกลางความสับสน
และตกตะลึงของโกโก้ ผมเห็นพี่อ้นที่ประทับปืนเตรียมลั่นไกไปทางโกโก้
.... ..... ......
ผมพุ่งเข้าไปขวางข้างหน้าโกโก้เพื่อกันไม่ให้พี่อ้นย ิงมา...แต่สายไปแล้ว เสื้อเชิ้ตของผมเปื้อนไปด้วยคราบเลือด
ผมรู้สึกเจ็บแปลบที่ทรวงอกผมถูกพี่อ้นยิงใส่ โกโก้พยุงตัวผมให้นั่งลง"ตาโง่ของแค่นี้นะพี่หลบได้อยู่แล้วรู้ไหม"
"แกนะแกโกโก้!เพราะแก..เพราะแกคนเดียวทำให้ฉัน...ไม่น ะ..นี่ฉัน..ทำอะไรลงไป..."
พี่อ้นทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงกับพื้น เพราะไม่คิดว่าผมจะเอาตัวเข้ามาบังกระสุนให้โกโก้ จึงตัดสินใจยิงออกไป
ทำให้กระสุนที่ควรจะฝังเข้าไปที่ตัวโกโกกลับมาฝังเข้ าไปที่ตัวผมแทน พี่อ้นยังช็อคนั่งนิ่งอยู่ไม่ไหวติง
สติของผมเริ่มเลือนลางลงทุกทีๆ... ผม...
ส่วนนี้ขาดหายไป ....
-:BadEnd:-
ผมตื่นขึ้นมาในห้องนอนสีชมพู บนเตียงสีชมพู ประดับประดาด้วยลูกไม้ และผ้าม่าน
ผมเห็นเด็กผู้หญิงสองคน คนหนึ่งมีผมสีดำสนิทยาวจรดพื้น ในชุดกอธโลลิสีดำสนิทนั่งบนเก้าอี้นวมสีแดงตัวใหญ่
อีกคนผมสั้นสีขาวปนชมพูอ่อนๆ เหมือนสีของดอกลั่นทมที่หอพัก อยู่ในชุดจีบสีชมพูอ่อนเหมือนสีห้อง
ท่ามกลางความสับสนและความตกตะลึงของผม ที่นี่มันที่ไหนกัน? ผมมองไปรอบๆห้องไม่เห็นทางไหนที่จะออกไปจากที่นี่ได้
ห้องนี้ไม่มีทั้งประตูและหน้าต่าง แล้วผมมาที่นี่ได้ยังไงกัน? เด็กสาวสองคนนี้เป็นใคร? แล้วทำไมผมถึงถูกส่งมายังที่นี่
"เจ้าคงจะมีคำถามเต็มไปหมดเลยสินะเราจะค่อยๆบอกเจ้าที ละเรื่องแต่จะเชื่อรึไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง"
ผมคิดว่าเคยเจอเด็กสาวทั้งสองคนนี้มาแล้วแต่ผมก็จำไม ่ได้ว่าเคยเจอกันที่ไหน "ไม่ต้องสงสัยไปหรอกค่ะเราเคยเจอกันมาแล้ว.."
ผมรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเด็กสาวผมสีชมพูอ่อนๆคนนี้มาก ทั้งวิธีการพูดและเค้าหน้าแบบนี้ "เกมส์นี้ออกจะน่าเบื่อนะเจ้าไม่ควรจะรีบจบเกมส์ไวขนา ดนี้เลย"
เธอพูดถึงเรื่องเกมส์?มันคืออะไร? "เกมส์ก็คือเกมส์นั่นแหละค่ะไม่ต้องใส่ใจเรื่องของพวก เราหรอกนะค่ะ"เด็กสาวส่งยิ้มให้ผม
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น?"ผมมองไปที่ผ้าม่านสีขาวขนาดใหญ่ที่ติดอยู่บนผนัง ผ้าม่านนั้นฉายภาพตัวของผมที่นอนจมกองเลือด
และภาพพี่อ้นกับโกโก้ที่ยิงปืนแลกใส่กันจนกระทั่งหมด ลมหายใจไปทั้งคู่ ภาพของคนสามคน ที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น....
ทำให้ผมนึกอะไรออกอย่างหนึ่ง "ผม..ตายไปแล้วสินะ" เด็กผู้หญิงผมดำยกถ้วยชาในมือขึ้นจิบ แล้วเอ่ยปาก"ถูกต้องเจ้าตายไปแล้ว"
"ตามนั้นนั่นแหละค่ะถ้ามีโอกาสอยากจะลองกลับไปแก้ไขอะ ไรที่ผ่านมาในอดีตไหมละค่ะ?"เด็กสาวผมชมพูส่งยิ้มที่คุ้นเคยดีมาให้ผม
"ทำได้..ด้วยหรือ?" เธอพยักหน้า "ได้สิค่ะไม่ว่าจะกี่รอบก็ตาม..แต่ความทรงจำส่วนนี้จะ ถูกลบไปนะค่ะ"
"นั่นหมายความว่าผม...เคยตายมาแล้วสินะ..แล้วนี่ก็ไม่ ใช่ครั้งแรก?"เด็กผู้หญิงผมดำวางถ้วยชาลงพร้อมๆกับมองมาทางผม
"ตามนั้นดั่งที่เจ้าคิด..เจ้าไม่ได้รับอนุญาติให้ตายจ นกว่าจะพบจุดจบที่แท้จริงซึ่งจุดจบนั้นเราก็ไม่ทราบเ หมือนกัน"
"ถ้างั้นอยากจะขอถามซักหน่อยที่นี่คือที่ไหนกัน?"เด็กสาวผมสีชมพูกระโดดมานั่งข้างๆผมบนเตียง
"ที่นี่คือช่องว่างระหว่างมิติและห้วงเวลา ห้องๆนี้คือที่พำนักของพวกเราเฝ้าดูตัวละครในเนื้อเร ื่องที่ดำเนินไปเรื่อยๆ~"
"แล้วผม.." เด็กสาวผมดำถอนหายใจพลางบ่น"เราคิดว่าเจ้าสมควรจะไปเริ่มเกมส์ใหม่ได้แล้วนะ"
บนพื้นเกิดช่องว่างสีดำขนาดใหญ่ขึ้น.... ผมตกลงไปในช่องว่างนั้น
ไม่มีอะไรเลยในความมืดมิดนั่น...
ผมลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งความทรงจำค่อยๆเลือนหายไป
"คุณหนูค่ะท่านเจ้าบ้านเรียกไปพบค่ะ"
จู่ๆผมก็นึกหวนถึงที่ๆผมเคยอยู่กับพ่อสมัยเป็นเด็ก.. .
ส่วนหนึ่งของเศษเสี้ยวความทรงจำนั้นได้เลือนหายไป
ผมได้ตื่นขึ้นมาในเช้าที่ไม่อยากตื่น...
(ย้อนกลับสู่บทที่หนึ่ง การรุกรานของนายจี)
ผมไม่รู้ว่าโกโก้มาทำอะไรที่สวนสาธารณะนี่โกโก้ใส่สู ทสีดำถือกระเป๋าหนังสีดำใบใหญ่มาแล้วนั่งลงพร้อมๆวาง กระป๋องเบียร์ไว้ข้างๆตัว
ตัวผมเองก็ซุ่มดูโกโก้อยู่ซักพักหนึ่ง ก็เห็นคนชุดดำใส่หมวกปีกกว้างสีดำปิดหน้าถือกระเป๋าห นังสีน้ำตาลเดินเข้าไปหา..
"หยุดอยู่ตรงนั้นนั่นแหละวางกระเป๋าไว้แล้วถอยออกมา"คนชุดดำถือปืนพกขึ้นมาเล็งไปทางโกโก้
"หวาแย่จังๆโดนขู่กรรโชคแบบนี้ฉันไม่ชอบเอาซะเลยนะ~"โกโก้บ่นอย่างหัวเสียพลางสะบัดผมไปข้างหลังแล้วมัดรว บเข้าด้วยกัน
"ฉันบอกให้หยุดไงละ!อย่าขยับ!"คนชุดดำขึ้นไกปืนปลดเซฟตี้ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่โกโก้เอาปืนพกจากด้านหลังผม ชักออกมายิงใส่ก่อน
แต่คนชุดดำก็ไหวตัวทันและหลบหาที่กำบังใกล้ๆเพื่อหยั ่งเชิง"ยังชักช้าเหมือนเดิมนะคุณ..เอ..คุณอะไรหว่า..."
"แกรู้อยู่ตั้งแต่ต้นแล้วสินะ"คนชุดดำสบถอย่างเกรี้ยวกราด โกโก้ถอนหายใจเฮือกใหญ่"ก็รู้อยู่ว่าไม่ใช่ลูกค้าแต่ไม่คิดว่าจะเจอตัวเป้งเล ยนะนี่"
"ฉันไม่ต้องการให้ตำรวจจับแกได้พวกเรามาเปลื่ยนที่กัน เถอะแต่ฉันไม่ยอมให้แกหนีไปได้หรอกนะ"โกโก้ถอนหายใจอีกครั้ง
"เฮ้อ~เมื่อไหร่จะเลิกตามราวีฉันซะทีนะ"คนชุดดำพูดด้วยน้ำเสียงขู่กรรโชก"จนกว่าที่ฉันจะฆ่าแกได้"โกโก้ส่ายหน้าเอื่อมละอาเต็มทน
"ฉันเป็นแม่ค้าเพราะงั้นฉันจะไม่ทำอะไรที่มันไม่ได้ปร ะโยชน์เอาเป็นว่าถ้าฉันชนะก็หยุดตามราวีฉันซะทีจะได้ ไหม?"
"ตกลงแกเดินนำไปก่อนฉันจะบอกทางไปเรื่อยๆอยู่ข้างหลัง เอง" ทั้งสองคนค่อยๆเดินไปข้างหน้าโดยระแวดระวังว่าจะถูกอ ีกฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน
ผมเองก็เดินตามไปเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงที่ๆผมเจอพี่อ ้นครั้งแรกที่นี่ถึงจะมีเสียงดังแค่ไหนผมคิดว่าไม่น่ าจะเล็ดรอดออกไปได้หรอก
นอกจากว่าจะเดินผ่านมาทางลัดใกล้ๆนี่ ชายชุดดำหยุดเดินแล้วโยนหมวกทิ้งให้เห็นใบหน้า... "คิดแล้วไม่มีผิดเธอจริงๆด้วย"
โกโก้แสยะยิ้มอย่างน่ากลัว ผมเห็นใบหน้านั่นไม่ค่อยชัดจากที่ไกลๆแต่ผมคิดว่าคุ้ นหน้าคุ้นตาใบหน้านั้นดี ... ผมคิดว่าผมจำคนไม่ผิดแน่
คนๆนั้น... เป็นพี่อ้นแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย "นานแค่ไหนแล้วนะที่ฉันไล่ตามแกเพียงเพื่อการแก้แค้น"พี่อ้นยกปืนขึ้นตั้งท่าเตรียมยิง
"ไม่รู้สิฉันก็จำไม่ได้หรอกฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปท ำอะไรให้เธอโกรธเคืองอะไรนักหนา" พี่อ้นทำหน้าตาน่ากลัวแววตาราวกับพร้อมที่จะฆ่าคนได้ ทุกขณะ
"ไม่มีความจำเป็นจะต้องจำหรอกกี่คน..แล้วที่ต้องสังเว ยชีวิตให้กับสินค้าของแกแม่ค้าแห่งความตาย" โกโก้ส่ายหน้าอีกครั้ง
"นั่นมันเครื่องหมายทางการค้าของฉัน ไม่ควรเอามาเรียกแทนชื่อนะมันยาวไป..อืม..ช่วยเรียกช ื่อจะดีกว่าไหม?" พี่อ้นตีสีหน้าฉงนสงสัย
"อ้าวๆนี่ไม่รู้ชื่อของฉันจริงๆรึเนี่ยให้ตายเถอะงั้น มาแนะนำตัวกันก่อนดีกว่าคุณตำรวจฉัน โกโก้เฮกมาร์ทเป็นแม่ค้าอาวุธสงครามภาคพื้นเอเชียและ ตะวันออกกลาง"
"ยินดีที่ได้รู้จักนะแต่ฉันคิดว่าฉันไม่ต้องแนะนำตัวก ับคนที่กำลังจะตายหรอกนะ"สิ้นเสียงของพี่อ้นเหมือนเป็นสัญญาณเริ่มให้ทั้งคู่เ ข้าปะทะกัน
ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลยได้แต่เพียงเฝ้าดูจากมุมมืดเ ท่านั้น พี่อ้นสาดกระสุดใส่โกโก้อย่างบ้าระห่ำใบหน้าราวกับว่ า ถ้าไม่ฆ่าล้างให้ตายๆไปซะ
ก็คงจะนอนตายตาไม่หลับแน่ๆ ส่วนทางโกโก้ดูเหมือนสบายๆไม่ค่อยอยากจะยิงใส่เท่าไห ร่นัก มียิงสวนกลับไปบ้างเป็นครั้งคราว
ระหว่างสิบปีที่ไม่ได้เจอพี่เอมาเลยนี่ผมไม่รู้จริงๆ ว่าพี่เอแกไปทำอะไรที่ไหนอย่างไรบ้างรู้แค่ว่าพี่เออ อกไปทำงานต่างประเทศบ่อยมากก็แค่นั้น
ผมนึกไม่ถึงเลยว่าพี่เอจะเป็นนายหน้าขายอาวุธสงคราม ผมรู้สึกว่าถูกหักหลังจากคนที่เชื่อใจที่สุด ผมฝืนทนกล้ำกลืนความรู้สึกของตัวเองแล้วร้องเรียก
"พี่..ไม่จริงใช่ไหม...ตลอดมานี้...พี่หลอกลวงผมมาตลอ ด" โกโก้ที่ได้ยินเสียงผม ลุกขึ้นยืนมองมาด้วยความตกตะลึงที่นึกไม่ถึง
ว่าผมจะมาอยู่ที่นี่ และอยู่ตรงนี้ ภายใต้แววตาของพี่เอเหมือนพยายามจะบอกอะไรผมซักอย่าง .. แต่ไม่อาจจะพูดออกมาได้ท่ามกลางความเงียบสงัด
เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้น.. โกโก้ทรุดตัวลงไปกับพื้นแต่ยังพอมีสติหลบเข้าที่กำบั งผมวิ่งเข้าไปหาโกโก้ โดยไม่สนใจเสียงปืนที่ดังติดๆกัน
โกโก้นอนหงายกับพื้นมือกุมท้องเอาไว้แน่นแต่สีแดงก็ย ังเปรอะชุดออกมาเป็นทาง ผมพยุงตัวโกโก้ ขึ้นมานั่ง"พี่เอ..."โกโก้ฝืนส่งยิ้มให้ผม
ทั้งๆที่ตัวเองยังเจ็บปวดมือกุมปากแผลไว้แน่น "อย่าเรียกชื่อนั้นเลย..คนๆนั้นเป็นพี่สาวที่แสนใจดีแ ละขี้เล่นของน้องจีไม่ใช่แม่ค้าอาวุธสงครามซักหน่อย"
เธอไอออกมาเป็นเลือดผมฉีกแขนเสื้อเธอแล้วพันแผลห้ามเ ลือดไว้ "พี่ต้องไม่เป็นไรนะผมจะพาพี่ไปส่งโรงพยาบาลเอง" โกโก้ส่ายหน้า
"บอกแล้วไงฉันไม่ใช่พี่ของเธอหรอกนะ..ฉันเป็นแม่ค้า.. แค่ก..แค่ก" เธอไอออกมาอีกครั้งคราวนี้มีเลือดออกมามากกว่าจนแดงฉ านไปทั่วพื้น
ผมพยุงตัวโกโก้ขึ้นบนหลังแล้ววิ่งออกไปจากที่นั่น โกโก้ยังคงพูดต่อไป ระหว่างทาง "ทุกๆทีเธอก็จะให้พี่ขี่หลังแบบนี้เสมอเลย..นานแค่ไหน แล้วนะที่พี่ไม่ได้.."
"ตอนนี้อย่าพึ่งพูดอะไรเลย"ผมพยายามจะให้โกโก้หยุดพูดแต่เธอก็พูดต่อไป"ที่พี่ขายไปพี่ก็ยอมรับว่ามันผิด..มันคือบาปของพี่.. ที่พี่สมควรได้รับ.."
"ผมก็บอกให้พี่หยุดพูดไง"เลือดไหลซึมผ่านผ้าพันแผลเปรอะเลอะหลังผมเต็มไปหมดจน ผมรู้สึกได้ "แต่พี่ไม่เคยสั่งให้ฆ่าใคร..จะเชื่อหรือไม่อยู่ที่จี คุงนะ.."
นี่ผมคิดอะไรของผมอยู่กันแน่เนี่ย..ไม่ว่าพี่เอจะทำอ ะไรหรือทำผิดยังไงพี่เอก็ยังไม่เคยที่จะทำร้ายใครเลย จริงๆจังๆซักครั้ง ผมยังไม่เคยเห็นพี่เอทำร้ายใครมาก่อนเลย
"ตั้งแต่ที่พี่ปรากฎฦตัวในฐานะโกโก้..พี่อยากจะให้ใคร สักคนรู้สึกได้ถึงบาปของพี่สิ่งที่พี่ปิดบัง...พี่ต้ องการแค่คนให้อภัย.."
ความคิดของผมที่สงสัยในตัวพี่เอมันผิดตั้งแต่แรกอยู่ แล้วไม่ใช่รึไงทำไมผมถึงได้นึกสงสัยเธอ ทำไมผมถึงไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเธอกันละ?
ตั้งแต่ที่โกโก้ปรากฏตัวในวันนั้น สวนลึกของเธอพยายามที่จะร้องเรียกให้ใครสักคนรู้ถึงต ัวตนของเธอความผิดบาปของเธอ ความจริงแล้ว...
เธอก็แค่ต้องการให้ใครสักคนรู้สึกถึงความผิดบาปของเธ อและให้อภัยแค่นั้นเองเพียงเท่านั้นเอง..."ทนอีกนิดนะ..อีกแค่แป๊ปเดียวจะถึงแล้ว.."
ผมพาโกโก้มาที่ห้องของหมอถึงเครื่องมือแพทย์จะมีไม่ม ากแต่ก็มากพอที่จะเอากระสุนออกและเย็บแผลให้ได้แน่ๆ ดูเหมือนกับว่าหมอจะเตรียมพร้อมคอยอยู่ก่อนแล้ว
ทั้งเตียงผ่าตัด มีดผ่าตัด ผ้าคลุมยางสีเขียวและตัวหมอที่อยู่ในชุดผ่าตัดรออยู่ ก่อนแล้ว "ไม่ต้องถามอะไรไปรอข้างนอก"ผมไปนั่งรออยู่หน้าห้องของหมอ
ผม...ได้ยินเสียงๆหนึ่ง เสียงนั่นมันคุ้นหูผมมากถึงจะแผ่วเบาราวกับไม่ได้ยิน ก็ตามทีเถอะ.. "ขอโทษนะค่ะเราทำได้เท่านี้เอง..."
"เธอ..อยู่ด้วยรึ" ผมเงยหน้าขึ้นมองผมเห็นม่านหมอกได้อย่างชัดเจน เธอพยักหน้าและพยายามฝนยิ้มให้กำลังใจผมทั้งๆที่ตัวเ ธอยังสั่นและทำท่าเหมือนจะร้องให้แท้ๆ
"ขอบใจนะเธอทำดีที่สุดแล้วเธออยู่ที่นั่นมาตลอดสินะผม รู้สึกได้ เธอคงจะอยู่ที่ไหนซักแห่งในมุมมืดนั่นผมได้ยินเสียงข องเธอที่ส่งไปไม่ถึงสองคนนั่น"
ม่านหมอกน้ำตาคลอเป้าและก้มหน้าลง"ฉัน..ฉัน..ทำอะไรไม่ได้เลยฉันห้ามทั้งสองคนนั้นไว้ไม ่ได้..ฉันพยายามแล้วเสียงของฉัน..."
ผมถอดถอนหายใจ "เธอไม่ต้องคิดว่านั่นคือความผิดของเธอหรอกนะ ลืมๆมันไปซะเธอทำได้ดีที่สุดแล้วเธอพยายามมามากพอแล้ วสิ่งที่เธอควรจะทำเธอก็ทำไปแล้ว"
"ขอบคุณมาก..."ผมกล่าวคำสั้นๆกับเธอ หยาดน้ำตาใสๆไหลรินตอนนี้ผมเห็นตัวตนของม่านหมอกได้อ ย่างชัดเจน
ผ่านไปกว่าชั่วโมง ผมและม่านหมอกยังคงนั่งรออยู่หน้าห้องของหมอ
ผมได้แต่ภาวนาให้พี่เอปลอดภัย หมอเดินออกมาจากห้อง"เธอเสียเลือดมาก..." ยังไม่ทันที่หมอจะพูดจบผมก็ชิงพูดก่อน
"แล้วจะเป็นอะไรมากไหม?พี่..เป็นยังไงบ้าง?แล้วต้องกา รเลือดเพิ่มไหม?"ผมระดมยิงคำถามใส่หมอเป็นชุด จนหมอยกมือขึ้นบอกเป็นนัยๆว่าให้หยุดถามก่อน
ผมจึงใจเย็นลงบ้างแล้วสงบปากสงบคำให้หมอพูด "อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว คนไข้ตอนนี้ยังไม่รู้สึกตัว ปริมาณเลือดที่เธอบริจาคเก็บไว้เพียงพอแล้วไม่ต้องห่ วง"
ผมถินหายใจยาวๆอย่างโล่งอก "ที่เหลือขึ้นอยู่กับขีดจำกัดความสามารถในการรักษาตัว เองของมนุษย์" หมอพูดราวกับว่าตัวเองไม่ใช่มนุษย์และไม่ใช่เรื่องขอ งตัวเอง
"ขอบคุณมาก" หมอดูเหมือนจะหักโหมผ่าตัดติดต่อกันนานจนเข่าอ่อนทรง ตัวไว้ไม่อยู่ ผมจึงพยุงตัวหมอไว้"ฉันฝืนขีดจำกัดของร่างกายมากเกินไปช่วยไปส่งที่เตียง ที"
เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นหมอดูอ่อนแอขนาดนี้ แค่จะยืนก็แทบจะไม่ไหวแล้ว ผมจึงอุ้มหมอทั้งๆที่อยู่ในชุดเปื้อนเลือดเต็มไปหมด ผมค่อยๆวางเธอลงบนโซฟา
เธอเพลียหลับไปแทบจะทันที ที่ผมอุ้มเธอลงบนโซฟา ผมจึงขอให้ม่านหมอกที่อยู่ใกล้ๆช่วยเปลื่ยนเสื้อผ้าใ ห้หมอพอม่านหมอกเปลื่ยนเสื้อให้หมอเสร็จ
ผมก็อุ้มหมอไปนอนในห้องนอนของหมอดูเหมือนเธอจะไม่รู้ สึกตัวเลยเพราะหลับสนิทมาก ผมปล่อยหมอไว้แล้วไปนั่งเฝ้าโกโก้ที่อยู่อีกห้อง โกโก้นอนหลับสนิท
เหมือนแค่หลับไปเฉยๆ รอบๆตัวมีแต่เครื่องมือผ่าตัดวางเรียงราย ทั้งมีดที่เปื้อนเลือด ถาดใส่หัวกระสุน ผมอุ้มโกโก้ในท่าอุ้มเจ้าหญิงไปนอนในห้องส่วนตัว
น้องหญิงไปเข้าค่ายพักแรมพอดี ตอนนี้จึงมีแค่ผมกับม่านหมอกเท่านั้น จะว่าไปตอนนี้ผมรู้สึกได้ถึงตัวตนของเธอได้อย่างชัดเ จนกว่าทุกครั้ง ม่านหมอกมีสีหน้ากังวลใจ
และร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด "พี่เค้าจะเป็นอะไรมากไหมค่ะ?" ผมส่ายหน้า"ตอนนี้ผมก็บอกไม่ได้หรอกแต่ก็ขอบคุณนะที่ช่วยอยู่เป็ นเพื่อนมาจนถึงตอนนี้"
"ไม่เป็นไรค่ะ..ถ้าเป็นเรื่องที่ฉันพอจะทำได้ฉันก็อยา กจะทำให้ถึงที่สุดค่ะ" ผมมองตาของเธอ "เธอ..รู้เรื่องนี้อยู่แล้วใช่ไหม..."เหมือนความเงียบเข้าปกคลุม
ผมคิดว่าเธอคงจะรู้เรื่องของโกโก้และพี่อ้นเป็นอย่าง ดี ถ้าเธอใช้ความสามารถของเธอในการติดตามคนที่สนใจโดยคน ๆนั้นไม่รู้ตัวแล้วละก็..เธอย่อมรู้ความลับของคนๆนั้ นๆ
แน่นอนอยู่แล้ว ม่านหมอกจ้องตาผมด้วยความงุนงนสงสัย เธอทำท่าเหมือนอยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ได้เหมือนมีอะไรจ ุกอยู่ในลำคอ "ฉัน..นั่น.."
"ไม่จำเป็นต้องปิดบังมีอะไรที่อยากจะพูดมีอะไรที่อยาก จะบอกแต่ไม่กล้าบอกพูดออกมาได้เลยผมจะรับฟังทุกอย่าง เองไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรไม่ว่าจะทุกข์ใจแค่ไหนระบา ยมันออกมาเถอะ"
ม่านหมอกน้ำตาคลอเป้าเหมือนสิ่งที่เธอพยายามฝืนมันอย ู่ตลอดเวลาจะพังทลายลงเธอเล่าเรื่องที่เธอได้ยินมาจา กพี่อ้นและโกโก้ทั้งหมด ทั้งเรื่องแผนการของพี่อ้นที่เตรียมจะฆ่าโกโก้
และโกโก้ที่ไปสารภาพบาปกับตัวเองตามลำพังที่โบสถ์ทุก วันเรื่องที่โกโก้ขายอาวุธเถื่อน และอาวุธพวกนั้นก็ไม่ได้มีไว้เพื่อฆ่าคนแต่มีไว้เพื่ อต่อชีวิตให้คนที่อยู่ในช่วงสภาวะสงคราม
การแย่งชิงอาหาร โกโก้ขายอาวุธให้ทหารที่กำลังจะแพ้สงครามเพื่อยืดชีว ิตให้พวกเขา โกโก้ไม่ใช่ปีศาจแต่ก็ไม่ใช่นักบุญสิ่งที่เธอทำไม่ใช ่เรื่องเลวร้ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี
โกโก้พร่ำคิดว่ามันคือบาปของเธอ จึงไปสารภาพบาปกับตัวเองที่โบสถ์แทบจะทุกวัน ความทุกข์ของเธอ ม่านหมอกแอบได้ยินตอนที่นั่งอยู่ในโบสถ์คนเดียว
"ขอบคุณที่ช่วยเล่าเรื่องของโกโก้ให้ฟัง..โกโก้ได้รับ การช่วยเหลือแล้วแต่ว่า..." ม่านหมอกมองมาทางผมด้วยความสงสัย"อะไรหรือค่ะ?"
"แล้วเรื่องทุกข์ใจจริงๆของเธอ..ช่วยเล่าให้ฟังด้วยได ้ไหม?"ม่านหมอกตกใจที่ผมพูดแบบนั้นแต่เธอก็เพียงแค่ยิ้มเศร ้าๆแล้วเล่าเรื่องของเธอด้วยแววตาราวกับคนที่ไร้ชีวิ ต
พ่อแม่ของเธอทะเลาะกันตลอดเวลาพ่อของเธอติดเหล้ามากแ ละมักจะทะเลาะกับแม่ของเธออย่างรุนแรงเวลาเมา เธอไม่มีห้องส่วนตัว ทำได้เพียงแค่หลบอยู่มุมๆหนึ่งของห้อง
หดตัวลงปิดหูปิดตาตัวเองทำได้เพียงซ่อนตัวอยู่ในมุมเ ล็กๆของห้อง ไม่มีที่ใดที่จะหลบหนีไปได้...
นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมม่านหมอกถึงไม่นอนในห้องของตัว เองเธอคงยังฝังใจในเรื่องที่อยู่ของเธออยู่ภาพพ่อแม่ ของเธอที่ทะเลาะกันในห้องของเธอคงจะตามหลอกหลอน
เธอจนไม่อาจจะนอนคนเดียวได้ ภาพพวกนั้นคงจะติดตาเธอ หลอกหลอนเธออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน"เธอไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนต่อไปอีกแล้วที่นี่คือหอพักข องเธอที่ๆเธอพักผ่อนที่ของเธอเพียงคนเดียว"
ม่านหมอกมองผมด้วยน้ำตานองหน้า"ฉันไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนตัวอีกแล้วก็ได้..อย่างนั้นร ึค่ะ?"ผมพยักหน้าให้เธอ
"พวกเราที่หอพักนี้ก็เหมือนเป็นครอบครัวกันแล้วมีอะไร ก็ช่วยเหลือกันดูแลกันไม่มีความจำเป็นที่เธอจะต้องซ่ อนตัวอีกต่อไปแล้วนะ"ม่านหมอกเช็ดน้ำตาของเธอเองพยักหน้ารับ
สุดท้ายแล้วพี่เอก็กลับมาหายดี ม่านหมอกก็เลยกลายเป็นของเล่นใหม่ของพี่เอไปโดยปริยา ยแต่ผมว่านั่นก็ดีแล้วละ เพราะม่านหมอกปกติจะไม่เป็นที่สนใจของใครๆ
ทำให้มักจะถูกเมินหรือมองข้ามเสมอจนคนส่วนใหญ่ไม่สาม ารถรับรู้ได้ถึงตัวตนของเธอ พอมีพี่เอที่มักจะทำเสียงดังโหวกเหวกโวยวาย เป็นที่สนใจของคนรอบๆอยู่เสมอ
ก็พลอยทำให้ ม่านหมอกเป็นที่สนใจของคนรอบๆข้างขึ้นมาได้บ้างจากกา รที่พี่เอติดหนึบม่านหมอกซะเป็นตังเม สำหรับผมแล้วการไม่เป็นที่สนใจซะยังจะดีกว่า
ผมคิดแบบนั้นจริงๆนะ
-----------------------
ผมเดินตามหาจนกระทั่งเย็น มือถือเธอก็ปิดเครื่องไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผมจึงรีบกลับไปที่หอพัก...
ไม่ว่าผมจะเดินถามใครเกี่ยวกับเรื่องของเธอ แทบจะทุกๆคนในหอพักแทบจะไม่รู้จักม่านหมอกเลย
และถึงแม้จะมีคนรู้จักแต่ก็ไม่ได้เห็นเธอมานานมากแล้ ว ผมจนปัญญาจริงๆที่จะหาคนที่ไม่สามารถมองเห็น
สัมผัสไม่ได้เดินไปไหนก็ไม่รู้สึกได้ถึงตัวตน พูดก็ไม่ได้ยิน ผมคิดว่าน่าจะลองไปหาที่ห้องของเธอดู
ผมถือวิสาสะเข้าไปที่ห้องของม่านหมอก ภายในห้องว่างเปล่ามีเพียงโต๊ะตู้เสื้อผ้าเตียง
ทุกๆอย่างในห้องดูราวกับไม่มีผู้อยู่อาศัยมานานมากแล ้ว ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับม่านหมอก
ในห้องนี้ดูเหมือนไม่เคยถูกใช้งานหรือผ่านการใช้งานเ ลยสักครั้ง ผมทั้งสับสนและมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เธอ...ม่านหมอกไม่ได้อยู่ที่หอพักนี้อีกแล้ว.. ผมคิดแบบนั้น.. ผมคิดว่าน่าจะออกไปตามหาที่ทางลัดใกล้ๆนี่
ผมได้ยินเสียงของปืนดังมาจากช่องที่พี่อ้นเคยใช้ลงไป ซ้อมยิงปืน ผมเคยเข้าไปสำรวจคร่าวๆในช่องนั้นยังมีทางที่เชื่อมต ่ออีกหลายทาง
ผมจึงเดินอ้อมไปเข้าอีกทางที่อยู่เลยไปหน่อยใต้เนินเ ขา ตรงทางเข้ามีรอยเท้าของคนสามคน
ผมคิดว่าน่าจะเป็นพี่อ้น กับใครสักคน เข้าไปในช่องว่างนี่แน่ๆ ผมเดินเข้าไปข้างในก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นติดต่อกัน หลายนัด
เป็นเสียงยิงกันดังมาจากข้างในผมจึงรีบวิ่งเข้าไปดูใ กล้ๆ สิ่งที่ผมเห็นทำให้ผมตกตะลึงมาก พี่อ้นวิ่งยิงวิ่งหลบกระสุนของอีกฝ่ายที่ยิงมา
แต่อีกฝ่ายที่ยิงมานั้นกลับกลายเป็นคนที่ผมรู้จักดีซ ะด้วย.. โกโก้นั่นเอง แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสนใจคนทั้งคู่
ผมต้องรีบหาตัวม่านหมอก ให้พบก่อนที่ใครซักคนจะยิงไปถูกเธอเข้าเพราะว่าไม่รู ้ว่ามีเธออยู่ที่นี่ด้วย
ผมได้ยินเสียงของม่านหมอกครางฮือๆอยู่ที่ไหนซักแห่งใ นนี้เธอคงจะพยายามร้องเรียกให้ทั้งสองคนหยุดยิงแต่ก็ ไม่เป็นผล
ท่ามกลางเสียงปืนและประกายแสงจากปากกระบอกปืน เสียงเล็กๆที่สั่นเครือนั่นคงส่งไปไม่ถึงทั้งสองคนหร อก
ผมวิ่งฝ่าไปท่ามกลางดงกระสุน เพื่อวิ่งไปหาม่านหมอกที่อยู่ตรงกลาง ถึงแม้ว่าผมไม่สามารถที่จะมองเห็นเธอได้
แต่ผมก็ได้ยินเสียงเธออยู่ถึงแม้ว่าที่นี่จะเต็มไปด้ วยเสียงปืนประกายไฟจากปากลำกล้องและกลิ่นดินปืน
เธอครางเสียงฮือๆด้วยความกลัว ม่านหมอกคงจะกลัวทั้งเสียงดังและเสียงปืนที่ดังต่อเน ื่องติดต่อกัน
ผมมองหาเธอในความมืด เสียงของเธอถึงจะแผ่วเบา และได้ยินไม่ถนัดนักแต่ผมก็พอจะฟังออก ในที่สุดผมก็เจอเธอ..
ม่านหมอกหดตัวปิดหูตัวเองอยู่ในมุมมืด ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความกลัว ผมได้ยินเสียงของเธอสั่นเครือ
"หนู..ขอโทษที่ทำอะไรไม่ได้เลย..หนูขอโทษที่เป็นตัวเก ะกะ..หนูขอโทษ..พ่อ..แม่..อย่าทะเลาะกันเลย"
ผมเข้าไปสวมกอดเธอไว้ "ม่านหมอก..ม่านหมอก..ตั้งสติเอาไว้..ไม่มีใครทำร้ายเ ธอหรอก..ที่นี่ไม่มีอะไรแล้ว"
ท่ามกลางเสียงปืนเสียงของผมคงจะส่งไปไม่ถึงม่านหมอกแ น่ๆ ผมจึงกู่ร้องตะโกนให้ทั้งสองคนที่ยิงปืนห้ำหั่นกันอย ่างไม่ลืมหูลืมตา
และดูเหมือนว่าเสียงของผมจะได้ผล ทั้งสองคนหยุดยิงผมอุ้มม่านหมอกออกมาจากที่นั่น ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งสอง
"ดูเหมือนว่าฉันคงจะต้องยอมถอยตั้งแต่ตรงนี้"โกโก้พูดพลางทำท่าเซ็งๆแล้วหลบหนีไป ส่วนทางด้านพี่อ้นยังตกใจไม่หาย
ที่จู่ๆผมก็ตะโกนออกมาแบบนั้นพี่อ้นยังนั่งนิ่งอยู่ต รงนั้น ดูผมอุ้มม่านหมอกที่ทั้งตัวสั่นและสติแตกอยู่ ผมพาม่านหมอกกลับมาที่ห้องของเธอ
ดวงตาของเธอเบิกโพลง ตัวยังสั่นอยู่ไม่หยุด ปากเธอสั่นระเรื่อๆ ครางเสียงออกมาไม่เป็นภาษา ผมวางเธอลงบนเตียงนอน
เอามือปิดตาเธอลงเบาๆผมหยิบผ้าชุบน้ำแล้ววางลงบนหน้า ผากของเธอ "ไม่ต้องกลัวนะ..ไม่มีใครทำร้ายเธอได้อีกแล้ว.."
"พี่ค่ะ..พี่...จะไม่ทิ้งหนูไปใช่ไหมค่ะ"ผมคิดว่าเธอคงจะจำสับสนว่าผมเป็นพี่ลของเธอ
"ไม่ต้องกลัวนะม่านหมอกพี่อยู่ที่นี่แล้วพี่จะปกป้องเ ธอเองไม่ต้องห่วงพี่อยู่ตรงนี้แล้ว"
ม่านหมอกกำมือผมไว้แน่นดูเหมือนว่าเธอจะผ่อนคลายลงได ้บ้างแล้ว "พี่..หนู..ขอโทษเป็นเพราะหนูมันน่ารำคาญหนูเหมือนตัว เกะกะ"
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกเธอไม่ผิดหรอกมันไม่ใช่ความผิดขอ งเธอหรอก" เธอน้ำตาไหลซึมอาบแก้มผ่านผ้าขาวๆที่ปิดตาเธอไว้
มือของเธอค่อยๆคลายจากการกุมแน่นกลายเป็นกุมหลวมผมนั ่งรอเฝ้ารอเธอจนกระทั่งเผลอหลับไป ..พอผมรู้สึกตัวอีกที
ผมก็นอนอยู่บนเตียงในห้องของม่านหมอก บนโต๊ะของม่านหมอกมีกระดาษใบเล็กๆเขียนไว้
ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งค่ะ ขอบคุณที่ช่วยปลอบโยนฉัน ขอบคุณที่ช่วยเหลือฉันในทุกๆเรื่อง แต่ฉันไม่อาจจะตอบรับความรู้สึกนั้นได้
ขอบคุณที่ช่วยดูแลเสมือนพี่ชายแท้ๆของฉัน แต่ก็ต้องขอโทษด้วยจริงๆเพราะคุณไม่ใช่พี่ชายของฉันข อโทษจริงๆที่ฉันมองคุณ
เหมือนเป็นเงาของพี่เป็นตัวแทนของพี่ชาย.. ฉันขอขอบคุณสำหรับทุกสิ่งจากใจจริงค่ะ เรื่องเงินค่าหอพักของเดือนนี้
ฉันโอนเข้าบัญชีให้แล้วไม่ต้องห่วงนะค่ะ ถึงเวลาแล้วที่ฉันควรจะก้าวเดินออกไปอย่างจริงจังๆซั กที ฉันจะออกไปตามหาพี่ชายค่ะ
ถึงมันจะเป็นความหวังอันน้อยนิดแต่ฉันก็อยากจะลองเสี ่ยงกับมันดูสักครั้ง ขอบคุณที่ช่วยมอบกำลังใจให้ฉันและปลอบโยนฉันนะค่ะ
ผมคิดว่าเธอคงจะค้นหาเส้นทางที่เธอควรจะก้าวเดินต่อไ ปด้วยตัวเองได้แล้ว ผมจึงปิดห้องของม่านหมอกและล็อกกุญแจไว้
รอคอยการมาของเจ้าของห้องคนใหม่ของห้องนี้
-:BadEnd:-
ม่านหมอกหายตัวไป
----------------------------
"ขอโทษด้วยฉันไม่ใช่พี่ของเธอหรอก"ม่านหมอกดึงมือผมเอาไว้
"ไม่จริงใชไหมค่ะ...พี่.." ผมดึงผ้าขาวที่ปิดหน้าเธอออก ให้ม่านหมอกเห็นหน้าผมชัดๆ ผมมองเข้าไปในแววตาของเธอ
"ขอโทษด้วยฉันไม่ใช่พี่ของเธอและฉันก็ไม่อาจจะแทนที่พ ี่ชายของเธอได้หรอก"ม่านหมอกปล่อยโฮออกมา
ผมทำได้แค่เฝ้ามองดูอยู่ใกล้ๆเท่านั้น สิ่งที่ผมทำได้มีเท่านี้เอง.. "แต่ว่าก็ยังไม่หมดหวังซะทีเดียวหรอกนะ"
ม่านหมอกเช็ดน้ำตาของตัวเองออกตอนนี้สติของเธอกลับคื นมาทั้งหมดแล้ว "มะ..หมายความว่ายังไงค่ะ?"
"ก็ถ้าให้เจ๊ลูกับพี่เอช่วยก็น่าจะพอมีความหวังได้บ้า ง..เรื่องตามหาลูกหนี้ตามคนหายเนี่ยเจ๊ลูแกถนัดนักแล"
ม่านหมอกจ้องตาผมด้วยแววตาที่มีความหวังอยู่เต็มเปื่ ยม"จริงหรือค่ะมีโอกาสที่จะได้เจอกันอีกจริงๆหรือค่ะ?"
ถึงแม้ว่าไม่มีอะไรมายืนยันก็ตามทีแต่ผมไม่ควรจะทำลา ยความหวังของเธอผมจึงตกปากรับคำไป"จริงสิ"
ม่านหมอกส่งยิ้มให้ผมทั้งน้ำตา "ขอบคุณค่ะขอบคุณจริงๆค่ะขอบคุณค่ะ" สาเหตุที่ทำให้ม่านหมอกมีความสามารถ
ในการลบตัวตนของตัวเองก็อาจจะเป็นเพราะว่าปัญหาทางบ้ านที่ทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวันทำให้เธอไม่มีที่อยู่ท ี่จะอยู่ได้อย่างสุขใจได้
เธอทำได้เพียงหลบหลังพี่ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น.. แต่แล้ววันหนึ่งพี่ของเธอก็ได้หายตัวไป...
คนที่เคยเป็นที่พักพิงยามต้องการใครสักคน คนที่เคยปกป้องตัวเองมาตลอด คนที่คอยช่วยเหลือมาตลอด
หายไปแล้ว ไม่อยู่อีกแล้ว ไม่มีอีกแล้วที่พักพิง ที่ป้องกัน ที่ผ่อนคลาย ความรู้สึกของเธอคงจะเหมือนถูกพังถลายลง
เธอจึงทำเหมือนตัวเองไม่เคยมีตัวตนอยู่ในบ้านหลังนั้ น ทำเป็นเหมือนไม่ได้อยู่ตรงนั้น เธอลบตัวตนของตัวเองในบ้านหลังนั้น
ภาพของเด็กสาวตัวเล็กๆที่นั่งมองดูพ่อและแม่ทะเลาะกั นอย่างรุนแรง อยู่ในมุมมืดแห่งหนึ่งในมุมห้อง ผมนึกภาพที่น่าสลดหดหู่
มของม่านหมอกในตอนเด็กๆผ่านทางแววตาของเธอที่สะท้อนก ลับมายามที่เธอมองตาผมด้วยน้ำตานองหน้า
ม่านหมอกพยายามเช็ดน้ำตาออก แต่นั่นไม่ได้ทำให้น้ำตาหยุดไหล ม่านหมอกร้องให้จนตาแดงไปหมด
ผมทำได้แค่เพียงลูบหัวเธอเท่านั้น "ที่ผมทำให้ได้ก็มีแค่นี้เอง" ม่านหมอกในตอนนี้เธอหยุดร้องให้แล้ว
"สิ่งที่ฉันทำได้ก็มีแค่คำขอบคุณนี่แหละค่ะถึงจะไม่มา กมายอะไรแต่ก็ขอให้รับไว้ด้วยนะค่ะ"
"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกผมก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมายขนาดนั้น ซักหน่อย"ผมลูบหัวตัวเองแก้เขิน
เธอส่ายหัว"ช่วยได้มากเลยละค่ะ..ผู้หญิงนะขอแค่ใครซักคนคอยอยู่ข ้างๆยามที่เราต้องการมากที่สุดแค่นี้ก็เพียงพอแล้วละ ค่ะ"
ม่านหมอกยิ้มให้ผมเล็กๆที่มุมปาก แต่ทำไมผมถึงคิดว่านั่นเป็นรอยยิ้มที่เจิดจรัสที่สุด ของม่านหมอกเท่าที่ผมเคยเห็นมาได้นะ
---------------------------
suneo
06-28-2010, 11:56 PM
มีต่อแว้ว ^^
[หนูทดลองก็ยังมีคุณค่าของมัน]
}การรุกรานของนักวิทยาศาตร์?{
"หมอที่เรียกมาเนี่ยมีเหตุผลอะไรเหรอ?" จีที่กำลังค่อยๆยื่นขนมลงจากด้านบนของกรงหนูทดลองในห ้องของหมอ
แล้วชักมือกลับขณะที่หนูขาวด้านในพยายามยืนสองขาเอื้ อมเก็บขนม หมอไม่ปริปากอะไรขณะที่กำลังเก็บสัมภาระอยู่
"ถ้างั้นจะให้ช่วยอะไรละ?" หมอหยุดเก็บสัมภาระแล้วมองมา "ตามมา" คำสั้นๆจำกัดความแต่มันมีความหมายแฝงอะไรรึเปล่า?
ถึงจะมีหรือไม่มีก็แล้วแต่ ผมก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่าตามเธอไปหรอก เพราะอะไรนะเหรอ?ก็เพราะผมไม่มีเหตุผลที่จะปฎิเสธ
คำขอร้องของคนที่มีบุญคุณคอยช่วยรักษาเวลาเจ็บป่วยนะ สิ ถึงแม้จะไม่รู้ก็ตามว่าเธอให้ผมตามไปไหน ทำอะไร ที่ไหน อย่างไง
ก็แล้วแต่ ผมก็ยังมีความคิดเป็นของตัวเองอยู่ดี ถึงแม้ว่าหมอจะมีบุญคุณช่วยเหลือผมมามากมายมหาศาลแค่ ไหนก็ตามทีเถอะ
แต่ว่าผมก็ไม่ยอมที่จะกลายเป็นเหมือนหนูทดลอง ที่จะยอมให้ฉีดยานู่นนี่ให้โดยไม่ขัดขืนหรอกนะ อย่างน้อยผมก็มีศักดิ์ศรี
ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกันนะสิ! หมอที่ยื่นกระเป๋าหนังใส่เอกสารมากมายมาให้ช่วยถือ และเดินอาดๆออกไปจากห้อง
เอาเห๊อะ ช่วยไม่ได้ไหนๆก็ไหนๆตามไปก็แล้วกัน เผื่อว่าอาจจะได้เจอพรรคพวกมนุษย์ต่างดาวที่มาติดต่อ กับหมออีกก็ได้
ใครจะไปรู้ หรือไม่แน่ก็แค่อาจจะให้ไปช่วยจับ หนูทดลองที่หลุดออกมาละมั้ง แต่ถ้าหมอกับพรรคพวกต่างดาวคิดวางแผน
จะยึดครองโลกขึ้นมา ผมอาจจะได้เป็นผู้กอบกู้ด้วยการยับยั้งแผนการของหมอล ะมั้ง คิดฟุ่งซ่านไปก็เท่านั้น ระหว่างที่เดิน
ตามหมอมารู้สึกตัวอีกที ก็ยืนอยู่หน้าโรงงานร้างที่จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า อาจจะเคยมาที่นี่แล้ว ทั้งๆที่สภาพ เหมือนไม่มีคน
เข้าออกมาเป็นสิบๆปีแล้ว หญ้าขึ้นรกประตูด้านหน้าจนเข้าไม่ได้ กลิ่นสนิมและน้ำค้างลอยจางๆขึ้นมาแตะจมูกเป็นระยะๆ
ลางสังหรณ์ของผมบอกว่าชะตาของผมมันกำลังจะเกิดเรื่อง ร้ายๆขึ้นที่นี่แน่ๆ
"หมอผมขอกลับก่อนได้ไหม?ที่นี่รู้สึกไม่ค่อยดีเลย" "ตามมา"หมอที่หยุดเดินนำหันกลับมามอง "นายจำเป็น
"พูดจบก็เดินนำไปทางด้านหลังของโรงงาน.... ผมก็ไม่ใช่ไม่ชอบที่นี่หรอกนะไม่สิ ไม่ชอบบรรยากาศวังเวงที่นี่ต่างหาก
นี่มันรู้สึกว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆเข้ามาที่นี่เลยต ่างหาก "เอ่อ... ถามอะไรหน่อยสิทำไมที่นี่ไม่มีสัตว์หรือแมลงอยู่เลยแ ม้แต่ตัวเดียวละ?"
หมอหยุดเดินและพูดโดยที่ไม่ได้หันกลับมามอง "เพราะคลื่นอินฟาเรดความถี่สูงที่ส่งผ่านคลื่นสมองของ สิ่งมีชีวิตถูกรบกวน
ไม่ให้เข้าใกล้ที่นี่และอาศัยอยู่ใกล้ที่นี่ได้นะสิ" "งั้นแล้วทำไมพวกเราถึงเข้ามาได้โดยไม่มีอันตรายละถ้า มีไอ้คลื่นอะไรนั่น"
หมอหันกลับมา"เพราะชั้นพกอุปกรณ์ต่อต้านคลื่นความถี่สูงนะสิ" นั่นสินะไม่มีเหตุผลอะไรที่คนที่สร้างมันขึ้นมาจะสร้ าง
ของที่ป้องกันมันขึ้นมาไม่ได้ ว่าแต่สร้างไอ้เครื่องนี่ขึ้นมาก็เพื่อป้องกันไม่ให้ คนเข้ามาที่นี่สินะ แล้วที่นี่มันมีอะไรที่จำเป็นต้อง
สร้างของพรรคนี้มากันไม่ให้คนเข้ามาที่นี่กันนะ? หรือว่ามันจะเป็นอะไรที่อันตรายสุดๆ หรือไม่ก็ อะไรก็ตามที่ไม่อาจให้ใครเห็นได้
หมอเปิดประตูด้านหลังที่ล็อกกุญแจอย่างแน่นหนาออก "เข้ามาสิ"ผม ที่เดินอย่างหวาดระแวงและมองไปทางข้างหน้าที่มืดสนิท
มีเพียงแสงที่ลอดออกมาจากช่องระบายอากาศด้านบนของ ตัวโรงงาน และแสงเล็กๆที่เล็ดลอดผ่านรูเล็กๆของช่องสังกะสีเท่า นั้น
พอตาเริ่มชินกับความมืดภายในโรงงานร้างนี้ก็เริ่มเห็ น สายไฟและเศษชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ทั้งขนาดเล็กใหญ่ วางอย่างระเกะระกะ
ทั่วไปทั้งโรงงาน เมื่อมองไปด้านหน้าก็เห็นสิ่งก่อสร้างที่ลักษณะคล้าย ๆตู้อะไรสักอย่างที่ขนาดคนลอดผ่านได้ หมอเดินไปสับคัทเอาท์ขึ้น
เสียงเครื่องยนต์เริ่มทำงาน ประกายไฟจากหลอดไฟวูบวาบ สว่างไปทั่วทั้งโรงงาน
ผมแทบไม่เชื่อสายตาว่าของพวกนี้สร้างโดยนักวิทยาศาสต ร์ที่ชอบอ่านหนังสือเพี้ยนๆคนหนึ่งได้ด้วยตัวคนเดียว
หมอมองมาที่ใบหน้าที่ตื่นตะลึงระคนตกใจในความอัศจรรย ์ใจของเครื่องจักรพวกนี้"ไปยืนตรงนั้น"
หมอชี้ไปที่ตู้กลางห้องนั่นที่อยู่ตรงกลางระหว่างเสา สองต้น "อย่าบอกนะว่าให้ไปยืนตรงนั้นนะ!!"หมอไม่ตอบ
แต่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นสัญญาณ "ไม่นะทำไม่ได้หรอกไอ้เครื่องนี่มันไม่น่าไว้ใจ" หมอมองมาด้วยสีหน้าที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
"งั้นมาสับสวิทต์ตรงนี้ฉันจะไปยืนแทนเอง" ผมที่ได้ยินดังนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่าถ้าให้เด็กผู้หญ ิงตัวเล็กๆ
ได้รับอันตรายจากไอ้เครื่องบ้าๆนี้ขึ้นมาแล้วให้ผู้ช ายอกสามศอกยืนดูเฉยๆโดยไม่ทำอะไรเลยได้ยังไง
แต่ถ้าผมยอมไปตรงนั้นแทนถึงแม้ว่าจะเกิดอันตรายขึ้นก ับผมอย่างน้อยหมอก็รักษาพยาบาลผมได้นี่นา
"ไอ้เครื่องนี่มันเครื่องอะไรนะ?แล้วไม่มีอันตรายแน่น ะ?" หมอตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทั้งๆที่ค่อยๆเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
"นั่นคือเครื่องขนย้ายมวลสารและโมเลกุล ใช้สำหรับขนส่งโมเลกุลย้ายที่และส่งไปยังสถานที่ใหม่
โดยทฤษฎีไม่มีอันตรายใดๆต่อผู้ถูกขนย้าย" "งั้นตกลงมันใช้ทำอะไรกันแน่ละ? แล้วพาผมมาที่นี่ทำไมกัน!?"
"ใช้เคลื่อนย้ายสิ่งของจากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่งและท ี่พานายมาที่นี่ก็เพื่อ..." จู่ๆก็รู้สึกเหมือนสติจะดับวูบไป
เหมือนกับเดจาวูว่ามันจะเคยเกิดเหตุการณ์คลับคล้ายคล ับคลาแบบนี้เหมือนกันนะ ผมรู้สึกเจ็บๆคันๆที่แขน
เป็นเพราะหมอที่ปักเข็มฉีดยาลงไป "หมอนี่มันอะไรนะ!" "....." หมอค่อยๆลากผมที่ไม่มีแรงและชาไปทั้งตัว
ไปที่ตู้นั่นแล้ววางไว้เหมือนผ้าขี้ริ้วเก่าๆ จากนั้นก็ไปกดสวิสต์ปุ่มเดินเครื่อง มีแสงไฟวูบวาบไปทั่ว เจ้าเครื่องนั่นจู่ๆก็เกิดเสียงที่ดังมาก
ประกายไฟกระเด็นออกมาจากด้านบนของเครื่อง ไฟฟ้าก็กระจายออกมา เพียงชั่วแวบเดียวเท่านั้นเครื่องก็เกิดระเบิดขึ้นจา กนั้นสติของผมค่อยๆเลือนหายไป...
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
P.s. Side Story ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลัก
คิดซะว่ามันเป็นรูธความฝันก็แล้วกัน
การรุกรานที่แห้งแล้ง
แม้ว่าพื้นดินจะแห้งเหือดแต่ต้นลั่นทมก็ยังยืนต้นอยู ่ได้
--------------------------------------
ผมที่ตอนนี้เหงื่อซกไปทั้งตัวเดินท่ามกลางแดดร้อนเปร ี้ยงไปตามเส้นทางปกติไปสู่ตลาด
จากประสบการณ์ของผมแล้ว
ถึงทางลัดมันจะเร็วกว่าดีกว่าสะดวกกว่า มีร่มไม้บังแดดให้มากกว่าแต่ผมก็ไม่คิดจะเดินผ่านที่ นั่นอีกหรอกนะ
เพราะว่าที่ตรงนั้นผมไปบังเอิญเจอพวกแปลกๆอยู่เสมอแล ะเหตุการณ์พึลึกพิลั่นนับไม่ถ้วนเป็นไปได้
ผมยอมทนตากแดดให้โดนแดดเผาสีผิวจนตัวดำ ทำลายเซลล์สมองจนไหม้เกรียมยังดีซะกว่า
มาเจอหรือเข้าไปพัวพันกับเรื่องแปลกๆพิศดารกับพวกไม่ ปกติ ทั้งๆที่นี่ก็ใกล้จะเข้าหน้าฝนไปทุกที
แต่ทว่า.... ไม่รู้ทำไมอากาศมันถึงได้ร้อนอบอ้าวอย่างนี้กันนะ
ผมไม่สามารถทำความเข้าใจกับสภาพอากาศที่ค่อนข้างพิลึ กพิลั่นนี่เอาซะเลย
ทั้งๆที่ก็ใกล้จะเข้าหน้าหนาวแล้วแท้ๆแต่อากาศในวันน ี้นะสิชวนให้นอนบนม้านั่งข้างสระหรือว่ายน้ำ
อย่างสบายอารมณ์ในสระหอพักยังจะดีซะกว่าแต่ถึงอย่างน ั้นเหตุผลที่ผมต้องทนตากแดดเหงื่อแตกมายังตลาด
ก็เพราะว่าคุณป้าคนขายผักบอกว่าวันนี้มีผักสดใหม่สั่ งตรงมาเป็นพิเศษถ้าไม่รีบมารับไปมันจะเฉาเหื่ยวหมดซะ ก่อนเพราะอากาศที่ร้อนแบบนี้ผักจะเน่าเสียง่ายและไวก ว่าปกติผมคิดว่าเลี่ยงไปทางธรรมดาๆแล้วนะ
แต่ยังไม่วายเจอเด็กสาวที่ดูยังไงก็พิลึกแหงๆ ก็ดูชุดที่เธอใส่เหมือนกับใส่ชุดเวทสูทของนักประดาน้ ำไว้ข้างใน
ยังไงยังงั้นเลยแต่ดูเหมือนเธอจะไม่ร้อนเลยทั้งๆที่ใ ส่ชุดที่ดูยังไงก็น่าจะร้อนสุดๆเอาไว้โดยไม่มีเหงื่อ ซักเม็ด
ผมยาวสีแดงสดดูสะดุดตาสลับกับสีดำที่ดูเหมือนโดนความ ร้อนจากแดดกัดเผาจนสีผมกลายเป็นสีชา
"นี่เธอนะ..." ผมคิดว่าผมได้ยินคนอื่นเรียกแบบนี้จนชินหูแล้วนะ แต่ผมก็แกล้งทำเป็นหูทวนลม
เพราะรู้โดยสัญชาติญาณว่าถ้าตอบกลับไปมันจะมีเรื่องใ ห้ผมปวดหัวอีกแน่ๆ
และดูจากกระเป๋าที่เธอพกมาด้วยก็คงจะกำลังหาที่พักอย ู่แหงๆ
"นี่เธอหูหนวกรึไงไม่ได้ยินที่พูดรึไงยะรอบๆนี้ก็มีแค ่เธอคนเดียวนั่นแหละ"คุณเธอเล่นตะโกนเสียงดัง
จนผมคิดว่าอาจจะไกลพอไปถึงพอพักซะด้วยซ้ำ
"ได้ยินแล้วๆ แล้วก็ไม่ใช่เธอแต่เป็นนายต่างหากผู้ชายนะผู้ชาย!"เจ้าหล่อนมองอย่างสงสัยแล้วก็ทำหน้า
ประมาณว่าช่างมันเถอะ "แถวๆนี้มีหอพักอยู่ใช่ไหมชื่อระทมสีชาดรึอะไรนี่แหละ"ผมคิดแล้วว่าใช่จริงๆด้วย
ทำไมหอพักนี้ถึงได้เป็นแหล่งรวมพวกไม่ปกติตั้งแต่ไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?
"หอพักลั่นทมสีชาดไม่ใช่ระทมแล้วก็ถ้าอยากจะไปเดี๋ยวผ มไปส่งให้เอง"
"ทำไมต้องไปส่งด้วยละแค่บอกทางก็พอแล้วฉันไปเองได้... อ้อใช่ๆขอถามนิดหนึ่งสิหอพักนั้นนะราคาถูก
แล้วก็ทนไฟด้วยใช่ไหม"ผมคิดว่าผมฟังไม่ผิดหรอกเจ้าหล่อนถามเรื่องทนไฟไหม?
"แล้วก็ใกล้สถานีดับเพลิงด้วยใช่รึเปล่า"ผมไม่เข้าใจในคำถามพวกนั้นเลยซักนิด คนส่วนใหญ่
คนที่ถ้าถามเรื่องเกี่ยวกับหอพักก็จะถามกันเรื่องราค าที่พัก ความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย
ใกล้สถานที่ชุมชนรึเปล่า อะไรทำนองนี้ไอ้ที่มาถามเรื่องความทนทานของหอพักนี่ก ็เพิ่งจะมียัยนี่เป็นคนแรก
นี่แหละ"เอ่อ...คงจะ...มี...มั้ง.." "ไม่เป็นไรเอาเป็นว่าลืมๆที่ฉันถามไปก็แล้วกันนะฉันชื ่อเปลว" ชื่อแปลกดีแฮะ
แต่ผมไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องชื่อหรอกเพราะผมยังติดใจเร ื่องที่เธอถามเกี่ยวกับความทนทานของหอพักซะมากกว่า
พูดถาม เหมือนกับว่าจะทำอะไรซักอย่างจนหอพักมันพังได้ยังไงอ ย่างงั้น
แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกถึงความอันตรายจากเธอเลยแม้แต่ น้อย ไม่เหมือนกับไม้กับเจ๊ลูที่ปล่อยจิตสังหารออกมา
ขนาดที่อยู่ด้านหลังไกลๆยังรู้ได้เลย"ยินดีที่ได้รูจักผมชื่อจีเป็นผู้ดูแลหอพักลั่นทมนั่น นะ"
หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จ ผมก็เลยบอกทางไปหอพักให้เธอจากนั้นผมกับเธอก็แยกย้าย กันไป
ผมหอบหิ้วผักใส่ถังน้ำแข็งแล้วจ้างรถแท็กซี่แถวนั้น ให้ไปส่งที่หอพักก็บังเอิญไปเจอเปลวยืนอยู่ไม่ไกล
จากจุดเดิมซักเท่าไหร่นัก คิดว่าน่าจะหลงทางอยู่หรือไม่ก็...ผมดูท่าทางเธอที่ม องไปรอบๆอย่างสับสน
ลุกลี้ลุกลนชอบกลเอ่อ...ไม่สิ เด็กหลงทางชัดๆ ผมถอนหายใจอย่างอดเสียไม่ได้
"คงกำลังสังสัยสินะว่าอะไรไปทางไหนบ้างไม่ใช่ไปไม่ถูก แต่กำลังสำรวจพื้นที่รอบๆหอพักสินะ"
"ใช่ๆแบบนั้นนั่นแหละไม่ใช่ว่าฉันหลงทางหรอกนะแค่มาสำ รวจรอบๆ..." ผมคิดว่าอุตส่าห์ช่วยพูดแก้ตัวให้เธอแล้ว
แต่ตัวเธอกลับพูดฆ่าตัวตายซะเอง "เอาน่าๆไม่ว่าใครก็เคยหลงทางด้วยกันหมดนั่นแหละ"
และดูเธอจะอายมากซะจนหน้าแดงไปหมด"ถ้างั้นก็ตามผมมาก็แล้วกัน" ผมเดินนำเธออยู่ด้านหน้า
ผมไม่รู้เลยว่าสีหน้าเธอตอนนี้ทำหน้าแบบไหนอยู่แต่ผม รู้สึกว่าวันนี้
อากาศมันชักจะร้อนกว่าทุกวันก็ว่าได้ ผมพาเธอมาจนกระทั่งถึงหอพัก ท่าทางเธอจะกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
"ถ้าฉันติดผนังกันความร้อนไว้ในห้องเจ้าของจะว่าอะไรไ หม?" ผมทำหน้าสงสัยในคำถามของเธอ
"คงไม่เป็นไรละมั้ง"ผมคิดว่าเจ๊แกคงไม่ว่าอะไร..ก็นะโซดาเจาะรูกำแพงของห ้องแล้วยัดตู้แช่ขนาดใหญ่เอาไว้ในห้องยังไม่บ่นซักคำ ก็น่าจะได้ละมั้งคราวนี้เธอครุ่นคิดพลางมองหน้าผมเหม ือนพยายามจะนึกอะไรให้ออก
"ฉันกับนายเคยเจอกันที่ไหนรึเปล่า?"ผมคิดว่ายังไม่เคยเจอกับเธอคนนี้ที่ไหนมาก่อนเลยซักค รั้ง
ไม่ว่าจะที่ไหนวันไหนเมื่อไหร่ก็ตามทีเถอะ "ไม่หรอกจำผิดคนละมั้ง" "รึว่า...นายเป็นเด็กคนนั้นที่ฉัน..."
คราวนี้จู่ๆเหมือนกับว่าเธอนึกอะไรซักอย่างที่มันสำค ัญมากๆออก หน้าของเธอเริ่มเปลื่ยนเป็นสีแดง
ผมคิดว่านั่นไม่ใช่เพราะความเขินอายแต่น่าจะเป็นเพรา ะความโกรธและโมโหอะไรผมซักอย่างแน่นอน
"นี่..นายจำไม่ได้จริงๆอย่างนั้นหรือ?"ผมจำอะไรไมได้ซักอย่างเกี่ยวกับเรื่องของเธอผมตอบไปต ามตรง
"ขอโทษด้วยแต่ว่าผม...จำไม่ได้จริงๆ"
"คนอย่างนาย..คนอย่างนายนี่มัน...คิดว่าฉันอดทนฝึกแทบ ตายมาเป็นสิบปีเพื่ออะไรกัน...ทั้งๆที่ฉันพยายามมาตล อด..."
ดูเหมือนเธอจะทั้งโกรธทั้งเสียใจจนหน้าแดงและน้ำตานอ งหน้าไปหมด "พี่จีคิดว่าต้องทำให้เด็กผู้หญิงต้องร้องให้อีกสักกี ่คนถึงจะพอใจค่ะ?"
คราวนี้น้องหญิงที่อยู่บนชั้นสองส่งยิ้มมาให้อย่างยิ ้มแย้มแต่ดูจากแววตาแล้วเหมือนกับเจ๊ลูตอนคิดจะฆ่าผม ซะด้วยซ้ำ ยิ่งนานวัน
น้องหญิงเริ่มเหมือนเจ๊ลูมากขึ้นๆทุกวันซะแล้วสิ "เธอเป็นใคร..."เปลวถามน้องหญิงที่อยู่บนชั้นสอง
"ถ้าจะถามว่าเรานั้นหรือคือใครกัน ถ้าอยากรู้เราก็พร้อมจะแถลงไข เพื่อปกป้องไม่ให้แผนการถูกทำลายเพื่อสร้างฮาเร็มที่ สงบสุข"
"มี๊~เผยตัวตนของความชั่วและความรัก~ไวท์บริดท์ งานแต่งที่สดใสรอเราอยู่" เปลวดูเหมือนจะรับมุขน้องหญิงไม่ทันถึงกับ งง ไปชั่วขณะ
"เราก็เป็นหนึ่งในภรรยาในอนาคตของพี่จียังไงละค่ะ~"ผมคิดว่านี่ไม่ใช่เวลามาล้อเล่นหรือเล่นสนุกแน่ๆ เพราะดูจากท่าทีของเธอ
ที่ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธแล้วไม่ใช่เรื่องเล่นๆแน่ๆ "อ๋อ..อย่างนี้นี่เอง..แบบนี้เองสินะ...ที่ลืมฉันไปก็ เพราะแบบนี้นี่เอง.."
"ดะ..เดี๋ยวก่อนสิ..ใจเย็นๆก่อนนะ...ผมขอโทษจริงๆถึงจ ะไม่รู้ว่ามันเรื่องอะไรก็จริงแต่ค่อยๆพูดค่อยๆจากัน ก่อนนะ...."
ดูเหมือนว่ารอบๆตัวเธอจะร้อนจนไอระเหยขึ้นมาจากบนพื้ นดินจนผมรู้สึกได้ เธอยกมือขึ้นข้างหนึ่ง เปลวไฟเล็กๆขนาดลูกปิงปองก็ได้ก่อตัวขึ้น
ผมคิดว่านี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้ว ไม่ว่าลูกไฟนั่นมันจะเป็นมายากลรึอะไรก็ตามถ้าปามันใ ส่ใครซักคนผมคิดว่าคงไม่จบแค่แผลพกช้ำ
และรอยไฟลวกธรรมดาๆแน่นอน"Pyrokinesisสินะพวกสายควบคุม"พี่เอที่ออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นมองด้วยท่าทีสนุกสนาน และดูไม่มีทีท่าจะตกใจเลย
"ความสามารถในการใช้พลังจิตควบคุมไฟสามารถจุดไฟและควบ คุมการเกิดไฟทิศทางของไฟได้ด้วยจิตเพียงอย่างเดียวพี ่ก็เคยเห็นบ่อยๆในอินเดียนะ"
ตกลงว่าพี่เอไปทำงานอยู่ในประเทศไหนมาบ้างละเนี่ยแต่ เรื่องนั้นช่างมันก่อนผมคิดว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ ต่อไปผมคงจะถูกย่างสดแน่ๆ
เพราะดูเหมือนลูกไฟขนาดลูกปิงปองเมื่อกี้จะมีขนาดเท่ าลูกเทนนิสได้แล้ว "แล้วทำยังไงถึงจะหยุดเธอได้ละ"พี่เอสวมกอดน้องหญิงบอกคำใบ้กับผม
"ทำยังไงก็ได้ให้เธอสับสนและตั้งสมาธิไม่ได้"ตอนนี้ลูกไฟขนาดลูกเทนนิสเมื่อกี้จะมีขนาดเท่าลูกตะก ร้อได้แล้ว ผมตัดสินใจเดิมพันด้วยโอกาสเดียวนี้
ผมโผเข้าสวมกอดเธอ "ขอโทษนะเปลวผมขอโทษจริงๆที่ผมปล่อยให้เธอรอผมมาตลอดส ิบปี สัญญาอันแสนสำคัญในวันนั้นที่ผมจำไม่ได้ผมขอโทษ"
"สรุปว่านายก็จำไม่ได้สินะ.."ดูเหมือนรอบๆตัวเธอจะร้อนจนไอน้ำระเหยออกมา ลูกไฟบนมือเธอตอนนี้ขนาดเท่าลูกฟุตบอลได้แล้ว
"นายเตรียมตัวที่จะชดใช้แล้วสิ" ผมในตอนนี้เหมือนภาพในอดีตได้วนเวียนฉายซ้ำไปมาอยู่ใ นหัวสมองราวกับว่าผมกำลังจะตาย...
"พี่จีค่ะเกิดอะไรขึ้นหรือค่ะ"น้ำที่ถือร่มสีแดงเหมือนของไม้เดินออกมา จากอากาศที่ร้อนอยู่กลับมืดครึ้มได้ในทันที และดูเหมือนว่าลูกไฟนั่นจะค่อยๆเล็กลงๆ
"คราวนี้เป็นAtmokinesisที่สามารถควบคุมฟ้าฝนบรรยากาศ และลักษณะอากาศได้สินะ "พี่เอลูบคางพลางคิด และดูเหมือนฝนจะค่อยๆตกลงมาแล้ว
"เป็นแบบนี้ต้องแย่แน่ๆสงสัยไฟนั่นจะดับลงจริงๆก็คราว นี้นี่แหละ"พี่เอบอก"ขอโทษนะค่ะขอโทษค่ะขอโทษจริงๆค่ะฉันไม่ได้ตั้งใจให้ฝ นมันตกลงจริงๆเลยนะค่ะ"
น้ำรีบยกมือไหว้ขอโทษทุกๆคน "ไม่เป็นไรน้ำขอบคุณมากเลยเธอช่วยชีวิตผมไว้เลยนะเนี่ ย" นำยังคงพงกหัวขอโทษอยู่"ขอโทษจริงๆค่ะ"
"น้ำไม่ได้มีความสามารถอะไรอย่างนั้นหรอกน้ำควบคุมฟ้า ฝนไม่ได้หรอกค่ะแค่น้ำออกมาข้างนอกฝนมันก็ตกเองแล้วข อโทษจริงๆค่ะเพราะน้ำแท้ๆทำให้ผ้าที่ตากไว้ต้องเปียก"
ฝนที่ตกลงมาทำเอาลูกไฟขนาดลูกบอลหดลงเหลือแค่ขนาดไฟแ ช็ค เปลวน้ำตานองหน้าทรุดตัวลงกับพื้นปล่อยโฮออกมา "ลูกผู้ชายนะเวลาแบบนี้ควรจะสวมกอดเธอเอาไว้สิ"
ผมไม่ยอมโดนพี่เอหลอกซ้ำสองหรอกและเพื่อไม่ให้เข้าใจ ผิดมากไปกว่านี้ผมคงจะต้องปรับความเข้าใจกับเธอเสียใ หม่ "ขอโทษนะผมจำไม่ได้จริงๆถ้าเธอจะช่วยอธิบาย..."
เปลวเช็ดน้ำตาที่นองหน้าอยู่พลางเล่าเรื่องของเธอที่ เกิดมาในตระกูลของผู้ใช้ไฟในการทำพิธีแต่เพราะว่าไม่ ได้มีสายเลือดแท้ทำให้ไม่สามารถควบคุมไฟได้เลยทำได้อ ย่างมาก
ก็แค่ขนาดของไฟแช็คเท่านั้นเอง "แต่เมื่อกี้ขนาดของลูกไฟเท่าลูกบอลเลยนะ" เธอส่ายหน้าก็เพราะควบคุมไม่ได้นั่นแหละถ้าไม่ได้โกร ธหรือโมโหสุดๆก็ทำให้ลูกไฟ
ใหญ่ขนาดนั้นไม่ได้หรอก ด้วยเหตุนั้นฉันและพ่อถึงได้โดนไล่ออกมาจากตระกูลและ ออกแสดงตามงานละครสัตว์ต่างๆในฐานะมายากล และวันหนึ่งเมื่อสิบปีก่อนฉันก็ได้เจอนาย...
"เดี๋ยวนะ...คณะละครสัตว์เมื่อสิบปีก่อน...นั่นมัน..."ผมพูดพลางนึกถึงเรื่องราวเมื่อสิบปีก่อนได้แล้ว... "ใช่แล้วเมื่อสิบปีก่อนฉันกับพ่อได้ไปแสดง..."
เมื่อสิบปีก่อนผมกับพ่อได้ไปดูแสดงคณะละครสัตว์สัตว์ กัน มีทั้งโชว์ของลิงบาบูนเล่นกายกรรม ช้างขี่ลูกบอล และอื่นๆอีกมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือการแสดงโชว์ของมนุษย์ไฟ
ผมแอบหนีพ่อระหว่างการชมการแสดงเพราะติดใจลิงบาบูนใน คราบตัวตลกมากอยากจะเข้าไปจับมือดูซักครั้งเลยบังเอิ ญเผลอหลงเข้าไปในห้องนักแสดงและผมก็เจอกับเด็กสาว
คนหนึ่งที่นั่น เธอมีสีผมสีแดงสดราวกับดอกของต้นลั่นทมในหอพักดูแปลก ตามากสำหรับผม "นายนะที่นี่เค้าห้ามเข้ามานะไม่งั้นจะถูกลุงดุๆโกรธเ อานะ"
"แล้วเธอละเข้ามาที่นี่ได้ยังไงไม่ถูกดุเหรอ"เธอกอดอกอย่างภูมิใจ"ก็ฉันเป็นนักแสดงนี่นาฉันก็เข้ามาได้นะสิโดยไม่ถูกดุ ด้วย" "งั้นๆเธอแสดงอะไรได้บ้างละ"
"ฉันไม่อยากแสดงให้นายดูกลับไปได้ละ"เธอทำท่าไม่พอใจและดูเศร้าสร้อยมาก "ขอดูแค่นิดเดียวเองนะ..นะ...น้~า"
"การแสดงของฉันมันไม่น่าตื่นใจหรือน่าดูหรอกเพราะคนใน คณะก็ยังบอกเลยว่าฉันนะไร้ประโยชน์" "ไม่จริงซะหน่อยถ้าเธอไม่แสดงให้ผมดูผมก็ไม่รู้หรอก"
"งั้นรึถ้าแค่นิดหน่อยละก็"เธอแบมือขึ้นจากนั้นก็มีลูกไฟเล็กๆขนาดไม้ขีดไฟ สีฟ้าลอยขึ้นบนอากาศ "ว๊าวๆสวยจังเลยเก่งจังเลยสุดยอดจังฉันเพิ่งเคยเห็นอะ ไรที่มันสุดยอดขนาดนี้เลยนะ"
"จริงๆหรือ?ไม่ได้โกหกฉันใช่ไหม"เธอทำท่าเขินอายอย่างตะขิดตะขวงใจที่ผมเอ่ยปากชม "จริงๆสิสุดยอดแบบนี้จะให้ดูทุกวันผมก็ไม่เบื่อเลยจริ งๆนะ"ผมทำแววตาตื่นเต้นแบบเด็กๆ
"ฉันจะแสดงให้นายดูทุกๆวันก็ได้แต่นายต้องรับผิดชอบด้ วยนะ" "เอาสิผมจะคอยดูลูกไฟของเธอที่จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆให้เอ ง" "สัญญาแล้วนะ...."
"พี่จีนี่เที่ยวสัญญากับหญิงสาวตั้งแต่เด็กไปมากแค่ไห นกันค่ะ?"น้องหญิงชายตามองผมอย่างไม่พอใจ"ไม่...รู้..พี่..จำไม่ได้"
"น้องจี~นี้เสน่ห์ดกจริงๆเลยน้า~แต่แบบนี้ก็ไม่ค่อยดี นะน้องจีนี่บาปหนาตั้งแต่เด็กเลยจริงๆ"ที่จริงแล้วผมจำอะไรในช่วงสมัยเด็กไม่ค่อยได้เลยเหมื อนความทรงจำมันขาดช่วงไป
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงจดจำบางสิ่งบางอย่างได้ถึงแ ม้ว่าจะลืมมันไปแล้วก็ตามหากว่ามีการกระตุ้นบางอย่าง ผมก็พอจะนึกอะไรออกได้บ้างละนะ
"แล้วทำไมถึงได้ออกมาตามหาหอพักคนเดียวแบบนี้ละแล้ว.. ." เปลวปาดน้ำตาสายฝนก็ยังคงกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย "คนๆนั้นทิ้งฉันไปแล้วบอกว่าฉันนั้นไม่มีประโยชน์แล้ว"
"ไม่จริงหรอก!ทุกๆคนย่อมมีคุณค่าของแต่ละคนอยู่แล้วไม ่มีใครที่ไร้ค่าหรือไม่มีคุณค่าอะไรเลยหรอก!" เธอมองหน้าผมด้วยใบหน้าที่เปียกปอนไปด้วยสายฝน
"แล้วสำหรับฉันละมีค่ามากพอสำหรับนายรึเปล่าฉันคงไม่ม ีค่ามากพอที่จะให้นายจดจำสินะนายถึงลืมฉันไปได้ง่ายๆ อย่างนั้น"เปลวมองผมด้วยแววตาตัดพ้อและน้อยใจ
ผมพยายามบอกเธอ"ไม่จริงหรอกเปลว..ผมขอโทษไม่ใช่เพราะเปลวหรอกมันเป็น ความผิดของผมเองที่ลืมเรื่องสำคัญไปทั้งๆที่ไม่ควรจะ ลืมแท้ๆ"
"ฉันก็บอกแล้วไงมันเปล่าประโยชน์สำหรับคนที่หมดประโยช น์และไร้ค่าอย่างฉันนะไม่มีค่าพอให้ใครจดจำหรอก!"เม็ดฝนยังคงไหลรินตกกระทบใบของต้นลั่นทมเป็นระยะๆ
ถึงแม้ว่าฝนจะหยุดตกแล้วแต่ท้องฟ้าก็ยังคงมืดครึ้มอย ู่ดี ผมไม่รู้จะสามารถทำอะไรเพื่อเธอได้บ้างมันเป็นความรั บผิดชอบของผมก็จริงที่ลืมสัญญาในวัยเด็กอันนั้นไป
ผมก็จำอะไรในช่วงวัยเด็กไม่ค่อยได้เลยมันเหมือนกับช่ วงเวลาที่ว่างเปล่า ที่กลวงและพรุน เหมือนแก้วใบใสที่ไม่ได้ใส่อะไรไว้
"ฉันมันหลงโง่ไปเองสินะที่ได้เจอกับนายอีกครั้ง...ทำไ มกันทำไมมันถึงได้รู้สึกเหมือนจิตใจของฉันมันแตกละเอ ียด...ฉันรู้สึกเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างของฉันพังทลายล ง...ทำไม.."
ผมไม่อาจจะตอบคำถามของเธอได้ผมทำได้แค่ยืนนิ่งรับฟัง เท่านั้น จริงๆแล้วผมควรจะทำยังไง?ถึงจะดีที่สุดผมก็ไม่รู้เหม ือนกันในสถานการณ์แบบนี้....
"ผมไม่อาจจะพูดอะไรได้มากจากคำว่าขอโทษในสิ่งที่ผมทำล งไป เพราะตัวผมเองก็จำอะไรไม่ได้เลย" เปลวปิดหูตัวเองแล้วหลับตา
"ฉันไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น!ไม่ว่าจากใครไม่ว่าจะอะไร ก็ตามไม่อยากฟัง!ฉันไม่อยากฟัง!" เหมือนกับว่ารอบๆนั้นมีไอร้อนแผ่ฟุ่งออกมาโดยรอบ
จนอากาศบริเวณนั้นจากความเย็นเพราะไอฝนกลับกลายเป็นไ อน้ำระเหยขึ้นมาจนบังทัศนวิศัยไปทั้งหมด ผมฟุ่งเข้าไปในไอน้ำนั่นผมคิดว่าเปลวจะต้องอยู๋ที่นั ่น
"ทรมาณ...ร้อน...ร้อน....ช่วย....ด้วย...."ผมได้ยินเสียงของเปลวที่ทั้งอ่อนแรงและดูเหมือนว่าเธ อกำลังร้องขอความช่วยเหลืออยู่
ผมไม่ทราบทิศทางที่แน่นอนของเปลวว่าอยู่ตรงไหนแต่ผมค ิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่ร้อนที่สุดท่ามกลางไอร้อนจ ากไอน้ำพวกนี้ ผมตะโกนเรียกเธอ
"เปลว...ถ้าได้ยินเสียงผมช่วยตอบด้วย...เปลว...!เปลว. ..!"ผมควานหาตัวเปลวท่ามกลางความร้อนของไอน้ำ ในที่สุดผมก็ได้ยินเสียงของเธอ
"ช่วย...ด้วย...."ฟังจากน้ำเสียงที่แหบพร่าและแผ่วเบาแล้วดูเธอไม่มีเร ี่ยวแรงเหลือเลย ผมุงตรงไปที่เสียงนั่นแต่ด้วยความร้อนทำให้ผมเข้าไปใ กล้ไม่ได้เลย
ที่อยู่ตรงหน้าผมมีเพียงกองไฟลุกสูงทวมหัว ภายในนั้นผมเห็นเงาดำของใครบางคนอยู่ผมคิดว่าเปลวน่า จะอยู่ในนั้นท่ามกลางเปลวไฟนั่น ผมไม่รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ในตอนนั้น
คงคิดเพียงอย่างเดียวว่าจะช่วยเปลวออกมาให้ได้ ผมกระโจนเข้าไปท่ามกลางเปลวไฟนั่น ผมไม่ต่างอะไรกับคนที่คิดจะฆ่าตัวตายไฟนั่นมันทั้งร้ อนและแผดเผาร่างกายของผม
ผมได้ยินเพียงเสียงของเปลวอย่างอ่อนๆ "ช่วยด้วย...ใครก็ได้..." ผมตะโกนเรียกชื่อเธอถึงแม้ว่าจะโดนไอร้อนจากเปลวไฟรอ บๆตัว
"เปลว!ผมอยู่นี่แล้วไม่ต้องกลัวนะผมอยู่ที่นี่แล้วที่ นี่ตรงนี้เธอไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว!"ผมควานหาตัวเธอท่ามกลางเปลวไฟ ในที่สุดผมก็เจอเธอ...
ทั้งตัวของเธอถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงจนผมไม่อาจจะเ ข้าใกล้ได้เลย... "ยะ..อย่า...อย่าเข้ามา..."เสียงของเธอช่างแหบพร่าและดูไร้เรี่ยวแรง
ผมไม่ฟังคำเตือนของเธอ ผมดึงเสื้อออกแล้วพันแขนทั้งสองข้างเอาไว้แล้วดึงตัว ออกมาจากเปลวไฟ ผมไม่รู้เลยว่าสาเหตุจากไฟพวกนี้ที่จริงแล้วก็มาจากต ัวเธอเอง
และในตอนนี้เธอก็ควบคุมมันไม่ได้และกำลังเผากระทั่งร ่างกายของเธอเอง ผมดึงเธอออกมาแต่ดูเหมือนเปลวไฟจากตัวเธอจะร้อนและลุ กไหม้แรงขึ้นเรื่อยๆ...
ผมไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว เธอพลักผมออกไป "ฉันอยากจะฟังอีกซักครั้ง...คำสัญญานั่น..." ผมตะโกนเรียกชื่อเธอ "เปลว!..."
"ได้สิเปลวผมจะดูไฟของเธอให้เอง...ผมจะดูไฟของเธอที่จ ะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆให้เอง...ไฟของเธอนะผมจะดูให้เองตลอ ดไปเลย!...เพราะฉะนั้น.."
"สัญญา..แล้วนะ..."เปลวไฟรอบๆตัวของเปลวลุกโชติช่วงและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจ นผมไม่อาจจะเข้าใกล้เธอได้เลย ร่างของเปลวค่อยๆกลายเป็นสีดำ...
จากนั้นฝนก็ตกลงมาเปลวไฟรอบๆนั้นค่อยๆดับลงเพราะสายฝ นที่ตกลงมา ร่างของเปลวในตอนนี้เหลือแต่เพียงเถ้าถ่านเท่านั้น ผมทรุดตัวลงข้างๆกองขี้เถ้าที่อดีตนั้น
เคยเป็นเด็กสาวที่น่ารักคนหนึ่ง "เปลว...ผม..ขอโทษ...อีกสักครั้ง...ช่วยแสดงไฟของเธอใ ห้ผมอีกสักครั้ง.." จากขี้เถ้าที่เป็นผุยผงอยู่นั้นจู่ๆ
ก็มีเปลวไฟสีฟ้าลุกขึ้นและเด็กสาวที่ผมคุ้นเคยคนหนึ่ งก็ลุกขึ้นมาจากขี้เถ้านั่น... "เปลว..." มันเกิดขึ้นไวมากและเหมือนปาฎิหารย์ที่เธอยังมีชีวิต อยู่
ทั้งๆที่เธอน่าจะโดนไฟคลอกจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว "เป็นยังไงละไฟของฉัน...แต่ตอนนี้ช่วยหาอะไรให้ฉันใส่ ก่อนได้ไหม?"
"ช่างเป็นการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆนะฟินิกซ์ที่ คืนชีพจากเปลวเพลิงสินะ"พี่เอคงจะหมายถึงตำนานของฟินิกซ์จากวรรณกรรมกรีกโบรา ณ
Account of Egypt ของกวีเฮโรโดตัส ที่เป็นนกอมตะที่สามารถคืนชีพจากการเผาตัวเองด้วยไฟ จากนั้นฟีนิกซ์ก็จะฟื้นจากกองขี้เถ้ามาเป็นลูกนกใหม่
"เหมือนกันเลยสินะ..เพราะเดิมทีตระกูลของฉันก็บูชาเทพ แห่งไฟอยู่แล้วและเมื่อพลังควบคุมไม่ได้หรือจิตใจพัง ทลายลงพวกเราจะเผาตัวเองด้วยไฟและชำระล้างตนเองด้วยไ ฟ"
ผมคลุมเสื้อเชิ้ตให้เปลวสวมเพราะตอนนี้เสื้อผ้าของเธ อก็กลายเปนขี้เถ้าไปแล้ว"เรื่องนั้นช่างมันเถอะเปลวไม่เป็นอะไรแน่นะรู้สึกเจ็ บที่ไหนรึเปล่า?"
เปลวส่ายหน้าและดึงมือของผมมาดูที่เต็มไปด้วยแผลไฟลว กเพราะพยายามที่จะช่วยเธอ"ต้องขอบคุณนายจริงๆถ้าไม่ใช่เพราะนายฉันก็ไม่อาจจะเต ิบโตขึ้น...."
เธอหยุดพูดไปแล้วมองไปบนท้องฟ้าที่มืดครึ้ม"ถ้าไม่ใช่เพราะนายเรียกฉันไว้ฉันอาจจะต้องกลายเป็นเถ ้าถ่านไปจริงๆก็ได้แต่คำสัญญานั่นห้ามลืมอีกเด็ดขาดล ะ..."
"ผมไม่ลืมหรอกจะไม่ลืมมันอีกแน่ๆ" น้ำพี่เอและน้องหญิงส่งสายตาเย็นชามาจากด้านบนระเบีย งชั้นสอง "ฟังดูเหมือนคำขอแต่งงานเลยนะค่ะ"น้ำพูดเชิงประชด
"มะ..ไม่ใช่อย่างนั้นนะหมายถึงคำสัญญาที่ว่าจะคอยดูกา รแสดงของเธอตลอดไปต่าง...หาก" "อย่างนั้นเอง....หรือ..."
ดูเหมือนว่าผมจะไปทำให้เปลวโกรธเข้าให้อีกแล้วตอนนี้ เธอเลยปล่อยลูกไฟออกมาขนาดเท่าลูกเทนนิสสองลูก แต่ไม่ทันที่จะปาใส่ผมเจ๊ลูก็ฉีดน้ำยาดับเพลิงใส่เปล ว
จะลูกไฟทั้งสองลูกนั่นดับไป "ไม่ว่าจะเป็นมายากลรึอะไรก็ตามห้ามมาจุดไฟเล่นในหอพั กโดยไม่ได้รับอนุญาตินะหอพักนี้เข้มงวดมากเรื่องฟืนไ ฟรู้ไว้ซะ"
ดูเหมือนว่าเจ๊ลูเพิ่งจะเข้ามาในหอก็ตอนที่เรื่องมัน จบไปแล้วจึงไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย คราวนี้เปลวยกมือขึ้นดูจากสีหน้าแล้วคงจะโกรธจัดแต่ไ ม่รู้ทำไม
ลูกไฟถึงไม่ออกมา "แล้วก็คิดจะนุ่งลมห่มเสื้อตัวเดียวแบบนั้นไปถึงเมื่อ ไหร่ไม่อายบ้างรึไง?" เจอหมัดตรงเจ๊ลูเข้าไปเปลวถึงกับต้องเอามือกุมปิดเสื ้อแล้ววิ่งหนีไปทั้งๆอย่างนั้น
"มันอะไรกันละเนี่ยวุ่นวายกันจริงๆฉันจะไม่ถามว่าใครม าเล่นดอกไม้ไฟในหอพักหรือว่าทำไฟไหม้หรอกนะแต่ถ้ามีค รั้งที่สองอีกละก็คงจะรู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น?"
ผมกลืนน้ำลายดังเอื๊อกตอนเห็นแววตาของเจ๊ลูที่ดุเอาเ รื่อง "แต่ขอถามหน่อยนะทำไม?น้องคนนั้นถึงได้นุ่งลมฟ้าแบบนั ้นละพอจะอธิบายอะไรได้ใช่ไหม?"
ผมหันหน้าไปมองพี่เอกับน้องหญิงและน้ำพยายามหาตัวช่ว ยตอบคำถามแต่ทั้งสามคนก็ได้แต่ส่ายหน้าไม่รู้จะอธิบา ยยังไงดี "คือเอ่อ...เรื่องนี้มันอธิบายได้นะ..."
"งั้น..รึ...เอาละไหนลองอธิบายมาซิ..."เจ้ลูยิ้มโดยที่แววตาไม่ยิ้มด้วยเลย ผมพยายามเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นดูเหมือนเจ๊ลูจะพยายามท ำความเข้าใจกับเรื่องที่ผมอธิบาย
"สรุปว่าน้องคนนั้นจุดไฟเผาตัวเองเพราะว่าควบคุมตัวเอ งไม่ได้เสื้อผ้าก็เลยโดนเผาทั้งหมดสินะ..."ผมพยักหน้าทั้งๆที่เหงื่อแตกพลั่กเพราะว่าไอร้อนจะเป ลวเพลิงเมื่อกี้
"จะโกหกอะไรก็ให้มันอ้างอิงหลักความเป็นจริงหน่อยสิยะ !" นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนถูกส่งกลับจุดเ ซฟที่ห้องของหมอตามเคย...
ผมได้ย้อนกลับมาที่เตียงสีขาวในห้องของหมออีกครั้ง.. . ผมลุกขึ้นมาทั้งๆที่ยังปวดหัวอยู่...น้ำที่นั่งเฝ้าอ ยู่เล่าให้ผมฟังว่าหลังจากนั้น
ผมสลบไปวันหนึ่งเต็มๆ ส่วนแผลไฟลวกนั้หมอก็ทาครีมสมานแผลให้แล้ว คงไม่เป็นอะไรมาก ผมพยายามลุกไปหาเปลวที่นั่งอยู่ในสวน
ด้วยท่าทีที่อ่อนล้า เธอพยายามจะจุดไฟใส่กองใบไม้ตรงหน้าแต่ที่ออกมาจากมื อของเธอมีแค่เปลวไฟสีฟ้าดวงเล็กๆขนาดเท่าหะวไม้ขีดไฟ เท่านั้น
"ยังเป็นเปลวไฟที่สวยและน่ารักเหมือนเดิมไม่เปลื่ยนไป เลยนะ..." เปลวสะบัดหน้าหนี"อะ..อะไรเล่า..."
"ที่จริงพลังของฉันนะเพิ่มมากขึ้นมากเลยนะในเวลาสิบปี ที่ผ่านมาแต่สุดท้ายก็หมดไปเพราะไฟครั้งสุดท้ายนั่นแ ท้ๆ"เปลวมองไฟในมือที่ค่อยๆมอดดับลง
"จะ..จะ..หัวเราะยังไงก็เชิญที่สิบปีที่ผ่านมาฉันไม่เ ปลื่ยนไปเลย" ผมส่ายหน้า"ไม่ใช่ไม่เปลื่ยนไปหรอกเปลวเธอเติบโตขึ้นมากเลยนะ"
เธอหันหน้าหนี "ฉันไม่ใช่เด็กๆซะหน่อยอะไรๆมันก็ต้องโตขึ้นอยู่แล้วล ะ"ผมดูจากร่างกายภายนอกแล้วดูเธอไม่มีบาดแผลไฟไหม้เลย
"เปลวไม่เป็นอะไรไปก็ผมก็ดีใจมากแล้วละ"เปลวหันหลังกลับมาแล้วจ้องมองไปที่ตามตัวผมมีแต่ผ้าพ ันแผลจากรอยไฟลวก
"นายนี่มันห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองแบบนี้เสมอเลยรึไงก ันนะ?"ผมหัวเราะ"อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ละมั้ง"
"นายจะยังยอมรับในตัวฉันได้ไหม...สำหรับตัวฉันที่ไม่ม ีพลังเหลือแล้วนะ"เปลวจ้องตาผมด้วยแววตาที่ต้องการคำตอบ
"ไม่ว่าเธอจะเป็นอะไรเธอก็คือตัวเธอไม่สำคัญที่ว่าเธอ จะใช้พลังได้รึเปล่าแค่เธอไม่เผาหอพักนี้ผมก็ดีใจมาก แล้วละ"
ผมและเปลวนั่งหัวเราะให้กันใต้ต้นลั่นทมในหอพัก...
suneo
12-23-2010, 03:57 PM
เจิม :Emoticon-113_panda:
ปล. เว้นวรรค เว้นบรรทัดให้สวย ๆ หน่อย น่าจะดี
vBulletin® v3.7.4, Copyright ©2000-2012, Jelsoft Enterprises Ltd.